อะฮ้า อย่าคิดว่าฮอลลีวู้ดเขาเพิ่งมาบ้ารีเมกกันตอนหลังๆ นะครับ เพราะเขาขยันรีเมกกันมานานตั้งแต่หนังเพิ่งเกิดใหม่ๆ แล้ว
อะฮ้า อย่าคิดว่าฮอลลีวู้ดเขาเพิ่งมาบ้ารีเมกกันตอนหลังๆ นะครับ เพราะเขาขยันรีเมกกันมานานตั้งแต่หนังเพิ่งเกิดใหม่ๆ แล้ว
มาอีกครั้งก็ขนเอาหนังเก่ามารีวิวเลยนะครับ รับชมจาก Youtube ตามเคย แต่บอกก่อนว่าเวอร์ชั่นที่ผมชมนี้ ไม่ใช่เวอร์ชั่นหนังเต็ม เพราะ London After Midnight ได้ชื่อว่าเป็นหนังเงียบเรื่องเยี่ยมที่หายสาปสูญไปเรียบร้อย เนื่องจากต้นฉบับชุดสุดท้ายที่ถูกเก็บไว้ที่ MGM โดนไฟเผามอดไหม้ไปเมื่อปี 1965 และที่น่าเสียดายยิ่งขึ้นคือมีนักสะสมฟิล์มหนังเก่าชาวแคนาดาท่านหนึ่ง ว่ากันว่ามีฟิล์มหนังเรื่องนี้เก็บไว้ แต่นักสะสมท่านนี้ก็ไม่ยอมนำออกมาสู่สาธารณะ นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกว่ามีคนเจอฟิล์มหนังเรื่องนี้หลุดรอดมาตามร้านขายของเก่า แต่ก็ไม่มีใครยืนยันข่าวนี้ได้ว่าจริงหรือไม่อย่างไร
ยอมรับว่าตอนหนังออกฉายที่อเมริกาเล่นเอาผมอึ้ง เพราะหนังไต่อันดับขึ้นที่ 1 Box Office ประจำสัปดาห์ได้ ก็คาดไม่ถึงครับว่าด้วยฟอร์มหนังมันจะไต่กระไดไปถึงนั้นได้ แม้จะกำกับโดยลุง John Carpenter คนทำหนังสยองที่ดังจาก Halloween, The Fog และ The Thing แต่ลุงท่านก็อยู่ในช่วงขาลงมาตั้งนานแล้ว เห็นได้ขึ้นอันดับแบบนี้ก็อดดีใจด้วยไม่ได้ แม้จะเปิดตัวแค่ 9 ล้านก็เถอะ (ประมาณว่าช่วงนั้นมันฮาโลวีนครับ ไม่มีหนังสยองอะไรเข้าท่าเรื่องนี้เลยเข้าวิน)
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบหนัง American Pie มากๆ ครับ
ภาคต่อเข้าโรงไปจนจะออกแผ่นแล้วนะครับ ผมว่าจะไปดูแต่ก็พลาดไป ก็ไม่เป็นไรครับ รอดูที่บ้านแล้วกัน
เท่าที่ทราบมาคอหนังที่ติดตามหนังรักของ Hallmark จะเห็นคล้ายๆ กันครับ ว่าหนังรักช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ของ Hallmark มาในโทนที่หวานแหววน้อยลง ความโรแมนติกก็ติดดินขึ้น และเน้นที่โลกแห่งความจริง มากกว่าจะอุดมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความฝัน… ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่นั่นแหละครับ ^_^
เรื่องนี้ชอบตั้งแต่ตอนดูโรงครับ บอกตรงๆ ว่าเสียดายมากที่หนังล่ม คือหนังทำเงินไปแค่ $52 ล้านจากทั่วโลก แต่เงินที่ลงทุนไปอย่างต่ำคือ $80 ล้าน แน่นอนครับว่าเจ๊งสนิท
หนังแนวพิศวาสฆาตกรรมแบบที่ฮิตทำกันออกมาในช่วงยุค 90 ว่าด้วยหญิงสาวใช้เสน่ห์ของตนลวงให้ชายซื่อๆ กระทำการฆาตกรรม หรือไม่ก็ยอมทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อเธอ
ผลออสการ์ปีที่ผ่านมานั้นผมว่าผมโอเคกับมันนะ คือหนังที่ได้ไปก็ถือว่าควรค่าแก่การได้รางวัล อย่าง Mad Max นี่ก็ถึงเครื่องมากในเรื่องการทุ่มทุนถ่ายทำ ทีมงานต้องใช้แรงกันหนักโคตรๆ จนรู้สึกว่าหนังคู่ควรกับรางวัลเกี่ยวกับงานสร้างภาพยนตร์ทุกสาขาเลย
หนังฝรั่งที่นำเอาตำนานของป่าอาโอกิงาฮาระ หรือป่าฆ่าตัวตายแห่งประเทศญี่ปุ่นมาผูกเป็นเรื่องเป็นราวครับ โดยมีพล็อตผสมดราม่าลงไปนิดๆ แล้วก็เน้นตรงอารมณ์สยองแบบหลอนๆ