นักวาดการ์ตูนจอช เบเกอร์ (Eric Roberts) เจอสาวสวยคนหนึ่ง (Janine Turner) กลางถนนในนิวยอร์ค แล้วเขาก็ตัดสินใจเดินไปหาเธอเพราะอยากทำความรู้จักครับ ซึ่งพวกเขาก็จีบกันอยู่สักพักก่อนที่เธอจะมีอาการวูบ แล้วก็มีรถพยาบาลมารับเธอไป โดยจอชสัญญากับเธอว่าเดี๋ยวเขาจะตามไปดูแลเธอให้ถึงโรงพยาบาลเลย
แต่กลายเป็นว่าจอชหาเธอไม่เจอครับ ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับตัวเธอไว้เลย เขาเลยพยายามแจ้งตำรวจแต่ก็ไม่คืบหน้า สุดท้ายเขาเลยวาดรูปเธอ (เป็นเพราะนักวาดอยู่แล้ว) แล้วก็ประกาศหาเธอ และแล้วเขาก็ได้พบกับเงื่อนงำที่จะนำเขาไปสู่เรื่องอันตรายถึงชีวิต
ขอพูดถึงจุดที่ผมไม่ค่อยโอเคกับหนังก่อน นั่นคือการแสดงของ Eric Roberts (พี่ชายของ Julia Roberts) ที่ดูไปค่อยเหมาะกับบทเท่าไหร่ คืออย่างนี้ครับตอนแรกน่ะผู้กำกับ Larry Cohen เขาอยากได้ John Travolta หรือไม่ก็ Jim Carrey มารับบทนำ เพราะตัวเอกนี่จะออกแนวนักวาดการ์ตูนที่โก๊ะๆ และติสต์ๆ หน่อย ซึ่งผมว่าถ้าได้ 2 คนนั้นมาเล่น ตัวละครนี้จะดูเป็นคนที่ติสต์ๆ มีโวยวายบ้างหรือล้นบ้าง แต่คาแรคเตอร์ก็ยังดูเป็นพระเอกอยู่ – นี่หมายถึงถ้าพี่ John หรือพี่ Jim มาเล่นน่ะนะครับ
แต่พอพี่ Eric มาแสดง แล้วต้องแสดงคาแรคเตอร์ที่ว่า มันเลยออกมาดูโรคจิตไปสักหน่อย เพราะหน้าพี่ Eric เขาออกแนวโหดน่ะครับ พอมาบวกด้วยอาการโก๊ะๆ แล้วก็ล้นๆ ไหนจะโวยวายอีก พี่เขาเลยดูหลุดจากความเป็นพระเอกไปพอสมควร ยอมรับว่าระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ก็มีพี่ Eric นี่แหละที่ผมรู้สึกขัดๆ
ถ้าถามว่าแล้วทำไมพี่ John หรือพี่ Jim ถึงไม่ได้มาเล่น นั่นก็เพราะนายทุนไม่เห็นด้วยครับ เนื่องจากสมัยนั้นพี่ John มีหนังล่มติดกันหลายเรื่อง ส่วนพี่ Jim ก็ยังไม่มีผลงานที่ดังจริงๆ ก็เลยใช้บริการพี่ Eric แทน
ก็นั่นล่ะครับคืออย่างหนึ่งที่ผมขัดใจ แต่หากพูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในหนังล่ะก็… เออ หนังมันใช้ได้เหมือนกันนะ

สิ่งแรกที่ต้องบอกก่อนคือผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ก็คือ Cohen ครับ และเขาคนนี้ในตอนนั้นก็พอจะมีชื่อจากหนังไตรภาคว่าด้วยทารกกระหายเลือดอย่าง It’s Alive แต่ผลงานที่เด็ดของเขาจริงๆ นี่ผมยกให้ Phone Booth แล้วก็ Cellular ที่ทำออกมา 10 กว่าปีหลังจากเรื่องนี้ ที่จะบอกก็คือ ผมว่าพี่เขามีหัวทางนี้ครับ ทางการเขียนบทหนังแบบให้ตัวเอกตามสืบแล้วก็ไขปมปริศนาที่มาพร้อมความระทึก ซึ่งเราก็จะเริ่มเห็นแววของพี่เขาจากหนังเรื่องนี้นี่แหละ
บทถือว่าใช้ได้เลยครับ มันเปิดปมให้เราสงสัยได้ตั้งแต่เริ่มว่าตกลงมันยังไงกัน สรุปผู้หญิงคนนั้นโดนพาไปที่ไหน และคนที่พาไปนั้นต้องการอะไร แล้วพอพระเอกสืบชีวิตเขาก็ยิ่งตกอยู่ในอันตราย แล้วมันก็มีสถานการณ์มาให้เราลุ้นเป็นพักๆ มีการไล่ล่าเป็นพักๆ ซึ่งกลายเป็นว่าหนังมีอะไรให้เราตามดูไปได้เรื่อยๆ เลยครับ แล้วบางช่วงบางตอนนี่ก็มีความพลิกผันด้วยนะ คืออาจไม่ถึงกับหักมุมจนว้าวอะไร แต่เหตุการณ์มันชวนติดตาม เรื่องราวมันน่าสนใจ อาจยังไม่ลงตัวถึงขั้น Phone Booth หรือ Cellular แต่ผมก็ว่าดีในระดับน้องๆ ล่ะครับ
ส่วนตัวผมมองว่าบทน่ะดีครับ แต่ Cohen อาจไม่ใช่ผู้กำกับที่มือแม่นนัก เลยทำให้จังหวะการสร้างความตื่นเต้นในบางช่วงมันยังดีได้อีก หรือถ้าให้คนอื่นที่เก่งๆ มากำกับ ผมว่าหนังจะสนุกกว่านี้ เพราะเท่าที่เป็นอยู่นี่ก็ถือว่าน่าติดตามพอตัวแล้ว
ส่วนดารานี่ นอกจากพี่ Eric ที่ผมบอกว่ารู้สึกขัดๆ แล้ว คนอื่นผมว่าโอเคครับ โดยคนที่ขโมยซีนได้เด็ดสุดต้องยกให้ Red Buttons เจ้าของเอไลอัส คุณปู่ที่นอนป่วยอยู่เตียงข้างๆ จอช (ส่วนจอชไปป่วยตอนไหนและยังไงต้องดูกันเองครับ) กลายเป็นว่าคุณปู่คนนี้ขโมยซีนกระจุย และบอกเลยว่าถ้าไม่มีเขานี่พระเอกของเราอาจซี้ม่องเท่งไปเลยก็ได้ แล้วไปๆ มาๆ ผมก็ลุ้นให้คุณปู่เขารอดครับ ลุ้นให้ปู่เขารอดมากกว่าลุ้นให้พระเอกรอดอีก 5555 เพราะปู่แก่เก๋าและน่ารักจริงๆ
แล้วหนังยังได้รับการบันทึกว่า เป็นหนังเรื่องแรกที่ Stan Lee ตำนานแห่ง Marvel มาแสดงบทรับเชิญให้ครับ โดยเล่นเป็นตัวเองนั่นแหละ ซึ่งถ้าถามว่าแล้ว Lee มาโผล่ในเรื่องได้ยังไง นั่นก็เพราะพอดีช่วงนั้น Cohen น่ะกำลังหาทางสร้าง Doctor Strange ฉบับหนังอยู่ เลยไปมาหาสู่และคุยกับ Lee บ่อยๆ จนกลายเป็นซี้กัน ทีนี้พอโปรเจคต์ Doctor Strange ล่ม พี่เขาก็เลยพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ชวน Lee มาโผล่ในหนังเรื่องนี้ไปเลย – และว่ากันว่าช่วงนั้น Cohen ยังสนิทกับ Bob Kane คนสร้างสรรค์ Batman ด้วยนะครับ เพราะช่วงนั้น Cohen มีไอเดียอยากเอาซูเปอร์ฮีโร่มาทำเป็นหนังอยู่หลายเรื่องเลย
ก็สรุปนะครับว่า หนังดูเพลินใช้ได้ ยังไม่ยอดเยี่ยม แต่ก็ถือว่าดีในระดับเพลินและชวนลุ้นพอตัว แต่ใจก็ยังคิดอยู่ครับ ว่าถ้าได้พี่ John หรือพี่ Jim มาเล่น แล้วก็ได้ผู้กำกับที่มือถึงๆ หน่อยมาทำ ผมว่าหนังจะเข้าขั้นมันส์ได้เลยนะเอ้า
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)












