กลายเป็นหนังม้ามืดแห่งปี 2013 ไปเลยครับ เพราะโกยในอเมริกาไป $150 ล้าน โดยทุนสร้างอยู่ที่ $37 ล้านเท่านั้น กำไรบานจนบริษัท Warner Bros สั่งให้ทำภาคต่อไปเรียบร้อย
กลายเป็นหนังม้ามืดแห่งปี 2013 ไปเลยครับ เพราะโกยในอเมริกาไป $150 ล้าน โดยทุนสร้างอยู่ที่ $37 ล้านเท่านั้น กำไรบานจนบริษัท Warner Bros สั่งให้ทำภาคต่อไปเรียบร้อย
หนังแนวพิมพ์นิยมอีกประเภทที่สตูดิโอต่างๆ ขยันทำกันออกมาในยุค 90 ครับ เพราะหลายเรื่องทำแล้วฮิต อย่าง The Mighty Ducks, Angels in the Outfield และ The Sandlot ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ว่าด้วยเด็กเนิร์ดๆ และอ่อนกีฬากลุ่มหนึ่งต้องมารวมตัวกันเพื่อแข่งกีฬาสักอย่าง แน่นอนว่าตอนต้นๆ เราจะเห็นว่าพวกเด็กๆ ฝีมืออ่อนแค่ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็จะเก่งขึ้น กล้าขึ้น จนนำมาสู่การแข่งกีฬารอบตัดเชือกที่ชวนลุ้นในท้ายที่สุด
เรื่องต่อจากภาคที่แล้วครับ เมื่อกรุงปักกิ่งแตกหลังจากการบุกยึดของชาวตะวันตก ทำให้หวงเฟยหง (เจ้าเหวินจั๋ว) และ หวงฉีอิงบิดาของอาจารย์หวงต้องเดินทางลี้ภัยออกมา แล้วมุ่งหน้ากลับเป่าจือหลิน
ข้อดีอย่างหนึ่งของหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ของ Hallmark ก็คือ สาระแก่นสารของหนังจะเป็นเรื่องของใครสักคนที่พยายามทำตามฝัน ทำเพื่อความถูกต้อง หรือพยายามทำสิ่งดีๆ ให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องเจออุปสรรคแค่ไหนก็ตาม
ผมว่าพล็อตและใจความที่หนังเรื่องนี้เสนอมันน่าสนใจดีครับ
หนังตลกการเมืองที่ถือว่าทำได้ฮาและมีสาระไปในเวลาเดียวกันนะครับ ตัวเอกมีนามว่าโทมัส เจฟเฟอร์สัน จอห์นสัน (Eddie Murphy) นักต้มตุ๋นมือเซียนแห่งฟลอริด้าที่จับพลัดจับผลูได้ลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิก และด้วยลีลากะล่อนร้อยเล่มเกวียนของเขาก็ทำให้ได้รับเลือกอีกต่างหาก
แม้ตัวหนังจะไม่ได้ฮิตอะไรมากมาย แต่ผมก็ชอบนะครับ มันดูสนุก เพลินๆ แบบชวนให้ Feel Good ดีเหมือนกัน
การรีวิว Scream ภาคนี้คงต้องมีการแยกพูดถึง ระหว่างคุณภาพของหนัง กับเรื่องความชอบส่วนตัวครับ
สำหรับหนังสยองหลายๆ เรื่องแล้ว ภาคต่อจะก่อกำเนิดเมื่อภาคแรกทำเงินเยอะพอ แต่กับ Scream แล้ว ไอเดียภาคต่อได้เกิดขึ้นตั้งแต่บทภาพยนตร์ภาคแรกเพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ
ชื่ออาจจะดูล่อแหลมนะครับ โยนแม่ลงจากรถไฟ แต่มันเป็นหนังตลกน่ะครับอย่าคิดมาก