ปี 2054 หน่วยสกัดอาชญากรรมพรีไครม์ทำหน้าที่ในการหยุดยั้งอาชญากรรมก่อนที่มันจะเกิดในระดับที่ดีจนสาธารณชนให้ความไว้วางใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ชั้นเซียนอย่างจอห์น แอนเดอร์ตัน (Tom Cruise) คอยนำทีมตอนปฏิบัติการ
แต่แล้ว 3 ผู้หยั่งรู้ (ที่คอยทำนายเหตุก่อนที่มันจะเกิด) ได้ทำนายออกมาว่าจอห์นนี่แหละกำลังจะลงมือฆ่าคน ทำให้จอห์นต้องหลบหนีการจับกุมพร้อมทั้งหาคำตอบว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หนังเรื่องนี้แม้จะเก่ากว่า 20 ปี แต่ก็ยังดูสนุกได้มาตรฐานครับ ซึ่งเอาจริงๆ หนังไม่ได้แปลกใหม่อะไรนะครับ มันคือ The Fugitive ที่มีฉากหลังเป็นโลกอนาคต แต่ด้วยงานสร้างที่ถึงฟอร์ม ดาราระดับแนวหน้า และฝีมือการกำกับของ Steven Spielberg ร่วมกันทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุก ชวนติดตาม อย่างผมนี่แม้จะเป็นการดูซ้ำก็ยังสนุกไปกับหนังได้อยู่
สิ่งที่ผมยังชอบอยู่ในการดูรอบใหม่นี่ก็คือผมว่า Spielberg สื่ออารมณ์ในหลายๆ ฉากได้ดี เอาแค่ตอนเปิดมากับคดีที่ชายคนหนึ่งกำลังจะฆ่าเมียกับชู้ ฉากที่ว่าตัวละครสามารถสื่ออารมณ์ได้ถึง โดยเฉพาะสามีที่แสดงโดย Arye Gross นี่ทั้งตอนสงสัย ตอนเศร้า และตอนลุแก่โทสะ ซึ่งทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของคนที่จะลงมือกระทำความผิดลงไป แล้วตลอดทั้งเรื่องเราก็จะได้เห็นอะไรแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ครับ เรียกว่าแม้จะเป็นหนังไซไฟแอ็คชั่น แต่ก็ไม่แห้งแล้งการแสดงดีๆ และฉากอารมณ์
ส่วนฉากไล่ล่าต่างๆ นั้นก็ขึ้นกับความชอบของแต่ละคนล่ะครับ บางคนอาจมองว่ามันไม่ได้หวือหวาท่ายากอะไร ส่วนผมก็มองว่ามันคือกระบวนท่าคลาสสิคที่อาจจะไม่ถึงขั้นมันส์สุดๆ แต่ก็ตอบโจทย์บันเทิงได้พอสมควร

ทราบไหมครับว่าแรกเริ่มเดิมทีหนังเรื่องนี้เกือบจะได้เป็นภาคต่อของ Total Recall (1990) – ที่มาที่ไปเป็นแบบนี้ครับ หนังนั้นดัดแปลงจากเรื่องสั้น The Minority Report ของ Philip K. Dick ซึ่ง Total Recall นั้นก็ดัดแปลงจากงานของ Dick เช่นกัน โดยเมื่อย้อนไปต้นยุค 90 หลังจาก Total Recall ประสบความสำเร็จอย่างดี ทีมผู้เขียนบทหนังเรื่องนั้นอย่าง Ronald Shusett และ Gary Goldman ก็เริ่มดัดแปลงเรื่องสั้น The Minority Report ให้กลายเป็นภาคต่อด้วย TR ด้วยการเปลี่ยนฉากหลังของเรื่องให้เป็นดาวอังคาร ส่วนตัวเอกหลักก็เปลี่ยนเป็นดักลาส เควด (ตัวเอกของ TR) ที่ต้องมาเผชิญวิบากกรรมอีกหนในเรื่องนี้
แต่สุดท้ายโครงการก็ล่มครับ เพราะทาง Carolco ผู้สร้างเปลี่ยนใจไปทุ่มเงินให้กับโครงการหนัง Cutthroat Island – ซึ่งในที่สุดหนังก็ล่มอย่างแรงจนบริษัทล้มละลาย – แต่กระนั้นทางทีมเขียนบทก็ยังได้สิทธิ์ในบทชุดนี้อยู่ เลยจัดแจงตัดเอาส่วนที่เกี่ยวกับ TR ออกไปจนหมด แต่ในที่สุดบทที่ว่าก็ไม่ได้ใช้ หลังจากตอนที่โครงการนี้ถูกปลุกขึ้นใหม่ แล้วผู้สร้างก็ไปตาม Jon Cohen มาดัดแปลงบทแทน ซึ่งว่ากันว่าบทถูกเปลี่ยนใหม่หมด มีเพียงซีนเดียวจากบทชุดนั้นที่เหลือรอดมาในหนังคือซีนไล่ล่าในโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่ง Spielberg ชอบซีนนี้มากๆ ก็เลยขอให้คงไว้
แต่พอเรื่องเป็นแบบนั้น ทีมผู้เขียนบทดั้งเดิมเลยยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องให้มีการใส่ชื่อพวกเขาลงในเครดิตด้วย แต่สุดท้ายคดีก็จบลงตรงที่พวกเขาได้เครดิตเฉพาะในตำแหน่งผู้ร่วมอำนวยการสร้างเท่านั้น ซึ่งพวกเขาก็ยินยอมแบบไม่เต็มใจนัก
และถ้าถามว่าโครงการนี้ถูกปลุกขึ้นมาตอนไหน ก็ตอบได้ว่า พอดีช่วงที่ Cruise กำลังถ่ายทำ Eyes Wide Shut อยู่นั้น เขาได้บท (ดั้งเดิม) มาลองอ่านพอดีครับ แล้วเขาก็สนใจ เลยส่งต่อให้ Spielberg พร้อมเอ่ยปากว่าเขาน่ะอยากร่วมงานกับ Spielberg มานานแล้ว โครงการเลยได้กลับมาเกิดใหม่อีกหน

โดยตัวบทนั้น นอกจาก Cohen จะเป็นคนดัดแปลงแล้ว Spielberg ยังไปขอให้ Frank Darabont (The Shawshank Redemption) ให้มาช่วยเกลา แต่พอดีตอนนั้น Darabont กำลังง่วนอยู่กับ The Majestic ก็เลยจำต้องบอกปัด แล้วโอกาสก็ตกเป็นของ Scott Frank (Dead Again, Get Shorty, Out of Sight) แทน และว่ากันว่า John August (Big Fish) ก็มาช่วยเรื่องบทแบบไม่เอาเครดิตด้วย
และสิ่งหนึ่งที่หนังดัดแปลงไปจากฉบับเรื่องสั้นก็คือรูปลักษณ์ของจอห์นครับ เพราะตามเรื่องดั้งเดิมแล้ว จอห์นจะต้องหัวล้านและลงพุง
นอกจากนี้คนที่จะมากำกับในทีแรกนั้น จะไม่ใช่ Spielberg นะครับ แต่เป็น Jan de Bont (Speed, Twister) ทว่าสุดท้ายเขาก็ไม่ได้มาทำ เนื่องจากเขามีความขัดแย้งกับ Spielberg ตั้งแต่ตอนทำเรื่อง The Haunting หนังบ้านผีสิงอุดม CG นั่นแหละครับ
ว่ากันว่า de Bont ไม่สบอารมณ์อย่างแรงที่หนังฉบับฉายโรงกลับเต็มไปด้วย CG ราวกับหนังแฟนตาซี ทั้งที่คอนเซปต์ดั้งเดิมที่ de Bont ทำไว้คือเน้นไปที่ความน่ากลัวของบรรยากาศในคฤหาสน์ และเน้นเรื่องจิตวิทยาระหว่างตัวละคร เขาเลยมองว่าหนัง The Haunting ของเขาถูกทำลายลงเพราะการตัดสินใจของ Spielberg (เพราะเรื่องนั้น Spielberg อำนวยการสร้าง)
แม้ Spielberg จะพยายามเจรจาอย่างไร de Bont ก็ไม่ยอมมาเกี่ยวข้องกับหนัง Minority Report ไม่ว่าจะในทางใดๆ แต่กระนั้น Spielberg ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้จบลงแบบนั้น เขาเลยขอให้ใส่ชื่อ de Bont เป็นหนึ่งในผู้สร้าง โดย de Bont ก็จะได้รายได้จากตำแหน่งนี้ด้วย
แต่ก็มีบางกระแสที่บอกว่า จริงๆ de Bont กับ Spielberg ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เป็นแค่การแลกเปลี่ยนเก้าอี้กันธรรมดาๆ โดย de Bont ไปกำกับ The Haunting ส่วน MR นี่ Spielberg ขอกำกับแทน แต่เพื่อให้เกียรติ de Bont ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 1997 ก็เลยให้เขานั่งแท่นอำนวยการสร้างด้วย – นี่ก็แล้วแต่จะเชื่ออันไหนน่ะนะครับ
และถึงแม้ว่า Spielberg จะตกลงเป็นผู้กำกับแล้ว แต่การถ่ายทำก็ยังไม่เริ่มทันทีครับ เพราะ Spielberg อยากทำ A.I. Artificial Intelligence เพื่อคารวะ Stanley Kubrick ก่อน ซึ่ง Cruise ก็ไม่ว่าอะไร นั่นทำให้โครงการ MR ถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ทีมดาราชุดดั้งเดิมที่จะมาแสดงอย่าง Cate Blanchett ที่ถูกวางตัวในบทอกาธา, Matt Damon เป็นวิตเวอร์, Ian McKellen เป็นเบอร์เจสส์ และ Jenna Elfman เป็นลาร่า แอนเดอร์ตัน ทั้งหมดเลยถูกเปลี่ยนเพราะพอถึงตอนถ่ายทำจริงๆ คิวพวกเขาก็ไม่ว่างไปแล้วครับ
สำหรับการทำหนังเรื่องนี้ Spielberg เคยบอกว่าเขาจะทำหนังออกมาโดยใช้หนังฟิล์มนัวร์ของผู้กำกับ John Huston (The Maltese Falcon, Key Largo, The Asphalt Jungle) เป็นแนวทางครับ และมีข่าวออกมาว่า เพื่อลดต้นทุนในการถ่ายทำทั้ง Cruise และ Spielberg ตกลงที่จะไม่รับค่าตัวในทันที แต่ขอรับเป็นส่วนแบ่งจากรายได้สุทธิแทน
และข่าวที่อาจจะฟังดูไม่ดีนัก – แต่เจ้าตัวก็ออกมารับเองน่ะนะครับ – ก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง Cruise กับ Colin Farrell นั้นไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ประมาณว่าระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ Farrell อายุ 25 ปีพอดีครับ เลยมีการจัดฉลองวันเกิดแบบเซ็ตใหญ่ ทำเอา Farrell แฮงค์ในเช้าวันต่อมา ส่งผลให้ฉากที่ถ่ายทำในวันนั้นต้องถ่ายกันเกือบ 50 เทคกว่า Farrell จะพูดบทได้ถูก จน Farrell เองก็ออกมายอมรับว่า Cruise นั้นไม่ปลื้มเขาเท่าไหร่หรอก

อีกหนึ่งเกร็ดเล็กๆ คือ 3 ผู้หยั่งรู้ในเรื่องนั้นได้ชื่อหรือนามสกุลตาม 3 นักเขียนแนวลึกลับ อันได้แก่ Dashiell Hammett, Sir Arthur Conan Doyle และ Agatha Christie ครับ
และอีกฉากที่อยากให้สังเกต คือประมาณนาทีที่ 47 ตรงฉากบนรถไฟ เราจะเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์แล้วมองมาที่จอห์น คนนั้นคือ Cameron Crowe (ผู้กำกับ Jerry Maguire) และผู้หญิงผมบลอนด์ที่นั่งอยู่ข้างหลังเขา เธอคือ Cameron Diaz นั่นเองครับ
ตัวหนังนั้นประสบความสำเร็จพอตัวครับ ทำเงินทั่วโลกไป $358 ล้าน จากทุนสร้าง $102 ล้าน แต่อาจจะเสียฟอร์มหน่อยๆ เพราะรายได้ในบ้านตัวเองไม่ค่อยแล่นนัก (ทำไปแค่ $100 นิดๆ เท่านั้นครับ) – แต่อย่างน้อยตอนหนังออก DVD นี่ ภายในเดือนแรกก็สามารถขายไปได้กว่า 4 ล้านแผ่นเลยทีเดียว
ถือเป็นผลงานหนังแอ็คชั่นไซไฟผสมสืบสวนที่ทำออกมาดีอีกเรื่องครับ สะท้อนภาพโลกอนาคตได้น่าสนใจ ตอบโจทย์บันเทิงได้เข้าท่า เป็นอีกงานที่น่าจดจำทั้งของ Spielberg และ Cruise ครับ
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Action, Crime, Movie Reviews, Mystery, Recommended Movies, Sci-Fi, Whodunnit













