2 ตำรวจศาล เท็ดดี้ แดเนียลส์ (Leonardo DiCaprio) และชัค (Mark Ruffalo) ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลจิตเวชแอชคลีฟบนเกาะชัตเตอร์ เพื่อตามหาผู้ป่วยหญิงที่หายไปอย่างลึกลับ แต่กลายเป็นว่าที่นั่นยังมีความลับอื่นๆ รอให้เท็ดดี้ไล่ล่าหาคำตอบด้วย
เรื่องนี้ผมชอบครับ แต่ก็ตระหนักเหมือนกันว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะชอบ อย่างแรกที่ต้องแถลงไขก็คือหนังไม่ได้หวือหวาครับ ไม่ได้เดินเรื่องแบบเร่งเร้าหรือเน้นที่ความตื่นเต้นระทึกขวัญ แต่การเดินเรื่องจะเหมือนนิยายลึกลับที่เปิดไปทีละหน้า แต่ละช่วงแต่ละตอนอาจไม่ชวนให้ใจเต้น แต่ก็จะมีรายละเอียดให้เราสังเกต ไม่ว่าจะรายละเอียดของฉาก ของสถานการณ์ หรือของบทสนทนา
ผมจะไม่บอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกครับ เพราะมันไม่ได้สนุกแบบนั้น ไม่ได้เน้นบันเทิงอะไรขนาดนั้น แต่มันเป็นหนังที่มีความน่าดู มีความน่าสนใจ และมีอะไรให้ชวนติดตาม และอีกอย่างที่ต้องบอกคือแม้นี่จะเป็นหนังลึกลับ แต่กระบวนท่าของหนังก็ไม่ได้เน้นการทิ้งปมหรือหักมุม แต่หนังจะเดินเรื่องแบบไปเรื่อยๆ เล่าเรื่องไป เดินเรื่องไป ให้คนค่อยๆ สัมผัสถึงความผิดปกติ สัมผัสถึงความแปลกของเหตุการณ์ จนเราจะค่อยๆ ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเท็ดดี้ที่เกิดคำถามว่าตกลงที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น และอยากรู้ว่าเรื่องมันจะไปจบลงตรงไหน
สำหรับผมแล้ว จุดสรุปของหนังมันไม่ได้ทำให้เหวออะไรมาก เลยทำให้รอบแรกที่ดูผมอาจจะไม่อะไรกับหนังสักเท่าไหร่ – ไม่ถึงกับชอบอะไรมาก – ครั้นพอมาดูอีกรอบแล้วเก็บรายละเอียด ก็พบว่าหนังมีอะไรให้สังเกตเยอะครับ ไม่ว่าจะเหตุการณ์ คำพูด การแสดงออกของตัวละคร หรือภาพย้อนหลังในหัวของเท็ดดี้ที่รำลึกอดีตของเขาอยู่เป็นพักๆ เลยทำให้ผมชอบหนังมากขึ้นในการดูรอบต่อมาครับ
แต่สิ่งที่ชอบตั้งแต่รอบแรกที่ดูคืองานภาพครับ ผู้กำกับภาพ Robert Richardson เจ้าของ 3 ออสการ์จาก JFK, The Aviator และ Hugo สามารถจับภาพในหนังมานำเสนอได้อย่างยอดเยี่ยม มันดูสวย ดูยิ่งใหญ่ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับและอารมณ์อึดอัด หรือบางช่วงก็ได้อารมณ์โกธิคแบบขลังๆ แล้วเมื่อมาบวกกับงานฉากต่างๆ ที่ผู้กำกับ Martin Scorsese แกชอบจัดเต็มเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว หนังเลยดูโดดเด่นเอามากๆ ในเรื่องงานสร้าง – ทุนที่ใช้ไปกับหนังเรื่องนี้ก็ประมาณ $80 ล้านครับ ซึ่งถ้าดูจากงานในหนังแล้วผมก็ไม่แปลกใจเลย
อีกหนึ่งความเท่ห์ของหนังคือ ไม่มีดนตรีประกอบที่แต่งขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้ครับ แต่ Scorsese ให้ Robbie Robertson ที่ร่วมงานฝ่ายดนตรีกับเขามานานในการคัดเลือกดนตรีคลาสสิกเอามาใส่ลงในหนัง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าเข้าท่าเลยครับ เอาแค่ซีนแรกๆ ตอนเท็ดดี้กับชัคนั่งรถเข้าไปยังโรงพยาบาลนั่นก็ได้อารมณ์ลึกลับแบบอลังการมากๆ แล้วล่ะ
ดีใจที่หนังประสบความสำเร็จครับ ทำเงินทั่วโลกไปราว $295 ล้าน (ทุน $80 ล้าน) กำไรสวยๆ เลยครับ
และแม้นี่จะเป็นหนังลึกลับซ่อนเงื่อน แต่หนังก็ให้สาระดีๆ ที่ชวนให้อยู่ไม่น้อย แต่ทีนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับว่ามันจะกลายเป็นการสปอยล์สำหรับบางท่านหรือเปล่า ก็เลยขอกันไว้ก่อนนะครับ แยกไปพูดตรงข้างล่างนี่แล้วกัน
===== อาจถือว่าสปอยล์ครับ =====
พอดูหนังเรื่องนี้แล้ว มันบังเกิดความคิดขึ้นในหัว แบ่งออกเป็น 3 หย่อมครับ โดยหย่อมแรกนั้น มันเกิดความตระหนักว่าการจะเข้าใจจิตใจของตนเองนั้น มันต้องใช้ความพยายามไม่ใช่น้อยเลยครับ และอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ บางทีจิตของเรานี่แหละที่อำพรางเราจากความจริง
ในยามที่เราตั้งใจจะเข้าใจตนเอง หรือยามที่เราพยายามจะเข้าใจสถานการณ์อะไรสักอย่าง เราอาจหลอกตัวเอง จนทำให้เราหลงประเด็น ดังนั้นการฝึกสติจึงเป็นทางออกหนึ่งครับ เพื่อให้ตัวเราสามารถเข้าใจตนและควบคุมตน อันจะทำให้ยามเราเจอเรื่องดีๆ ก็จะได้ไม่ดีใจจนหลงระเริง หรือยามเจอเรื่องร้ายๆ ก็จะได้พอมีสติไว้คอยรับมือ ไม่จิตตกตูมตามจนทำอะไรไม่ถูก
ส่วนความคิดอีกหย่อมนั้นก็คือ จิตใจคนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ และสิ่งหนึ่งเลยที่ต้องเข้าใจก็คือ แต่ละคนรับมือแต่ละเรื่องได้ไม่เท่ากัน บางคนเจอเรื่องที่หนักระดับ 7 ก็อาจรับมือและจัดการกับมันได้ แต่สำหรับบางคนแล้ว การเจอเรื่องที่หนักระดับ 7 เท่ากัน เขาหรือเธอคนนั้นก็อาจรับไม่ไหว อาจหมดแรงหมดใจ และอาจตัวสั่นงันงก
ผมอยากให้ประเด็นนี้เป็นเสมือนหนึ่งข้อมูลให้ท่านยามที่ได้ประสบพบกันคนที่อาจไม่แข็งแกร่งเท่าท่าน ให้ท่านได้เปิดใจที่จะเข้าใจความไม่เท่ากันของคนแต่ละคน และใช้ข้อมูลนี้เป็นเครื่องช่วยไกด์ยามจะพยุงใครสักคนให้ลุกขึ้น
และในขณะเดียวกัน สำหรับคนที่เป็นผู้อ่อนแรงอ่อนล้าทางจิตใจ หรือมีความอดทนต่อสถานการณ์ต่างๆ ในโลกต่ำกว่าคนอื่น ผมก็อยากให้ท่านใช้สิ่งนี้เป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเป็น และใช้มันนำทางให้ท่านสามารถหาทางออก หาทางปรับ หาทางสั่งสมกำลังเพื่อให้ท่านจะได้สามารถรับมือกับเรื่องต่างๆ ได้เก่งขึ้น ไหวขึ้น ใช้มันพัฒนาตนเองให้แกร่งขึ้น – และข้อพึงระวังก็คือ อย่าเผลอใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้ออ้าง หรือใช้เป็นการ์ดไว้หงายใส่คนทั้งโลก บังคับให้โลกต้องยอมตาม…อย่าลืมว่าโลกนี้ไม่เคยหมุนรอบตัวเรา
ส่วนความคิดหย่อมสุดท้าย บอกตรงๆ ว่าเห็นใจพระเอกครับ เพราะการมีชีวิตอยู่ของเขา ในแง่หนึ่งก็เหมือนตายทั้งเป็น เพราะตอนเขาจิตหลุดก็คือหลุดจากความจริง เหมือนพาตัวเองไปซ่อนตัวอยู่หลังแฟนตาซีที่เกิดขึ้นในหัว อันเป็นการปิดตัวเองจากความจริง – แม้มีชีวิต มีลมหายใจ แต่ก็ไม่ใช่ตัวเอง
ครั้นพอสติฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้ แต่เขาก็ต้องทนอยูกับความจริงที่ว่าเมียฆ่าลูก และเขาฆ่าเมีย – เมื่อมองในแง่นี้ ก็พอเข้าใจเหมือนกันกับการตัดสินใจในตอนท้าย ประมาณว่าผ่าหัวไปเลยแล้วกัน ถ้าหายก็จะได้หาย หรือถ้าไม่รอดก็คือไม่รอด – ไม่ว่าจะทางไหน มันก็คือจบ
และอยากบอกว่าผมตระหนักครับ ว่าการเขียนประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะสำหรับบางคนแล้ว ข้อความอาจเหมือนชี้ชวนให้คนเลือกที่จะคิดสั้น ก็ขอบอกเลยว่าถ้าใครอ่านสิ่งที่ผมเขียนแล้วคิดแบบนั้น ผมขอให้ท่านแวะไปอ่านสิ่งที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับหนัง The Woman in the Yard อีกสักเรื่องครับ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรลงไป
======= หมดสปอยล์ครับ =======
สรุปว่าถ่าท่านชอบหนังแนวลึกลับที่เหมือนนิยายเปิดไปทีละหน้า เรื่องนี้ก็อยากจะขอแนะนำเลยครับผม แต่ใครไม่สันทัดกับหนังที่เดินเรื่องเรื่อยๆ ไม่เน้นความตื่นเต้นตูมตาม – ประเภทว่าดูแนวนี้แล้วหลับทุกที – จะข้ามไปก็เข้าใจได้ครับ แต่ถ้าให้บอกจากใจแล้ว ก็ยังอยากให้ลองสักนิดอยู่ดีครับ
สามดาวครับ
(8/10)
หมวดหมู่:Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Mystery, Thriller













