โบล (Sope Dirisu) และริอัล (Wunmi Mosaku) จากซูดานมายังอังกฤษในฐานะผู้ลี้ภัย พวกเขาได้อยู่ในบ้านที่ทางการจัดให้ แต่พอพวกเขาไปอยู่ในบ้านหลังนั้น มันก็เริ่มเกิดเรื่องแปลกๆ พวกเขาเริ่มเห็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และมันก็หลอกหลอนพวกเขามากขึ้นทุกทีๆ…
เป็นหนังสยองลี้ลับที่ทำออกมาได้ไม่เลวครับ มันผสมกันระหว่างสยองแบบเหนือธรรมชาติแล้วก็สยองเชิงจิตวิทยา ซึ่งก็ถือว่าเล่าได้ชวนติดตาม มันชวนให้อยากรู้น่ะครับว่าตกลงมันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา หนังก็ค่อยๆ เผยปมให้เราสงสัย ตามด้วยการเผยอดีตของพวกเขาทีละน้อย จนสุดท้ายอะไรๆ ก็ไปบรรจบกันตรงไคลแม็กซ์
ถือว่าใช้ได้ครับ น่ากลัวดี บรรยากาศก็ทำได้ชวนหลอน ส่วนมุกตุ้งแช่ก็ถือว่าเข้าท่า เรียกว่าผู้กำกับ Remi Weekes คุมหนังได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วน 2 นักแสดงนำก็ถือว่าทำหน้าที่ได้น่าพอใจ แล้วเรายังจะได้เจอกับพี่ Matt Smith อดีต Doctor Who ที่บทอาจไม่เยอะ แต่มาทีไรก็ดึงความสนใจจากเราไปได้ไม่น้อย
ช่วงต้นที่ปูพื้น กับช่วงกลางที่พวกเขาต้องเจอกับเรื่องอะไรก็ไม่รู้นั่นถือว่าทำได้ดีครับ และบทสรุปก็ถือว่ามีประเด็นที่ดี มีสาระชวนให้คิด เพียงแต่เรื่องในตอนไคลแม็กซ์มันอาจจะยังพีคไม่สุดน่ะครับ อันนี้แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าชงเข้มๆ กว่านี้ ให้มันออกมาพีคกว่านี้ก็น่าจะดี
ทีนี้มาว่ากันถึงสาระและสิ่งที่ผมชอบจากหนัง ซึ่งมันต้องสปอยล์น่ะครับ เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากทราบก็ข้ามไปแล้วกันครับ
===== สปอยล์ครับ =====
หนังนำเสนอให้เราได้รู้ว่า เอาเข้าจริงๆ การที่โบลและริอัลหนีออกมาได้นั้น มันต้องแลกมาด้วยการพรากแม่พรากลูก และผลสรุปสุดท้ายเด็กที่พวกเขาแย่งมาก็ต้องมาตายอีกต่างหาก อันนี้มันก็ขึ้นกับว่าเราจะมองอย่างไรน่ะนะครับ ส่วนผมมองในเชิงว่าหนังก็เล่าแบบแฟร์ๆ ไม่ได้เน้นโลกสวย – ที่แน่ๆ คือหนังกล้าเล่าให้ตัวละครผู้ลี้ภัยมีความเทาอยู่ในที – บางคนอาจเห็นด้วยและเข้าใจ หรืออาจเลือกทำแบบเดียวกับพวกเขาเพื่อให้ตนเองรอด ในขณะที่บางคนก็อาจมองว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่ถูกต้อง และจะไม่ยอมทำแบบพวกเขาอย่างเด็ดขาด – แล้วแต่จะมอง แล้วแต่จะเลือกกันไป
ผีในเรื่อง ก็เป็นเหมือนผลที่ตามมากัดกร่อนจิตใจ ตามมาหลอกหลอนพวกเขา ซึ่งถ้ามองในเชิงจิตใจแล้วมันก็คือตราบาป ความเจ็บปวด หรือความรู้สึกผิดที่ติดตามพวกเขามา ว่าง่ายๆ คือบ้านน่ะไม่ได้มีผีหรอก แต่ผีมันตามพวกเขามา มันคืออดีตที่พวกเขาทำ และพวกเขาก็ต้องรับผล
ตอนแรกพวกเขาคิดจะขอย้าย คิดจะหนีไปที่อื่น แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ทางออกครับ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบ้าน ดังนั้นต่อให้ย้ายไปอีกกี่บ้าน ผีจากอดีตก็จะยังคงตามเขาไป ตามไปไม่เลิก
สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำก็คือการหันมาเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับว่ามันคือส่วนหนึ่งของพวกเขา และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน
ผมว่ามันคือสาระที่มีความหมายนะครับ เราสามารถนำมันไปปรับใช้ได้ ยามต้องรับมือกับความเจ็บปวดจากอดีต
หรือเราอาจใช้มันรับมือกับปัญหาที่เรายังแก้ไม่ได้ในตอนนี้ ว่าง่ายๆ คือมันยังไม่ไปไหน มันยังอยู่กับเรา ทีนี้ก็ขึ้นกับเราว่าจะอยู่กับมันอย่างไร จะอยู่กับมันด้วยความทุกข์ หรืออยู่กับมันอย่างเข้าใจ อยู่กับมันอย่างปล่อยวาง อยู่กับมันโดยให้มันมีฤทธิ์ต่อเราน้อยที่สุด
ผมรู้ครับว่ามันไม่ง่าย – เชื่อเถอะครับ ผมเข้าใจจริงๆ นะ – แต่ผมมองว่าปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ในวันนี้ มันอาจแก้ได้ในสักวัน ประมาณว่าทางออกจากปัญหาไม่ใช่จะไม่มี แค่ยังมาไม่ถึง และระหว่างนั้นเราก็ประคองจิตใจตัวเองไปก่อน หาทางเพิ่มแรงให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไปก่อน
เอาจริงๆ คือบางทีเราก็ต้องรอน่ะครับ แต่ระหว่างรอเนี่ย เราจะรอแบบทุกข์มากหรือทุกข์น้อย นั่นก็ขึ้นอยู่กับเรา
ส่วนใครก็ตามที่เป็นเหมือน 2 ตัวเอก ที่ทำผิดไปแล้ว ที่มีชีวิตอยู่ต่อโดยโดนผีจากอดีตมาหลอกหลอน แน่นอนว่าตอนนี้ท่านแก้อะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ไหนๆ ก็ได้มีชีวิตต่อแล้ว ก็อยู่มันต่อไป แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือ เราจะสามารถอยู่โดยชดเชยในสิ่งผิดที่เราได้ทำลงไปได้มากน้อยแค่ไหน เราสามารถอยู่ต่อให้มีคุณค่าต่อโลกได้ไหม หรืออยู่เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ไหม
หลายท่านอาจสังเกตว่า ผมไม่เห็นจะพูดถึงเรื่องการสำนึกและรับผิดเลย ผมก็ขอตอบตรงนี้ว่า “มันอยู่ที่เจ้าตัวนั่นแหละ ว่าจะทำไหม? ไม่ได้อยู่ที่คำพูดของผม”
===== หมดสปอยล์ =====
ถือเป็นหนังผีที่ใช้ได้ครับ หลอนพอประมาณ มีสาระชวนให้คิดพอประมาณ ถือว่าควรค่าแก่การลองชมสักครั้ง
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Drama, Horror, Movie Reviews, Supernatural Horror, Thriller












