อีกหนึ่งหนังที่คนรัก Sam Neill ต้องตามมาดูครับ
เบลล่า (Rima Te Wiata) ภรรยาของเฮคเตอร์ (Neill) รับเจ้าหนูริคกี้ เบเกอร์ (Julian Dennison) มาเลี้ยง แต่ทีนี้พอเกิดเหตุเศร้าไม่คาดฝันส่งผลให้ริคกี้ต้องถูกส่งตัวไปที่อื่น แต่เขาไม่อยากไปไหนอีกแล้วก็เลยหอบสัมภาระหนีเข้าป่า เฮคเตอร์ก็เลยพยายามไปตามกลับมา แต่ไปๆ มาๆ ชาวบ้านดันเข้าใจว่าเฮคเตอร์ลักพาริคกี้ไป งานนี้ลุงหลานเลยต้องหนีเข้าป่าแบบยาวๆ แล้วการผจญภัยแบบเพี้ยนๆ ก็เริ่มต้น
หน้าหนังดูเป็นหนังตลก แต่ผมอยากจะนิยามว่านี่เป็นหนังเบาสมองครับ เพราะมันไม่ได้เน้นตลกโปกฮาแบบขายขำขนาดนั้น แต่มันคือเรื่องราวของ 2 ตัวละครที่มีความเยอะ มาร่วมผจญภัยท่ามกลางกระแสสังคมที่ก็เยอะไม่แพ้กัน มันเลยเป็นหนังที่เปี่ยมอารมณ์ขันและความสนุกแบบน่ารักผสมน่าซัดซักป้าบอะไรประมาณนั้น
ของเด็ดของดีต้องยกให้การแสดงของดารานำครับ Dennison ถือว่าไปได้ดีมากๆ กับบทเด็กที่มีความแสบและแก่แดด แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ใช่เด็กร้ายนิสัยเสียที่น่ารำคาญ จริงๆ เขาอยู่ในข่ายน่ารักเลยแหละ แค่รอให้มีคนมาเข้าใจและเปิดใจยอมรับในความเป็นเขาเท่านั้น ซึ่งอันนี้ผมว่าสมคัญมากนะ เพราะหนังแนวนี้หลายเรื่องพยายามใส่ความแก่นเกินให้เด็ก จนกลายเป็นทำให้ตัวละครนั้นไม่น่ารักหรือล้ำเส้น แต่กับเรื่องนี้นี่ตัวละครริคกี้ถือว่าพอดี แสบแบบรับได้ และยังทำให้เรารู้สึกอยากเอาใจช่วยให้เขาได้ในสิ่งที่เฝ้าหวังด้วย
ส่วน Neill นี่ก็นอนมาล่ะครับ ในบทคุณลุงที่ไม่ค่อยพูด แต่แล้วความน่ารักตามแบบฉบับก็ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย บทแบบนี้ Neill เล่นได้ดีนักล่ะ แต่ประเด็นก็คือเขาไม่ได้เล่นแบบจงใจให้เราฮาน่ะครับ เขาแค่เป็นไปตามคาแรคเตอร์ของตัวละคร แต่ด้วยความเยอะทั้งหลายมันทำให้ตัวละครนี้มีอะไรให้เรายิ้มได้เป็นพักๆ แล้วในหลายวาระก็ยังเท่ห์อีกต่างหาก และแน่นอนว่าพอถึงวาระที่ต้องสื่ออารมณ์ แค่ Neill ใช้แววตาสื่อออกมาคนดูอย่างเราๆ ก็โดนแบบเต็มๆ แล้วล่ะ
ดาราสมทบก็ถือว่าเสริมฮาได้เรื่อยๆ คนที่ผมชอบสุดก็หนีไม่พ้น Rhys Darby ในบทแซมโรคจิต บทแบบนี้ก็ต้องยกให้พี่แกเหมือนกัน พี่ท่านบ้าบอเพี้ยนได้สุดติ่งมาก อีกคนที่น่าจดจำก็ Rachel House เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยตามล่าลุงหลาน ส่วนตัวผมมองว่าบทนี้สามารถฮากว่านี้ได้ แต่ก็พอเข้าใจครับว่าสไตล์หนังมันมาแนวนี้ (แนวเบาสมอง ไม่ได้เน้นโปกฮาตึงตัง) ก็ถือว่าได้อยู่

อีกหนึ่งงานกำกับดูสนุกของ Taika Waititi แห่ง What We Do in the Shadows ที่ผมฮากระจายถึงตายมาแล้ว และจากผลงานเรื่องนี้ก็คงมีส่วนไม่น้อยในการหนุนนำให้พี่เขาได้ไปกำกับ Thor: Ragnarok ซึ่งในเรื่องนี้พี่เขาก็มารับเชิญเป็นบาทบาทหลวงในพิธีศพนั่นแหละครับ
ของดีอีกอย่างคืองานภาพสวยๆ ของ Lachlan Milne ที่จับภาพป่าเขาของนิวซีแลนด์มาขึ้นจอได้อย่างแจ่มครับ มันดูสวยแบบอุดมสมบูรณ์ แต่ช็อตที่ผมชอบมากๆ คือตอนที่ริคกี้เข้าไปในบ้านของคาฮู (Tioreore Ngatai-Melbourne) สาวน้อยที่เขาไปขอความช่วยเหลือ จุดที่ชอบคือด้วยมุมกล้องมันทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าบ้านหลังนี้น่าอยู่ อยู่แล้วอุ่นใจ และเจ้าของบ้านเป็นคนง่ายๆ ขนาดไหน คือเราจะไม่มีทางเจอการหักมุมประเภทว่าคนในบ้านนี้ทำการหักหลังริคกี้ คือมันให้อารมณ์อุ่นใจได้เบอร์นั้นจริงๆ
เอาจริงๆ ระหว่างดูนี่ผมไม่ได้ขำอะไรมากมายนะ แต่มันดูเพลิน ดูแล้วสนุกแบบอิ่มเอมใจ ผสมด้วยรอยยิ้มที่มาเป็นพักๆ ยามที่ลุงหลานคุยกัน สานสายใยกัน หรือเปิดรับตัวตนของกันและกัน อีกทั้งตอนจบผมว่าหนังก็สรุปเรื่องได้ดีครับ มันคือตอนจบแบบแฮปปี้แบบที่ไม่ได้ดูฟุ้งในจนเกินไป และหนังก็ชวนให้คิดว่า การที่หนังจบลงแบบนี้ได้ องค์ประกอบสำคัญเลยก็คือ จะต้องมีคนดีๆ คนมีน้ำใจมาเป็นส่วนประกอบครับ ไม่งั้นจบแบบนี้ไม่ได้
แม้จะเป็นเรื่องในหนัง แต่มันก็สะท้อนชีวิตจริงนะครับ ที่หลายๆ ครั้งบทสรุปของชีวิตคนบางคนนั้นมันจะสามารถลงเอยด้วยดีได้ ก็ต้องมีคนดีๆ มาประกอบช่วยหนุนช่วยนำ มันทำให้ตระหนักเลยน่ะครับว่าโลกนี้ขาดคนดีๆ ไปไม่ได้จริงๆ นะ
ผมดูหนังเรื่องนี้ในวาระที่ต้องการการผ่อนคลายพอดีครับ แล้วมันก็ตอบโจทย์ตามนั้นเป๊ะ ดูได้แบบสบายๆ เพลินแบบพอดี ดูแล้วแฮปปี้ได้อารมณ์ดีแถมมา อีกอย่างที่ชอบคือดูได้แบบไม่ต้องคิดเยอะครับ คือดูแบบปล่อยจอยลอยไปกับหนังได้เลย และขณะเดียวกันก็คิดถึงลุง Sam น่ะครับ การดูหนังเรื่องนี้หลังเขาจากไปมันก็ทำให้รู้สึกอะไรบางอย่างไม่มากก็น้อยเหมือนกัน
สรุปว่าถ้าอยากอารมณ์ดี ก็จัดเรื่องนี้เลยครับ
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)












