ผมชอบคำโปรยบนโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มากๆ ครับ “Life can be a Real Mother” ถือเป็นคำที่สรุปสาระสำคัญของหนังได้อย่างครบถ้วนทีเดียวครับ “ชีวิต อาจเป็นแม่จริงๆ ของเราก็ได้” ^_^
ผมชอบคำโปรยบนโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มากๆ ครับ “Life can be a Real Mother” ถือเป็นคำที่สรุปสาระสำคัญของหนังได้อย่างครบถ้วนทีเดียวครับ “ชีวิต อาจเป็นแม่จริงๆ ของเราก็ได้” ^_^
ไอเดียของหนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงมุกขำๆ เกี่ยวกับความฝันที่คนฝรั่งชอบเล่ากันน่ะครับ ประมาณว่า “ฉันฝันว่าฉันไปโรงเรียน แล้วจู่ๆ เสื้อผ้าก็หายไป” หรือ “ฉันฝันว่าไปงานแต่งงาน แต่ฉันดันโป๊อยู่” เป็นต้น
ผมมองหนังเรื่องนี้ใน 2 มุมครับ มุมแรกคือมองในเชิงหนังตลกล้อเลียน ซึ่งดูก็รู้ครับว่าหนังจงใจทำออกมาล้อ The Omen แหงมๆ ส่วนอีกมุมก็คือมุมสาระที่ชวนให้สะกิดใจสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ (ทั้งพ่อแม่แท้และพ่อแม่เลี้ยงน่ะครับ)
สำนวนภาษาอังกฤษที่ผมชอบมากอันหนึ่งคือ put oneself in someone’s shoes แปลตามศัพท์คือ “ใครบางคนลองไปใส่รองเท้าของอีกคน” ซึ่งความหมายก็ประมาณว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือลองไปยืนในมุม/จุดที่คนอื่นเขาอยู่ดู
หนังเอาฮาที่ดูได้เรื่อยๆ ครับ อาจไม่ได้สุดยอด ไม่ได้ฮาแตกตลอดเรื่อง ว่ากันจริงๆ คือมีช่วงช้าๆ อืดๆ บ้าง แต่ว่ากันโดยรวมแล้วก็ไม่ได้แย่แต่อย่างใด ดูเอาสนุกแก้ขัดได้น่ะครับ
เรื่องนี้ผมตื่นเต้นมากตอนได้ยินข่าวว่าจะทำน่ะนะครับ เพราะในที่สุด Adam Sandler กับ Rob Schneider โคจรมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันมาตั้ง 5 ปี (จนถึงกับมีข่าวลือว่าพวกเขามีปัญหากันน่ะครับ)
ยุคสมัยเดินไปข้างหน้า ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ^_^ ประโยคเปิดมาอาจดูไม่เข้ากับหน้าหนังน่ะนะครับ เพราะหนังมันแนวตลก แต่เปิดมาซะสัจธรรมเชียว 555
หนังเรื่องนี้ดูเพลินกว่าที่คิดไว้ครับ คือตอนแรกก็คิดเอาไว้ว่ามันคงออกแนวฮาเลอะๆ เทอะๆ ห่ามๆ เหมือนเอา American Pie มายำกับ Horrible Bosses อะไรเทือกนั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันก็ราวๆ นั้นน่ะครับ เพียงแต่มันไม่เลอะเทอะจนเกินไป
หนังไม่ดัง คำวิจารณ์ไม่เด่น และรายได้ก็ทำไปแค่ 8,265 เหรียญเท่านั้น (นี่รายได้จริงๆ นะครับ ไม่ได้ล้อเล่น) แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้จะโดนใจเราหรือไม่
ถ้าใครโปรดปรานหนังขำคิดสไตล์ Woody Allen ล่ะก็ ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ เพราะหนังทำออกมาได้สนุกไม่เลวเลย (แต่ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบน่ะนะครับ)