ผมดูหนังเรื่องนี้รอบแรกเมื่อปี 2011 ครับ แล้วก็มาดูอีกทีในปี 2026 สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ “คิดถึงหนังแนวนี้จังเลยแฮะ” รู้สึกมีว่ามีคนทำน้อยลง เข้าโรงน้อยลง หรือถ้าทำออกมาส่วนมากก็จะเป็นซีรี่ส์ ระหว่างดูก็เลยได้อารมณ์แบบรำลึกถึงวันเก่าๆ อยู่ในที
หนังบอกเล่าเรื่องราวของ เจน ออสเตน (Anne Hathaway) ในช่วงก่อนที่เธอจะเขียนผลงานอมตะอย่าง Pride and Prejudice ซึ่งเธอได้พบกับ ทอม เลอฟรอย (James McAvoy) ชายหนุ่มผู้กุมหัวใจเธอ แล้วความรักของพวกเขาจะลงเอยเช่นไร
ผมดูหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุขครับ ชอบมากเลย หนังทำได้ดีจริงๆ เริ่มตั้งแต่งานสร้าง เครื่องแต่งกาย ฉาก และบรรยากาศที่ได้อารมณ์หนังย้อนยุคแบบเต็มตัว บวกกับการแสดงของเหล่าดาราที่ทุกคนล้วนแสดงได้ดี ซึ่งก็แน่นอนว่าพลังสำคัญของหนังก็อยู่ที่การเข้าคู่กันของ Hathaway และ McAvoy ที่บอกได้เลยว่าเคมีของพวกเขาเข้ากันสุดๆ
และในแง่ของคาแรคเตอร์แล้ว Hathaway ก็ทำให้เราเชื่อครับว่าเธอคือเจน ออสเตน เธอดูเป็นสาวเก่งหัวก้าวหน้า มีความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันเมื่อเธอได้เจอกับทอม อาการของเธอมันฟ้องเลยว่าชายผู้นี้ทำให้เธอหวั่นไหวได้จริงๆ ซึ่ง Hathaway เล่นได้ถึงครับ ถึงตั้งแต่อากัปกิริยาไปยันการหายใจเลย มันดูออกถึงขนาดนั้นจริงๆ
ส่วน McAvoy ก็ดูแล้วเชื่ออีกเช่นกันว่าชายคนนี้สามารถทำให้ผู้หญิงอย่างเจนมีใจถวิลหา ดูเป็นคนแข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว มีหัวเสรีแต่ก็มีขอบเขตของมารยาท อีกอย่างคือเชื่อว่าชายคนนี้มีผลต่อชีวิตของเจนไม่มากกก็น้อย ไม่ว่าจะการกระตุ้นให้เจนเรียนรู้โลก ให้เธอต้องเปิดกว้าง – ยอมรับว่าดูไปก็เชียร์ให้พวกเขาสมหวังครับ แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากผมรู้ประวัติของ Jane Austen ก็เลยรู้ว่าเรื่องจะเป้นยังไงต่อ

พูดถึงตรงนี้ก็บอกเลยแล้วกันนะครับว่าสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้คงมีสปอยล์แน่นอน ใครไม่อยากทราบหยุดอ่านได้ตั้งแต่ย่อหน้านี้เลยครับ ก็ขอสรุปไว้สั้นๆ ตรงนี้ว่าใครชอบหนังย้อนยุคสไตล์นี้ ผมแนะนำว่าให้ดูได้เลยครับ ไม่ควรพลาด
ครับ ดาราดี งานภาพก็เวิร์ค (ฝีมือของ Eigil Bryld แห่ง In Bruges และ You Don’t Know Jack) ดนตรีของ Adrian Johnston ก็พอเหมาะเข้ากับโทนเรื่อง ส่วนผู้กำกับ Julian Jarrold ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเลยครับ เล่าเรื่องได้สนุกชวนติดตาม อารมณ์โรแมนซ์ในหลายช่วงก็ถือว่าได้ที่กำลังดี เพียงแต่อารมณ์ดราม่าในบางจังหวะอาจยังไม่สุดนัก – ถ้าสุดนี่ผมว่ามีน้ำตาเอาได้เลยล่ะ – แต่กระนั้นโดยรวมก็ต้องถือว่าทำออกมาดีทีเดียว
ส่วนประเด็นหลักในหนังก็ว่าด้วยความรักที่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยความไม่สมหวังอันเนื่องจากฐานะทางการเงิน เพราะในเรื่องนี่ทั้งเจนและทอมไม่ใช่คนรวย ในขณะที่พ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่นั้นต้องการให้ลูกหลานแต่งงานกับคนรวยๆ มากกว่า จนในที่สุดความรักของพวกเขาก็มีอันต้องจบลง
ถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงมองว่าการแต่งงานโดยยึดจากเรื่องเงินนี่ดูไร้สาระ ครั้นพอโตขึ้น ผ่านอะไรมามากก็เลยหวนมองเรื่องพวกนี้ด้วยความเข้าใจครบ เข้าใจทั้งฝ่ายที่อยากแต่งงานโดยมีความรักมาก่อน และฝ่ายที่อยากให้แต่งงานโดยคำนึงถึงเรื่องเงินมาก่อน
ผมจะไม่สรุปครับว่าเงินหรือความรักอันไหนสำคัญกว่ากัน นั่นขึ้นกับวิจารณญาณของท่านเอง แต่ถ้าให้ออกความเห็น ผมว่าพวกมันล้วนมีความสำคัญในมิติที่ต่างกัน เราไม่อาจจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าบ้านค่าข้าวด้วยความรักได้ แต่ขณะเดียวกันการเรารักใครสักคน และคนผู้นั้นรักเรา มันก็เปี่ยมความหมายจนยากจะหาอะไรมาเทียบเคียงได้
อย่างในเรื่องนี่ก็เข้าใจล่ะครับที่แม่ของเจน (Julie Walters) บ่นออกมาดังๆ ว่าเธออยากให้ลูกแต่งงานกับคนที่มีฐานะ เพราะแม่ของเจนนั้นทุกวันนี้ก็ต้องทำทุกอย่างเอง อยากกินมันสักก้อนก็ต้องขุดขึ้นมาเอง เธอเลยไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก สู้ไปแต่งกับคนรวยๆ ดีกว่าจะได้หมดเรื่อง (แต่จะมีเรื่องอื่นเช่นความเข้ากันไม่ได้ไหม? อะไรเหล่านี้แม่ของเธอคงมองเป็นเรื่องรอง หรือมองว่าเป็นเรื่องที่ลำบากน้อยกว่าเรื่องเงินเรื่องทอง)
และผมชอบตอนจบที่หนังสรุปให้เจนกับทอมแยกจากกัน เพราะเจนตระหนักว่าหากทอมหนีไปกับเธอ นั่นจะเท่ากับทำให้ครอบครัวของทอมที่รอพึ่งพาเขาอยู่ ต้องขาดที่พึ่ง เธอเลยยอมจากทอมไปเพื่อไม่ให้ครอบครัวของทอมที่อยู่ข้างหลังต้องเดือดร้อน – ถือเป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นครับ ว่าเรื่องความรักกับเรื่องเงินนั้น มันมาเกี่ยวกันได้ทั้ง “เพราะความโลภ” และ “เพราะความรัก” อยู่ที่เราจะมองในมุมไหน
โดยรวมแล้วผมชอบหนังครับ ทำออกมาได้ดี ดูสนุก ทุกอย่างพอเหมาะ ซึ่งก็ต้องชม Kevin Hood และ Sarah Williams ที่ร่วมกันเขียนบทขึ้นมาโดยใช้จดหมายของ Jane Austen ตัวจริงมาเป็นแนวทาง แล้วก็มีการแต่งเติมจินตนาการเพิ่มเสริมเรื่องเข้าไป
ทีนี้ถ้าถามว่าตรงไหนที่เป็นเรื่องแต่งบ้าง ก็ขอตอบว่าเรื่องราวระหว่างเจนกับทอมนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ครับ พวกเขาได้พบกันในช่วงปลายปี 1795 แล้วเพียงไม่นานพวกเขาก็สนิทสนมกัน ใช้เวลาด้วยกันอย่างมากจนหลายฝ่ายสังเกตเห็น แต่เนื่องด้วยฐานะของพวกเขาต่างก็ไม่ได้ร่ำรวย เลยทำให้พวกเขาไม่สามารถแต่งงานกันได้ แล้วทอมก็ถูกส่งไปที่อื่นในเวลาต่อมา (น่าจะราวๆ 1 เดือนหลังจากที่พวกเขาเจอกัน) แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย
แม้ในหนังจะมีฉากที่พวกเขาได้เจอกันอีกก็ตาม แต่นั่นคือการเสริมเรื่องจากจินตนาการของผู้เขียนบทครับ เพราะจากจดหมายของ Jane Austen นั้นสื่อความไปในทางที่ว่าเธอไม่ได้เจอเขาอีกเลยนับแต่นั้น เธอเคยเอ่ยไว้ในจดหมายว่าทอมเคยกลับมาในเมืองที่เธอครั้งหนึ่ง แต่เธอนั้น “หยิ่งเกินกว่าจะถามถึงเขา” (ในจดหมายเธอบอกกับพี่สาวว่า “I was too proud to make any enquiries”) ส่วนที่เธอรู้ว่าทอมมาในเมืองก็เพราะรู้จากป้าของทอมที่มาบอกให้พ่อของเธอฟัง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีบันทึกใดๆ ที่บอกว่าเจนได้เจอกับทอมอีก

แต่ที่ทอมตั้งชื่อลูกสาวคนโตว่าเจนนั้นคือเรื่องจริงครับ และทอมเคยเล่าให้หลานชายฟังว่าตอนนั้นเขาเคยรักเจนจริงๆ แม้ว่ามันอาจเป็นเพียงความรักแบบวัยรุ่นก็ตาม
ส่วนรายละเอียดเรื่องราวระหว่างเจนกับทอมนั้น ส่วนใหญ่ก็คือการเขียนบทแต่งเพิ่มครับ เพราะแม้หนังจะอิงจากจดหมายของ Jane จริงๆ ก็ตาม แต่มันยังไม่สมบูรณ์ครับเนื่องจาก Cassandra Austen พี่สาวของ Jane ได้ทำลายจดหมายส่วนใหญ่ทิ้งไป (ถ้าจำได้ในหนังจะมีฉากหนึ่งที่เจนกำชับให้พี่สาวของเธอทำลายจดหมายทิ้งด้วย) เลยทำให้เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นการแต่งเพิ่มจากจินตนาการของ Hood และ Williams นั่นเอง
แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็เชื่อกันครับว่าเรื่องราวระหว่างเจนกับทอมนี้คือความทรงจำอันล้ำค่าของเธอ และมันน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เธอใช้ในการสร้างสรรค์งานเขียนทั้งหลาย – ในหนังเราจะเห็นเจนเริ่มแต่งนิยายที่ชื่อ First Impressions ซึ่งนั่นก็คือดราฟต์แรกที่จะกลายเป็น Pride and Prejudice ในเวลาต่อมานั่นเอง
และอีกอันที่เป็นการแต่งขึ้นแน่นอนคือเนื้อเรื่องส่วนที่จอห์น วอร์เรน (Leo Bill) ขอเจนแต่งงานรวมถึงเป็นคนเขียนจดหมายอันเป็นต้นเหตุให้ความรักของเจนและทอมต้องพบทางตัน ซึ่งตัวละครนี้มีตัวตนจริงครับ แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วเจนกับจอห์นเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน จอห์นนั้นเป็นเพื่อนของพี่ชายเจนครับ และในจดหมายของเจนก็ยังเอ่ยถึงจอห์นบ่อยๆ ด้วยความสนิทสนม และจอห์นเองก็ยังติดต่อกับครอบครัวออสเตนอยู่เรื่อยๆ
ก็ขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ ส่วนตัวผมว่ามันก็สนุกดีที่เราได้รู้เรื่องให้รอบด้าน ได้รับรู้เรื่องราวในหนัง แล้วก็ไปคุ้ยประวัติศาสตร์มาเสริมรสชาติสักหน่อย ผมว่ามันทำให้เรื่องราวโดยรวมดูอร่อยขึ้นนะ

ทีนี้มาว่ากันถึงเกร็ดในหนังบ้างนะครับ เกร็ดแรกเลยคือ Hathaway นั้นตัดสินใจไปเรียนเปียโนจริงๆ และยังไปเรียนออกเสียงแบบสำเนียงอังกฤษกับโค้ชอย่างจริงจัง รวมถึงขอความรู้จาก 2 ดาราอังกฤษระดับตำนานในกองอย่าง Maggie Smith และ Walters ด้วย ว่ากันว่าตลอด 2 เดือนในการถ่ายทำ เธอพูดด้วยสำเนียงอังกฤษตลอด (ยกเว้นตอนคุยกับแฟน) และเธอน่าจะเครียดกับเรื่องนี้พอสมควรถึงขั้นเก็บไปฝันว่าผี Jane Austen มาไล่ล่าเธอเพราะกลัวว่าเธอจะแสดงไม่ดี ขนาดนั้นเลยครับ
สำหรับคนที่เคยมีการวางตัวไว้ว่าจะรับบทเจนก็มี Kate Winslet, Natalie Portman และ Keira Knightley ครับ และอีกหนึ่งอย่างคือ McAvoy นั้นต้องสวมรองเท้าเพิ่มความสูงให้ตัวเอง 3 นิ้วตลอดการถ่ายทำ เพราะเขาสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว ในขณะที่ Hathaway สูง 5 ฟุต 8 นิ้วครับ
และผมยอมรับว่าทุกครั้งที่ตัวละครของ Maggie Smith เอ่ยถึง “คุณวิสลี่ย์” ผมจะนึกถึงหน้ารอน (ใน Harry Potter) ขึ้นมาทุกที แล้วยิ่งในเรื่องมี Walters อีกก็ยิ่งนึกถึงไปกันใหญ่ 5555
ในแง่รายได้ หนังถือว่าพอจะคุ้มทุนอยู่ครับ หนังทำเงินทั่วโลกไปราวๆ $37 ล้าน จากทุนสร้าง $16.5 ล้าน แต่คาดว่าป่านนี้น่าจะได้กำไรแล้วล่ะ
เอาเป็นว่าใครชอบดูหนังพีเรียดย้อนยุคแบบนี้ เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ เชื่อว่าจะถูกใจกัน
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
Categories: Movie Reviews, Biography, Drama, Recommended Movies, Romance, Romance Romance













