แฮงค์ ธอมป์สัน (Austin Butler) รับฝากแมวจากเพื่อนบ้าน (แบบไม่เต็มใจนัก) แต่กลายเป็นว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุหายนะระดับบิ๊กที่เขาต้องหาทางเอาตัวรอดไปให้ได้ – ไม่งั้นก็ตายพอดีครับ
หนังแนววันดวงแตกของคนๆ หนึ่งครับ ดูแล้วนึกถึง The Big Hit เลย ประมาณว่าคนนั้นก็มาไล่ คนนี้ก็มาล่า ตัวเอกก็ต้องหาคำตอบว่าเขาไปทำอะไรไว้ หรือใครนำพาความซวยมาสู่เขา ซึ่งแฮงค์ก็ต้องหนีแล้วก็ใช้สมองเอาตัวรอดตลอดเรื่องครับ โดยรวมผมว่ามันก็ดูเพลินๆ ดีนะ ช่วงต้นๆ สัก 20-30 นาทีแรกอาจยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเรื่องมันดำเนินไปเหตุการณ์มันก็ชักจะหนักข้อขึ้น ถึงขั้นคอขาดบาดตายเลย ทีนี้เราก็ต้องมาลุ้นกันล่ะครับว่าเขาจะรอดไปได้ไหม
แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าหนังไม่เน้นเรื่องลีลาแอ็คชั่น แฮงค์ไม่ได้ไปโซ้ยหรือสู้กับใครมากนัก แค่สู้ในระดับพอเอาตัวรอด ดังนั้นใครอยากได้ความมันส์แบบต่อเนื่องก็ต้องปรับใจครับ มันไม่ได้มาในแนวนั้น แต่มันจะออกแนวตลกร้ายที่รวมตัวละครแสบๆ เอาไว้มากกว่า ซึ่งพอูดแบบนี้หลายคนก็จะนึกถึง Guy Ritchie อีก ก็ต้องบอกอีกเช่นกันว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่แสบถึงเเบอร์นั้นหรอกครับ
ผมเพิ่งผ่านการแสดงของ Butler ไปจาก Elvis พอมาเรื่องนี้ผมว่าพี่เขาก็เล่นได้ลื่นดีครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราอยากเอาใจช่วย แม้จะมีความกวนอยู่บ้างแต่ก็ยังมีความน่ารักตามแบบฉบับพระเอกของหนังแนวนี้อยู่ ส่วนดาราคนอื่นก็เพิ่มสีสันให้หนังได้อย่างดี แต่จะมีใครโผล่มาบ้างนั้นผมว่าไปดูเองน่าจะสนุกกว่าครับ เพราะบางคนนี่ก็มาในภาพลักษณ์ที่จำแทบไม่ได้ ต้องรอจนถึงฉากที่โคลสหน้าใกล้ๆ ถึงจะรู้ว่า “อ้าว นี่คนนั้นเหรอ อ้อ นี่คนนี้เหรอ”
แล้ว Butler ยังแสดงฉากสตันต์เองเป็นส่วนใหญ่นะครับ เล่นเอาบาดแผลเต็มตัวเลย บางฉากก็ทำเอาซี่โครงเกือบหัก เรียกว่าพี่เขาก็ทุ่มเทไม่ใช่น้อย
ผมถือว่านี่เป็นผลงานที่ค่อนข้างตลาดมากๆ ของผู้กำกับ Darren Aronofsky ครับ เพราะปกติเขาจะทำหนังแนวๆ ไม่ว่าจะ Pi, Requiem for a Dream, The Fountain, The Wrestler, Black Swan ครั้นมาจับหนังแบบนี้ ก็ต้องพูดตรงๆ ว่าผมชอบผลงานแนวๆ ของเขามากกว่าครับ แต่กระนั้นกับเรื่องนี้ถ้าเทียบกับหนังแนวเดียวกันก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ไก่กาเลย ถือว่าดูสนุกและตอบโจทย์บันเทิงได้ไม่น้อยเหมือนกัน เพียงแต่อาจยังไม่ถึงขั้นสนุกสนานระเบิดระเบ้อเท่านั้นเอง

หนังดัดแปลงจากหนังสือของ Charlie Huston ซึ่งเขารับหน้าที่ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์เองครับ และจริงๆ Aronofsky ก็สนใจจะทำตั้งแต่ปี 2008 แล้ว แต่เผอิญมีคนซื้อลิขสิทธิ์ตัดหน้าไปก่อน แล้วโครงการหนังก็เหมือนๆ จะเริ่มตอนปี 2013 เมื่อ David Hayter (X-Men, The Scorpion King และ Watchmen) มาเกลาบท และมีการวางตัวให้ Patrick Wilson มาแสดงนำ แต่จนแล้วจนรอดโครงการก็ไปไม่ถึงไหน แล้วโอกาสก็กลับมาสู่ Aronofsky แล้วหนังก็เสร็จออกมาเป็นอย่างที่เราได้เห็นครับ
ส่วนสาระสำคัญของเรื่องที่ผมได้จากหนังก็คือ ประการแรก อย่าไปรับฝากโน่นฝากนี่จากใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้า อารมณ์เดียวกับอย่าสุ่มเจ็ดสุ่มแปดไปเซ็นชื่อค้ำประกันให้ใครน่ะครับ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าจะเจอเรื่องเดือดร้อนแบบไหนตามมาไหม – ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะว่าคุณจะตัดสินใจแบบไหน
ประการต่อมาคือ ถ้านะครับ ถ้าเราไปข้องเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายเข้าซะแล้ว ควรหาทางดีดตัวเองออกมาจากเรื่องนั้นให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งอยู่กับมันนาน ลมปราณเราอาจจะสั้นลงๆ – นอกจากนี้ควรเตือนตัวเองไว้ว่า “ยิ่งเรื่องมันใหญ่ คนไว้ใจได้ยิ่งน้อย”
อีกสิ่งหนึ่งที่พึงคิดให้จงหนักคือ หากเราจะทำอะไรผิดกฎหมายเพื่อหวังรวยทางลัดล่ะก็ ควรรู้ว่าเรื่องแบบนี้จบไม่ค่อยสวย ไม่เถียงครับว่าตอนที่เงินมันคล่อง อะไรๆ มันได้ มันก็ดูดีอ้ะนะ แต่ถ้ามีอะไรพลาดขึ้นมานี่ ความปลอดภัยในชีวิตเราจะเหลืออยู่สักกี่มากน้อย นี่ก็ต้องคิดให้ถ้วนด้วยน่ะนะครับ
และประการสุดท้ายคือ ยิ่งเรื่องคับขัน ยิ่งต้องบอกตัวเองว่า “อย่าห้าว” – “บางครั้งถ้าอยากให้อะไรๆ มันเร็ว เราต้องไปช้าๆ” พี่กริสซั่ม ณ CSI บอกไว้
น่าเสียดายที่หนังล่มครับ ทำเงินทั่วโลกไปประมาณ $33 ล้าน ส่วนทุนสร้างนั้นก็มีหลายกระแส บางเจ้าบอก $40 ล้าน บางแหล่งก็บอกทะยานไป $65 ล้านเลย แต่ไม่ว่าจะตัวเลขไหนรายได้ก็ถือว่าติดตัวแดงอยู่ดี – แต่ได้ข่าวว่าหนังไปได้ดีพอสมควรตอนลงสตรีมมิ่งครับ
ก็ถือเป็นหนังตลกร้ายสไตลวันดวงแตกที่ไม่เลวครับ ดูสนุกใช่ย่อย
สองดาวครึ่งสวยๆ ครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Comedy, Crime, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












