จอร์จ (Kevin Costner) และมาร์กาเร็ต (Diane Lane) มีลูกชายนามเจมส์ (Ryan Bruce) และเขาก็แต่งงานกับลอร์น่า (Kayli Carter) แล้วก็มีหลานปู่หลานย่ามาให้อุ้มหนึ่งคน
แต่พอเจมส์เสียชีวิต ลอร์น่าก็แต่งงานใหม่กับดอนนี่ วีบอย (Will Brittain) ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งมาร์กาเร็ตเห็นว่าดอนนี่ทำร้ายร่างกายทั้งลอร์น่าและหลานของเธอ แล้วยังพาพวกเขาออกจากเมืองไปซะอีก
ด้วยความเป็นห่วง มาร์กาเร็ตเลยขอให้จอร์จร่วมออกเดินทางไปตามหาพวกเขาเพื่อดูว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร และพอพวกเขาได้เจอกับครอบครัววีบอย พวกเขาก็แน่ใจเลยว่า จะต้องทำทุกทางเพื่อพาหลานกลับมาให้ได้
บอกก่อนตามระเบียบครับ ว่านี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่น คือแอ็คชั่นน่ะก็พอมี แต่ตอนท้ายโน่นเลยครับ ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ในหนังจะออกแนวดราม่าผสมทริลเลอร์ ที่ดูแล้วมีกลิ่นอายของความเศร้า ความกดดัน และเรื่องเครียดๆ เจืออยู่ ดังนั้นใครหวังว่าหนังจะ John Wick นี่ต้องเผื่อใจไว้เลยครับ
ผมมองว่าหนังทำได้ถึงในแนวทางของมันครับ มันคือเรื่องของปู่ย่าที่เสียลูกชายไป แล้วพวกเขาก็เหลือแค่หลานคนเดียวเท่านั้นที่เป็นสายเลือด แล้วไหนจะพบว่าสามีใหม่ของสะใภ้คนเก่าก็ไม่น่ารักด้วย แบบนี้ความห่วงเลยทวีคูณ – เรียกว่าหนังบอกเล่าให้เราเห็นแรงจูงใจในการไปหาหลานของพวกเขาครบถ้วน และเชื่อได้ไม่ยากว่าพวกเขาห่วงหลานมากจริงๆ
บทถือว่าดีครับ (ดัดแปลงจากนิยายของ Larry Watson) แล้วก็บวกกับการแสดงระดับ “ดีแน่นอน” ของ Costner และ Lane หนังเลยน่าติดตามไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่อันนี้ก็คงต้องขึ้นกับท่านด้วยครับว่าชอบหนังแนวนี้ไหม หากไม่ชอบเลยกับหนังประเภทที่เดินเรื่องด้วยบทสนทนา และไม่ได้เดินเรื่องฉับไว รวมถึงไม่ได้มีอะไรหวือหวาตื่นเต้นมาเสิร์ฟระหว่างทาง ก็เป็นไปได้ว่าหนังเรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับท่านครับ
แต่หากใครชอบหนังประเภทนี้ ประเภทชีวิตที่มีความกดดันกรุ่นๆ อุ่นร้อนอยู่ตลอดทั้งเรื่อง – ถ้าชอบแนวนี้ล่ะก็ เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ แม้จะไม่ถึงกับสุดยอดสุดเยี่ยม แต่ก็อยู่ในข่ายดี อย่างน้อยสำหรับผมนี่หนังก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เราดูจนจบ เพราะมันอยากรู้น่ะครับว่าสุดท้ายเรื่องมันจะจบลงอย่างไร
แล้วที่แสดงดีนี่ไม่ใช่แค่คู่ตัวเอกนะครับ แต่คนอื่นๆ โดยเฉพาะสารพัดตัวละครในตระกูลวีบอยนี่ บอกเลยว่าเล่นถึงทุกคน ถึงขนาดว่าถ้าทำได้ผมก็อยากโดดเข้าจอไปกระทืบสักรอบน่ะครับ คือดูร้ายดูกร่างแบบถึงขีดจริงๆ และช่วงครึ่งหลังนี่หนังก็ชวนลุ้นมากขึ้นเพราะการแสดงถึงๆ ของพวกเขานี่แหละ
อีกอย่างที่ถือว่าทำให้หนังมีความเด่นมากขึ้นคือกลิ่นอายความเป็นหนังคาวบอยตะวันตกที่หนังสอดแทรกลงมาครับ อันนี้นี่ถือว่าช่วยเสริมให้หนังมีรสชาติที่น่าสนใจมากขึ้นแบบกำลังดีเลย
หนังกำกับโดย Thomas Bezucha แห่ง The Family Stone และ Monte Carlo ซึ่งบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ทำได้ดีกว่า 2 เนื่องนั้นครับ ดูเหมือนว่า Bezucha จะเหมาะกับทางนี้นะ และเขาก็น่าจะรู้ตัวด้วยเพราะถัดจากเรื่องนี้เขาก็ไปรับงานกำกับซีรี่ส์ Fargo และ Untamed (ของ Netflix)
อีกหนึ่งของดีที่ผมยกนิ้วให้เลยคือดนตรีของ Michael Giacchino ที่บรรเลงได้อย่างงดงาม คือมันไพเราะน่ะครับ โดยเฉพาะวาระที่ “จอร์จและมาร์กาเร็ตมีความสุข” ท่วงทำนองมันจะอ่อนละมุนและอบอุ่น แม้ภาพตรงหน้ามันอาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการยืนดูลูกชายต้อนม้าหรืออาบน้ำให้หลาน แต่ดนตรีมันสื่อเลยน่ะครับว่านี่แหละคือความสุขของพวกเขา มันไม่ได้ซับซ้อน มันไม่ต้องปีนกระไดหา แต่คือการมีความสุขอยู่กับชีวิตง่ายๆ แต่อบอุ่นของพวกเขานี่แหละ
และสิ่งหนึ่งที่เห็นจากหนังเรื่องนี้ รวมถึงหนังอีกหลายๆ เรื่องก็คือ พวกตัวร้ายหรือคนไม่ดีนี่มักจะได้เปรียบกว่าคนดีๆ เสมอเลยนะครับ เพราะพวกนั้นจะกล้าทำทุกอย่าง กล้าใช้ความรุนแรง กล้าแผ่อิทธิพล กล้ายิงก่อน กล้าเปิดก่อน – พอดูอะไรแบบนี้บ่อยๆ ก็เริ่มคิดนะครับ ว่าคนดีๆ ควรอยู่ยังไง บนโลกที่เป็นแบบนี้?
เสียดายครับที่หนังไม่ทำเงินเท่าไหร่ ทำไปเพียง $10 ล้านจากทั่วโลก แต่ทุนสร้างน่ะ $21 ล้านครับ ซึ่งก็เป็นเพราะจังหวะด้วย เนื่องจากหนังเจอสถานการณ์โควิดพอดีครับ รายได้เลยน้อยอย่างที่เห็น
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller, Western













