ก่อนจะเข้าเรื่องหนังก็ขอเล่าก่อนแล้วกันครับว่าอีท่าไหนผมถึงมาดูหนังเรื่องนี้ได้
แรกเริ่มนั้นเพื่อนซี้ผมเขาแนะนำให้ดู Tokyo Taxi หนังญี่ปุ่นที่น่าจะเข้าทางผมแหงมๆ แล้วผมก็ยังไม่ได้จังหวะดูสักทีจนกระทั่งตอนนี้พร้อมแล้ว ก็เลยเตรียมตัวที่จะดู แล้วก็มีการค้นข้อมูลประกอบ จึงไปรู้ว่า Tokyo Taxi รีเมคมาจากหนังฝรั่งเศสเรื่องนี้ ก็เลยพยายามดำผุดดำว่ายมุดหาอยู่นานกว่าจะเจอ
พอเจอปุ๊บก็ลองเช็คดูว่ามีซับอังกฤษไหม ซึ่งก็ปรากฏว่ามี แต่แล้วยังไงรู้ไหมครับ ผมเลือกดูตรงฉากที่ตัวเอกของเรื่อง (หญิงชรากับคนขับรถ) กำลังเริ่มคุยกันพอดี แล้วผมก็หนึบเลยครับ หยุดดูไม่ได้ดูไปเป็นสิบนาทีแน่ะกว่าจะเบรคตัวเองได้ – เพราะยามนั้นมันดึกมากแล้วครับ ต้องนอนแล้ว ไม่งั้นตื่นไม่ไหว – จึงหยุดดูด้วยความจำใจ แล้วก็รีบตื่นมาดูต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น
ผลสรุปก็คือ ผมได้หนังที่ผมรักมากๆ โผล่เข้ามาในชีวิตอีกเรื่องแล้วครับ ^_^
หนังเล่าเรื่องของชาร์ลส์ (Dany Boon) คนขับรถแท็กซี่ที่ต้องพาหญิงชราวัย 92 ปี มาดแลน เคลแลร์ (Line Renaud) ไปส่งยังบ้านพักคนชรา แต่ทีนี้ระหว่างทางพวกเขาก็มีการสนทนากันครับ ไม่ว่าจะเรื่องชีวิต ความคิด หรือสุขทุกข์ต่างๆ อันนำมาสู่มิตรภาพต่างวัยที่แสนน่ารัก ซึ่งทำให้คนดูผมจดจำไปอีกนานทีเดียว
ชอบครับ คือชอบเลยแหละ หนังแบบนี้มันทางผมอยู่แล้ว เป็นแนว Road Movie บวกกับแนวบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคน หรือ Slice of Life ซึ่งผมชอบหมดครับ แล้วหนังก็ทำออกมาได้อย่างเรียบง่าย แต่ดูเพลิน ดูได้เรื่อยๆ แล้วหนังยาวค่ชั่วโมงครึ่งครับ คือกำลังอิ่มพอดี อิ่มแบบจริงๆ อยากได้อีก แต่แค่นี้ก็ถือว่าพอเหมาะและตรึงใจผมได้มากแล้ว

ผมชอบที่หนังเปิดเรื่องด้วยอารมณ์ที่ดูวุ่นวาย เร่งรีบ และกรุ่นด้วยความหงุดหงิดของชาร์ลส์ คนขับแท็กซี่ที่เจอลูกค้าหลากแบบ ไหนจะเจอเรื่องบ้าบอบนท้องถนน แล้วชีวิตเขายังกำลังอยู่ในช่วงปัญหารุมเร้าอีก ช่วง 5 นาทีแรกของหนังนี่สื่อให้เรารับรู้อารมณ์ของชาร์ลส์ได้อย่างตรงเป้า
แต่กลายเป็นว่าพอชาร์ลส์กดรับงานที่จะไปรับมาดแลน ฉับพลันทันใดคิวดนตรีเข้าครับ ทีนี้โทนเปลี่ยนเลย ท่วงทำนองดนตรีมาในแนวแจ๊สละมุนๆ นุ่มนวลดุจสายลมเหมือนเรายืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีแสงแดดอ่อนๆ รำไรแทรกมาตามกิ่งก้านที่พลิ้วไหว – นาทีนั้นแหละผมรู้เลยว่าตัวเองดูหนังถูกเรื่องเข้าให้แล้ว
และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ หนังดีมาก ผมชอบในแต่ละองค์ประกอบ เริ่มตั้งแต่การแสดงของ Renaud ที่คือสุดยอด เธอดูเป็นหญิงชราที่ผ่านอะไรมามาก แววตาของเธอมีทั้งความแข็งแกร่ง อ่อนโยน และหมองเศร้า และอาจเพราะผมได้ดูบางส่วนของหนังมาก่อน (อย่างที่เล่าไปตอนต้น) เลยทำให้ผมละเลียดหนังได้ละเอียดมากขึ้น
ผมสะดุดใจตั้งแต่ฉากแรกที่มาดแลนปรากฏตัว ตอนที่เธอเดินมาจะขึ้นรถของชาร์ลส์ เมื่อเธอเดินมาจับประตูรถ เธอก็แหงนหน้ามองบ้านหลังเก่าของเธอ ช่วงนั้นเหมือนเธออึ้งไปวูบหนึ่ง อารมณ์เหมือนเธอไม่ได้ตั้งใจจะมองไปที่บ้านนั้นอีกครั้ง แต่เมื่อเธอได้มองมันแล้ว และตระหนักว่านี่คือการมองบ้านของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ความใจหายทั้งหลายมันปรากฏให้เห็นผ่านท่าทาง แววตา และสีหน้าของเธอ จนเธอยากที่จะสลัดมันออกไปได้
ฉากนี้ถ้าสังเกตดีๆ จะสัมผัสได้ว่าเธอพยายามบอกกับตัวเองให้รีบขึ้นรถ และเมื่อเธอขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว หน้าของเธอก็มองตรง ไม่มีการมองไปที่บ้านหลังนั้นอีก จะมีก็แต่มองไปทางขวา มองภาพของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่แถบนั้น แต่จะไม่หันซ้ายไปทางบ้าน
แล้วมันก็ทำให้ผมคิดน่ะครับ ว่าเพราะอะไรเธอถึงไม่รอชาร์ลส์อยู่ในบ้าน แต่เธอเลือกที่จะมานั่งรถฝั่งตรงข้าม ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าม้านั่งที่เธอนั่งรอนั้นหันหน้าไปทางแม่น้ำ กล่าวคือหันหลังให้ตัวบ้าน – ถ้าถามใจผม ผมเข้าใจเธอนะ ว่ามันเป็นอะไรที่โคตรยากเลยกับการที่จะต้องบอกลาที่อยู่เดิมที่อยู่มานานปี และรู้ตัวว่านับจากนี้ เราจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก

ถ้าเป็นผม ผมก็คงทำแบบนั้น ผมคงเลือกที่จะอำลาอาลัยบ้านหลังนั้นให้เต็มคราบ แล้วก็เดินจากมาโดยไม่หันไปมอง ไม่ใช่เพราะไม่อยากมอง แต่เพราะกลัวว่าถ้าขืนหันไปมองมันจะทำใจไม่ได้ ดังนั้นสู้หันไปทางอื่นจนกว่าบ้านหลังนั้นจะลับตาไป แบบนั้นจะยากน้อยกว่า – รสชาติของการลาจากอะไรสักอย่างไปจนชั่วชีวิตนั้น ไม่ใช่อะไรที่จะกระเดือดลงคอไปได้ง่ายๆ
แค่ฉากนี้ฉากเดียว Renaud ก็ได้ใจผมไปครองแล้วครับ เธอถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อบ้านหลายสิบปี ผ่านฉากเล็กๆ เพียงไม่กี่วินาที และเธอบอกเราได้ครบถ้วน – แต่เราจะสังเกตเห็นไหมต้องสุดแท้แต่ เพราะในฉากเดียวกันนั้น เราจะเห็นว่าชาร์ลส์ทำท่ารีบเร่ง ยกแขนขึ้นมามองนาฬิกาแล้วสะบัดหัว… ใช่ครับ ชาร์ลส์ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลย
มันเหมือนเป็นการสื่อให้เราเห็น ว่าหนึ่งเหตุการณ์ตรงหน้า สำหรับคนบางคนมันอาจมีความหมายสุดหยั่ง แต่สำหรับบางคนแล้ว มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อย…
การแสดงของ Renaud ก็ทำให้ผมสังเกตเธอไปตลอดครับ ซึ่งท่านจะเห็นเลยว่าภาษากายของเธอหลายครั้งมันจะสื่ออะไรบางอย่างออกมาให้คุณรู้ได้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไรตั้งแต่ก่อนเธอจะพูดออกมาซะอีก
แล้วระหว่างการเดินทาง เราก็จะค่อยๆ ได้รู้เรื่องราวของเธอผ่านการบอกเล่า รวมถึงเรื่องของชาร์ลส์ด้วย ซึ่งพวกเขาทั้งคู่สามารถดึงเราให้อยากติดตาม อยากรับรู้เรื่องของพวกเขา อยากรู้ว่าพวกเขาจะคุยอะไรกันต่อ และที่สำคัญที่สุดคือหนังทำให้เราเชื่อครับ ว่าสายใยไมตรีระหว่างมาดแลนกับชาร์ลส์นั้นค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และจากตอนแรกที่ชาร์ลส์ไม่ใคร่จะสนใจใยดีในตัวหญิงชราผู้นี้สักเท่าไหร่ ก็กลายเป็นว่าเธอเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของมาดแลนมากขึ้น ทีละน้อยๆ
และที่ผมชอบสุดคงเป็นซีนตอนท้าย เมื่อชาร์ลส์พามาดแลนไปส่งที่ถึงหมาย ฉากที่พวกเขามองตากันผ่านกระจก แม้ว่าบทสนทนาจะว่าด้วย “ค่ารถ” แต่สิ่งที่ความรู้สึกของพวกเขาสื่อสารกัน มันคืออะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นหลายร้อยเท่า
และท่านไม่ต้องถามเลยนะครับ ว่าสุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้เรียกน้ำตาผมสำเร็จไหม…

ผู้กำกับ Christian Carion ถือว่าคุมหนังได้ดีเลยครับ อารมณ์หนังไปเรื่อยๆ อาจไม่หวือหวาอะไร แต่ก็ชวนติดตาม และเอาจริงๆ หนังก็มีบางจังหวะเหมือนกันนะ ที่เรื่องราวมันจะดูแรง ดูหนัก จนผมแอบกลัวเหมือนกันว่าหนังมันจะหลุดโทนไปหรือเปล่า – อย่างตอนที่มาดแลนเล่าให้ฟังว่าเธอทำอะไรกับสามีจอมทุบตีของเธอ – แต่กลายเป็นว่า Carion สามารถหักเลี้ยวดึงอารมณ์กลับได้อย่างสวยงาม เขาสามารถเปลี่ยนอารมณ์เครียดของฉากที่แล้วให้กลายเป็นอารมณ์บวกได้ในไม่กี่นาที
ตัวเอกอีกหนึ่งของหนัง ผมยกให้ดนตรีของ Philippe Rombi ที่มาพร้อมอารมณ์ละมุนอบอุ่นหัวใจ บวกด้วยเพลงประกอบที่คัดมาแบบเน้นๆ อย่างเพลง This Bitter Earth ของ Dinah Washington ที่ใส่ลงมาได้โคตรถูกจังหวะ – จังหวะที่ผมกลัวว่าหนังจะหลุดโทนน่ะครับ แต่เพลงนี้สามารถช่วยดึงโนกลับมาบวกได้อย่างยอดเยี่ยม
ไหนจะ Sunny Side Of The Street (โดย Washington เหมือนกัน) และเพลงเอกของหนังอย่าง At Last ของ Etta James ที่สื่ออารมณ์แห่งรักของมาดแลนได้อย่างยอดเยี่ยม ในทุกรอบที่เพลงนี้ดังขึ้น
ผมชอบตอนที่มาดแลนพูดว่าตอนยุค 50 นั้น ไปที่ไหนก็จะมีแต่แจ๊ส น้ำเสียงของเธอมันบอกเลยครับว่าเธอรักช่วงเวลานั้นมากๆ และมันคือช่วงเวลาแห่งความทรงจำของเธอจริง – อารมณ์เหมือนคุณโตมากับยุคไหน แล้วเพลงยุคนั้นก็จะเป็นเหมือนขุมพลังของคุณยังไงยังงั้นนั่นแหละ
และเรื่องงานภาพ… ผมก็ชอบนะ แต่มันเป็นความชอบที่ต่างออกไป เพราะปกติผมจะชอบงานภาพที่ถ่ายสวยๆ ถ่ายแล้วว้าว แต่กับเรื่องนี้โทนภาพมันไม่ได้มาแนวว้าวครับ แต่เป็นการจับภาพท้องถนนและอาคารบ้านเรือนในเมืองปารีสมาขึ้นจอ มันคือภาพในเมืองแบบที่เราเห็นได้ทั่วไปในชีวิตจริงนี่แหละ แต่ผู้กำกับภาพ Pierre Cottereau สามารถทำให้ภาพที่ดูทั่วไปเหล่านั้น มีความเปล่งประกาย มีความเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา เป็นเสมือนหนึ่งในตัวละครสมทบที่มาร่วมรับรู้เรื่องราวของมาดแลน และเป็นเพื่อนร่วมทางที่พาเธอไปส่งยังที่หมาย
ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นไหมนะครับ แต่เวลาผมเดินทางไปที่ไหนก็ตาม “ระหว่างทาง” จะเป็นเหมือน “ระหว่างบรรทัด” มันอาจดูโล่งๆ ว่างๆ เหมือนไม่มีอะไรสักอย่างให้ใส่ใจ เหมือนมีไว้แค่ให้เราเลื่อนสายตามองผ่านไป
แต่หากไร้ช่องว่างระหว่างบรรทัด ตัวหนังสือคงดูบีบอัดกระจัดกระจาย แม้ตัวหนังสือจะมีเท่าเดิม แต่ความคิดความอ่านที่เราได้ อาจไม่เท่าเดิม

ในแต่ละการเดินทางของเรา ไม่ว่าจะหมายถึงการเดินทางจริงๆ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือการเดินทางแนวอื่น เช่น จากเรียนอนุบาลไปจนจบมหาวิทยาลัย หรือจากเราตอนเด็กไปถึงตอนแก่ – หลายครั้งที่ระหว่างทางทำให้เราเติบโต ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เคยไม่เข้าใจ ทำให้เราเห็นความหมายของแต่ละการเปลี่ยนแปลง
บางครั้งนิยามความคิดที่ล้ำค่าต่อชีวิต ก็หาได้จากระหว่างทางที่โล่งๆ ว่างๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรนี่แหละ – ก็ขึ้นกับเราว่าจะมองมันเห็นไหมน่ะนะครับ
อีกฉากที่ผมชอบ คือฉากที่สื่อแบบตรงไปตรงมาว่า บางครั้งคนที่จะเข้าใจตัวเราได้ดีที่สุด และอยู่เคียงข้างเรานานที่สุด ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ – ดูแล้วท่านจะทราบครับว่าฉากไหน
… ผมมีความสุขจังเลยครับท่านทั้งหลาย การที่เราได้เจอหนังสักเรื่องที่เราชอบนั้นมันคืออะไรที่สุขมากนะ แล้วถ้าหนังเรื่องนั้นมันให้แง่คิด ชวนให้เราทบทวนชีวิต ชวนให้เราใส่ใจแต่ละนาทีที่กำลังจะผ่านไป มันยิ่งทวีคูณความหมายมากขึ้นไปอีก
แม้หนังเรื่องนี้จะเจือด้วยน้ำตา แต่มันเปี่ยมพลังบวกครับ มันเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความหวัง ซึ่งผมโคตรจะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังดีๆ แบบนี้จะมีเข้ามาให้คนไทยอย่างเราๆ ได้ดูกัน – ใครก็ได้ เอาเข้ามาทีเถอะ
และเผื่อว่าใครอยากเห็นหน้าผู้กำกับนะครับ Carion เขาโผล่มาในหนังด้วย ในบททนายของมาดแลนนั่นแหละครับ
สำหรับผมแล้ว การดูหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นครึ่งทางเท่านั้น เพราะยังมี Tokyo Taxi ให้จัดต่ออีกเรื่อง ดูแล้วมาว่ากันอีกที
สำหรับเรื่องนี้… ต่ำกว่าสามดาวไม่ได้จริงๆ ครับ
(8/10)
ชื่ออื่นๆ
Une belle course
Categories: Movie Reviews, Comedy, Drama, Feel-Good Movies, Highly Recommended Movies












