เมื่อเหล่าแกะที่ชอบฟังนิยายฆาตกรรม ต้องมาพบว่าคนเลี้ยงถูกฆ่าตาย การไขคดีแบบแกะๆ จึงเริ่มต้น
หนังดูสนุกแบบใช้ได้เลยครับ เป็นการยำที่จัดว่าพอเหมาะไม่น้อย เอาแนวสืบสวนหาตัวคนร้าย มาบวกกับแนวสัตว์ผจญภัย โทนหนังเลยไม่โหดครับ ออกแนวดูได้ทั้งครอบครัว และผลลัพธ์ก็ถือว่าเพลินดี เอามาดูผ่อนคลายแบบสบายๆ ได้เลย
แต่ขณะเดียวกันก้ไม่อยากให้ตั้งความหวังเยอะนะครับ โดยเฉพาะพล็อตเรื่องคดีฆาตกรรมนี่ถือว่าไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก คือพอจะหลอกให้เราหลงทางได้บ้าง แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็น่าจะเดาคนร้ายได้อยู่ ซึ่งผมมองว่าคงเพราะต้องแบ่งพื้นที่กันระหว่างหนังไขคดีกับหนังครอบครัวประเภทสัตว์พูดได้ออกมาวาดลวยลายสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ว่าตามจริงมุกในหนังก็ไม่ถึงขั้นฮากระจายขนาดนั้น แต่ผมว่ามันพอเรียกรอยยิ้มได้ แล้วก็ออกแนวน่ารักตามสไตล์หนังครอบครัว แต่ส่วนที่ผมชอบจริงๆ กลับอยู่ที่ประเด็นสาระที่หนังสื่อ โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับยามที่เราทำอะไรผิดพลาดลงไป อย่างลิลลี่แกะเอกของเรื่องที่พอรู้ว่าตัวเองกำลังสืบไปผิดทาง เธอก็จะไม่พยายามทู่ซี้แถไถให้ตัวเองถูก แต่เธอจะมองตามหลักฐานและข้อเท็จจริง ว่าถ้าหากที่ข้อสันนิษฐานมองไปก่อนหน้านี้มันผิด แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่ถูก
อีกเรื่องก็คือ การตระหนักรู้และยอมรับในสิ่งที่ตนเองหรือคนรอบตัวเป็น อย่างตอนที่ลิลลี่ค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง แล้วก็พยายามคาบมาบอกให้แกะในฝูงได้รับรู้ แต่กลายเป็นว่าด้วยความกลัวเลยทำให้เหล่าแกะไม่มองอะไรตามความเป็นจริง และเลือกที่จะหลอกตัวเองต่อไปเพื่อความสบายใจ จนลิลลี่เองก็ยังยอมรับว่าแกะนั้นเป็นส้ตว์ขี้กลัวจริงๆ แล้วเธอก็หันไปหาทางอื่นในการแก้ไขสถานการณ์แทน ไม่มัวทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ (อย่างการเกลี้ยกล่อมแกะทั้งฝูงที่พร้อมจะลืมสิ่งที่เธอพยายามอธิบาย)
มันก็สอนให้เราคิดนะครับว่า บางครั้งเราก็ต้องยืดหยัดทำสิ่งที่ถูก แม้ใครๆ รอบตัวจะหลับหูหลับตา เพราะบางปัญหาถ้าไม่แก้มันก็จะยิ่งหนักขึ้น และแก้ยากขึ้นตามลำดับ (หรือบางปัญหานี่ถ้าเลยช่วงเวลาหนึ่งไป มันอาจถึงขั้นไม่สามารถแก้ไขได้เลยก็ได้) – แต่อันนี้เราก็ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ด้วยน่ะนะครับ ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันถูกต้องตรงตามความจริงไหม ถ้ามันคอขาดบาดตายจริงๆ มันก็ต้องผ่าทางตันกันบ้าง ไม่งั้นได้ตายจริงๆ กันพอดี

หนังกำกับโดย Kyle Balda ที่มากำกับหนังคนแสดงเป็นครั้งแรก – ก่อนหน้านั้นเขาทำแอนิเมชั่นเป็นหลักครับ ไม่ว่าจะ The Lorax, Minions, Despicable Me 3 และ Minions: The Rise of Gru และสำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าสนุกไม่เลว เพียงแต่ผมว่าลูกเล่น ความขำ และสีสันบางอย่างยังมากได้อีก จุดนี้ก็มองว่าการที่หนังออกมาประมาณนี้ก็เพราะ Balda เขาจะทำได้ประมาณนี้แหละครับ พวกลีลาลูกเล่นยังไม่เด่นเท่าไหร่ โดยเฉพาะการกำกับขับเน้นแจกแจงความเด่นให้เหล่าตัวละครน่ะครับ ผมรู้สึกว่าหนังยังพร่องตรงนี้อยู่
แต่ความสนุกของหนังนี่ผมยกให้บทครับ ตัวบทถือว่าสนุก ผูกอะไรๆ ได้ดี ซึ่งหนังนั้นสร้างจากนิยาย Three Bags Full ของ Leonie Swann แต่คนที่ผมจับตามาหน่อยคือ Craig Mazin ที่เป็นคนดัดแปลงจากนิยายมาเป็นหนัง แล้วก็ยังเป็นคนเกลาบทอีกด้วย
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงจับตาไปที่ Mazin ก็เพราะชื่อนี้ผมจำได้ตั้งแต่สมัยที่เขาเขียนบทให้หนังตลกอย่าง RocketMan (หนังตลกปี 1997 นะครับ ไม่ใช่ที่เป็นเรื่องของ Elton John) แล้วก็ Scary Movie 3-4, Superhero Movie, The Hangover Part II และ III ซึ่งว่ากันตรงๆ ก็คือผมออกแนวเฉยกับเรื่องที่เอ่ยไป
แต่ใครจะไปนึกว่าเขาจะหักเหเส้นทางตนเอง จากเขียนบทหนังฮา มาสู่ซีรี่ส์โคตรเข้มข้นอย่าง Chernobyl ตามด้วย Mythic Quest และ The Last of Us แล้วไปได้ดีซะด้วย ผมเลยมองว่าพี่ดูจะเหมาะกับบทเข้มๆ บทมีรายละเอียด มากกว่าหนังโปกฮาขายขำซะอีกนะเนี่ย
ในแง่รายได้หนังอาจไม่ได้ทำเงินเยอะอะไรรับ ทำไปราว $126 ล้านจากทั่วโลก แต่ทุนสร้างน่ะ $75 ล้าน ก็ถือว่าพอไหวแต่ยังไม่กำไร และเดาว่าพอฉายสตรีมมิ่งแบบนี้หนังก็น่าจะโปะต้นทุนได้แล้วล่ะ
ดูเพลินๆ ได้สบาย เชียร์ให้ดูครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Comedy, Family, Movie Reviews, Mystery, Recommended Movies, Whodunnit












