นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่ง (Lil Rel Howery) จู่ๆ ก็ตื่นมาในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งทางออก แล้วก็มีระบบอะไรสักอย่างมาบอกให้เขาทำงานตามคำสั่ง เขาเลยต้องพยายามหาคำตอบว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะออกจากที่นี่ได้ยังไง
ระหว่างดูนี่นึกถึงพวก The Twilight Zone หรือถ้าใหม่ๆ หน่อยก็ Black Mirror ซึ่งโทนหนังมาแนวนั้นครับ ถ้าถามว่าสนุกไหม? ก็ตอบได้ว่ายังไม่ถึงขั้นสนุกมากมาย ยังไม่ถึงกับต้องดู แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แย่ครับ ถ้าใครชอบแนวนี้ก็น่าลองอยู่เหมือนกัน
จุดดีของหนังอยู่ที่การแสดงครับ Howery นี่ถือว่าโชว์เดี่ยวอยู่เหมือนกัน และเขาก็ทำได้ไม่เลว ส่วนการเล่าเรื่องก็ถือว่ากลางๆ ครับ คือพอดูได้ มีน่าเบื่อบ้างบางช่วง แต่ก็พอไหว อย่างน้อยกฎกติกามารยาทในที่คุมขังนี้ก็ยังพอน่าสนใจ แต่ก็คิดเหมือนกันครับว่าถ้าหนังใส่อะไรลงไปมากกว่านี้ เช่นความระทึก ความฉงน หนังน่าจะสนุกขึ้น
สิ่งที่ชัดเจนในหนังเรื่องนี้ก็คือ หนังวิพากษ์สังคมการทำงานของมนุษย์ครับ โดยเฉพาะการทำงานในบริษัทที่พนักงานแต่ละคนต้องแข่งกันทำผลงาน แข่งกันช่วงชิงโอกาสและความเด่น แข่งกันทำแต้มเพื่ออัพเงินเดือนหรือตำแหน่ง ใครทำผลงานดีก็มีสิทธิ์ก้าวหน้า ใครทำผลงานไม่เข้าเป้าก็มีโอกาสถูกกำจัดออก จนถ้าเทียบกันจริงๆ สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบนี้มันแทบไม่ต่างจากกฎของป่าที่ผู้เข้มแข็งคือผู้ล่า ส่วนผู้อ่อนแอก็คือเหยื่อ
หนึ่งในคำที่เจ็บแบบแสบๆ ก็คือตอนที่ผู้คุมประกาศว่า “สำหรับที่นี่ ดีพอยังไม่ดีพอ” (Good Enough is Not Good Enough) ผมว่าใครก็ตามที่เคยทำงานมาแล้วเจอกับคำนี้ก็น่าจะรู้สึกแสบๆ คันๆ หาน้อยไม่ล่ะครับ ไหนจะอีกสารพัดคำที่คนสรรหามาเพื่อพูดกระตุ้นให้เราทำงานมากขึ้น หนักขึ้น เยอะขึ้น แต่คนที่จะได้รับประโยชน์จริงๆ แบบเนื้อๆ ส่วนมากก็มักจะเป็นเบื้องบนซะละมากกว่า

ผมชอบตอนที่โจ ตัวเอกของเรื่องพยายามบอกให้ทุกคนในสถานที่นั้นทำอะไรร่วมกันสักอย่างเพื่อเอาชนะกฎของผู้ควบคุม แต่สุดท้ายแล้วด้วยความกลัว (หรือจะด้วยความเห็นแก่ตัวก็ตาม) สถานการณ์นั้นก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายโจ มันสะท้อนให้เห็นเลยน่ะครับว่ายังไงผู้มีอำนาจก็จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะยังไงก็ต้องมีคนบางส่วนพร้อมจะยอมทำตาม – สถานการณ์แบบนี้ ถ้าทุกคนร่วมมือกันจริงๆ ก็อาจจะสามารถพลิกเกมได้ แต่ถ้ามีแค่คนเดียวที่ยอม คนอื่นๆ ที่เหลือก็จะทยอยยอมตาม เพราะกลัวว่าถ้าคนอื่นยอมกันหมดแล้วตนไม่ยอม แบบนั้นงานจะเข้าได้
และผมชอบ “งาน” ที่โจและคนอื่นๆ ต้องทำตอนโดนขังน่ะครับ มันเป็นการสะท้อนแบบตรงๆ เลยว่า “งาน” ที่พวกเขาทำน่ะ จริงๆ มันไม่ได้มีประโยชน์โพดผลอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหรอก แต่แค่เบื้องบนกำหนดมา ทุกคนก็ต้องทำ ไม่ทำเดี๋ยวโดนไล่ออก ซึ่งผมไม่ปฏิเสธนะครับว่างานในหลายภาคส่วนบนโลกนี้มีประโยชน์อะไรสักอย่างไม่ว่าจะต่อคนหรือต่อโลกในการทำงานนั้นๆ แต่มันจะมีบางงานครับที่ถ้าถอดสมการดีๆ แล้วจะพบว่า งานนั้นมันไม่ได้สร้างคุณค่าหรือประโยชน์ใดๆ ต่อคนหมู่มากเลย – แต่ทำเงินให้คนหมู่น้อยที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ที่ปล่อยให้คนตัวเล็กๆ ออกไปทำงาน แล้วตนเองก็โกยผลประโยชน์แบบเต็มๆ
ส่วนประเด็นอย่าง “การทำงานหนักเกินไป ทำให้สมดุลของชีวิตเสียหาย” ก็ไม่ต้องห่วงครับ ในหนังก็มีเหมือนกัน เรียกว่าหนังทำการวิพากษ์สังคมการทำงานของมวลมนุษย์ได้สาแก่ใจอยู่ – ซึ่งอันนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมยังพอสนุกกับหนัง และมองว่าหนังไม่ได้โล่งโถงไร้สาระ
เกร็ดเล็กๆ ที่ขอนำมาบอกก็คือ Howery ตัวเอกของเรื่องบอกกับทีมงานให้ไม่บอกเขาว่าสถานที่ถ่ายทำคือที่ไหน และเขายังปิดตาตัวเองก่อนจะเดินทางไปเข้าฉากทุกครั้ง ก็ถือเป็นสปิริตที่น่าสนใจดีครับ (และผมว่ามันทำให้เขาทำอารมณ์ได้ง่ายขึ้นด้วย)
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วครับว่าจะลองดูหนังเรื่องนี้ไหม คือถ้าให้ว่ากันตรงๆ ผมว่าท่านไปดูพวก The Twilight Zone หรือ Black Mirror เลยจะตอบโจทย์ได้ครบกว่า เพราะเรื่องนี้ก็มีจุดที่เข้าท่ากับจุดที่ยังดีได้อีกผสมๆ ปนเปกันไป อย่างผมนี่ตอนดูก็มีแอบเบื่อหรือแอบหลับบ้าง แต่เพราะคอนเซปต์ประเด็นมันเข้าท่า ผมเลยค่อนข้างจะโอเคกับมันอยู่ แต่ก็อย่างที่บอกครับว่ายังไม่ถึงขั้นต้องดู – เอาเป็นว่าถ้าสนใจก็ลองดูได้ครับ
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Music, Sci-Fi, Thriller









![[Rec] (2007) ปิดตึกสยอง](https://i0.wp.com/10000tip.com/wp-content/uploads/2018/08/showimage0051.jpg?resize=200%2C200&ssl=1)


