รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Mistress America (2015)

14362607_1334289189935212_5957206152563988930_o

ถ้าใครโปรดปรานหนังขำคิดสไตล์ Woody Allen ล่ะก็ ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ เพราะหนังทำออกมาได้สนุกไม่เลวเลย (แต่ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบน่ะนะครับ)

เรื่องของ เทรซี่ (Lola Kirke) นักศึกษาสาวที่มาเรียนในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเธอพบว่าตัวเองเข้ากับใครไม่ได้เลยครับ จนกระทั่งเธอได้เจอกับ บรู๊ค (Greta Gerwig) ที่กำลังจะมาเป็นพี่ของเธอ (เนื่องจากแม่ของเทรซี่กำลังจะแต่งกับพ่อของบรู๊คครับ)

ช่วงต้นหนังอาจเรื่อยๆ อยู่บ้างครับ ส่วนหนึ่งผมว่าเพื่อทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกเบื่อและแปลกแยกของเทรซี่นั่นแหละ ประมาณว่าจะคบกับใครก็ยากเย็น จะเข้าสังคมหรือชมรมไหนก็เหมือนต้องปีนกระได จนพอไม่มีอะไรทำมากๆ เข้า เธอเลยต้องออกไปเดินเล่นกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน… แต่แม้คนจะเยอะแค่ไหน เธอก็เหมือนอยู่คนเดียวน่ะครับ

แล้วพอเธอได้เจอกับบรู๊ค โทนหนังก็เริ่มมีอารมณ์ขัน ไม่ใช่มุกฮาตึ้งโป๊ะนะครับ แต่เป็นความฮาที่เกิดจากการเสียดสีพฤติกรรมตัวละคร, เสียดสีสังคม, เสียดสีค่านิยม, จิกกัดกระแส ฯลฯ ซึ่งใครชอบแนวนี้ก็น่าจะเพลินล่ะครับ เพราะหนังเล่าได้ลื่นเอาการอยู่

หนังสอดแทรกสาระและแง่คิดดีๆ ไว้หลายอย่างครับ หลายประโยคฟังแล้วชวนคิดดี บางอันนี่ถึงขั้นต้องกรอซ้ำเพื่อฟังอีกรอบเลยล่ะ เพราะฟังแล้วมันชอบ ฟังแล้วมันใช่ อย่างตอนบรู๊คระบายออกมาว่า

“เธอไม่มีทางรู้ว่า “การอยากทำอะไรมากๆ” มันเป็นยังไงจนกว่าจะอายุ 30… หลังจากนั้นยิ่งแต่ละปีผ่านไป ความฝันใหญ่ขึ้น ความอยากมีมากขึ้น แต่ความเป็นไปได้กลับน้อยลงทุกที… เหมือนแต่ละปีมันผ่านไปเร็วขึ้น ในขณะที่ชีวิตที่เหลือของเธอมันกลับสั้นลง…”

ในฐานะที่เคยมีโมเมนต์แบบนั้นมันเลยอินครับ รู้สึกว่ามันใช่เลย มันจริงน่ะ มันคือความจริงที่จะว่าไปก็น่าขัน แต่พอเกิดกับเรามันก็ขำไม่ออก ได้แต่ปรับใจปรับอารมณ์ให้ยอมรับความจริงของชีวิตให้ได้ เพราะหากเรายอมรับไม่ได้ ใจเราก็จะมีแต่ห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ

หรือประโยคอย่าง “เคยรู้สึกแบบนี้ไหม… เวลาเดินทางไปที่ไหนสักทีแล้ว เธอไม่อยากให้มันถึงจุดหมาย และไม่อยากให้มันจบลง”

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยคิดแบบนี้ ยามเราเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อน, ไปพักผ่อนกับแฟน, ไปผ่อนคลายกับครอบครัว ฯลฯ หนึ่งในตอนสนุกที่สุดคือ ณ ขณะที่กำลังเดินทางไป มันเต็มไปด้วยความสนุก เต็มไปด้วยความคาดหวัง เต็มไปด้วยความคิดที่ว่า “มันต้องสนุกแน่ๆ” เรียกว่ายังไม่ถึงที่หมาย แต่ใจมันก็ฟินมากมายแล้วล่ะ

หรือที่ผมชอบเป็นพิเศษคือตอนที่เทรซี่รำพึงว่า “ฉันเคยมองที่นั่นจากอีกฝั่งของแม่น้ำ… แล้วสงสัยว่าใครอยู่ตรงนั้น” อันนี้ผมเป็นบ่อยครับ บางทียืนบนสะพานลอย แล้วมองไปที่ตึกนั้น มองไปที่ฝั่งนั้น มองไปที่มุมนั้น แล้วก็คิดว่า ณ ตรงนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้นนะ (สำหรับหลายคนอาจไม่มีความหมาย แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันได้ Feel ยังไงก็ไม่รู้ ^_^)

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือตัวละครในเรื่องมันไม่สมบูรณ์แบบน่ะครับ มีจุดดีจุดด้อยต่างกันไป แม้คาแรคเตอร์บางอย่างจะดูเว่อร์เกินจริงบ้าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันก็เหมือนคนจริงๆ ดี บางทีก็มีเหตุผล แต่บางทีก็เอาแต่ใจ ฯลฯ แบบนี้เป็นต้น มันไม่มีที่ขาวล้วนหรือดำโลด ทุกคนคือล้วนมีส่วนผสมในแบบของตัวเองทั้งนั้น

ในหนังหลายเรื่องมักว่าด้วยความสัมพันธ์หรือมิตรภาพของคนที่มีความต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วกลับสามารถซี้กันได้อย่างประหลาด แต่กับเรื่องนี้สองสาวไม่ได้ซี้กันแบบโคตรๆ ครับ พวกเธอก็มีจุดที่ชอบและไม่ชอบต่อกันอยู่ บางทีก็อยู่กันได้ แต่บางทีก็โกรธกันมากมาย

… ทว่าสุดท้ายแล้ว ในโลกที่ความเหงา ความอ้างว้าง ความไม่เข้าใจ (ทั้งไม่เข้าใจตัวเองและผู้อื่น) พร้อมจะจู่โจมเราได้เสมอ… การมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งยวดแล้ว

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็อยากให้คอหนังชาวไทยได้ดู Frances Ha จังเลยครับ เป็นผลงานการกำกับของ Noah Baumbach ที่ทำหนังเรื่องนี้นี่แหละ แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องนั้นเต็มอิ่มมากกว่า และมีประเด็นชวนให้คิด (หรือชวนให้ “เลิกคิด“) เยอะเลย

ส่วนเรื่องนี้ ผมว่าผมคงดูซ้ำอีกน่ะครับ เพราะมันชอบน่ะครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements