ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่มาในทางเดียวกับ Step Up ครับ เรื่องของพระ-นางที่มีความสามารถในเชิงดนตรีที่มาจากโลกที่ต่างกัน ได้มารู้จักกัน และเกิดความรักต่อกัน
ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่มาในทางเดียวกับ Step Up ครับ เรื่องของพระ-นางที่มีความสามารถในเชิงดนตรีที่มาจากโลกที่ต่างกัน ได้มารู้จักกัน และเกิดความรักต่อกัน
แม้นี่จะเป็นหนังแอ็กชันผสมฮา แต่ยอมรับว่าดูแล้วไม่ถึงกับโดนสักเท่าไร ส่วนหนึ่งคงเพราะสไตล์ของหนังมันไม่ได้เป็นแบบ Rush Hour หรือ Ride Along แต่มันไปมีส่วนผสมของหนังอย่าง Borat และ Bruno ซะเยอะเชียว
มีหนังเมืองนอกที่มาถ่ายทำในประเทศไทยเยอะเหมือนกันนะครับ ปีนี้ที่ได้ดูก็หลายเรื่องอยู่ คิดในแง่หนึ่งก็น่าดีใจในแง่เศรษฐกิจกับรายได้ที่ไหลเข้าประเทศ แต่ถ้าพูดถึงตัวหนังแล้ว ก็คงต้องว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่งน่ะนะครับ ^_^
ดูไปก็บ่นงึมงำกับตัวเองไปว่า “สังคมตึง ผีหลอก สงครามหลอน ชีวิตคนเราหนอ ต้องเจอสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งสารพัดปัญหาล้อมหน้าหลังเป็นเรื่องธรรมดาสินะ” พอดูจบแล้วก็ได้อารมณ์แนว “ปลงๆ” เกิดขึ้นเหมือนกันครับ
ว่าตามจริงพอเห็นตัวอย่างแล้วก็คิดถึงตอนจบได้เลยครับ กับพล็อตแนวทริลเลอร์ไซไฟที่ว่าห้องทดลองลึกลับห่างไกล ที่ทดลองมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ โดยตอนแรกการทดลองก็ดูจะน่าตื่นตา ก่อนที่สักพักสิ่งทดลองนั้นจะเริ่มเผยความน่ากลัวออกมา (นึกถึง Splice เลยครับ)
ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ก็พลันผุดความคิดมากมายหลายอย่างขึ้นในหัว ขนาดดูจบไปพักหนึ่งความคิดที่ว่าก็ยังคงผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากจะให้สรุปองค์ความคิดเหล่านั้นแบบคร่าวๆ ก็คงเป็นว่า “เราน่าจะแก่แล้วจริงๆ” 5555
ตอนเรายังเป็นวัยรุ่น หลายคนก็คงมีความฝันจริงไหมครับ เราอยากทำในสิ่งที่ชอบ อย่างการเป็นศิลปิน การเป็นนักกีฬา การไปประกวดค้นฟ้าคว้าดาวประเภทต่างๆ หรือการออกไปแบกเป้ท่องโลก ใช้ชีวิตซิมเปิ้ล
เป็นหนังที่ผมเล็งจะดูตั้งแต่เห็นโปสเตอร์และรู้แนวหนังแล้วล่ะครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าหนังจะเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่งของชายหญิง 2 คู่ ซึ่งแนวแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงหนังตระกูล Before ทั้งหลายขึ้นมาเลยครับ (Before Sunsire ไตรภาค กับ Before We Go)
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมถึงแก่ความอึ้งไม่ใช่น้อยเหมือนกันครับ… คืออึ้งว่าทำไมมันถึงออกมาไม่ดึงดูดใจอะไรขนาดนี้
แนวคิดเรื่องนี้น่าสนใจครับ พี่ Kevin James (Paul Blart: Mall Cop) มารับบท แซม ลาร์สัน นักเขียนที่สร้างผลงานแนวแอ็กชันสายลับออกมา แต่เอเยนต์ของเขาดันไปโฆษณาว่ามันคือเรื่องจริง