Crime

Suspect Zero (2004) เจาะจิตล่าโคตรอำมหิต

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ โธมัส แม็คเคลเวย์ (Aaron Eckhart) ต้องตามรอยฆาตกรต่อเนื่องสุดลึกลับที่ดูเหมือนจะมีพฤติกรรมที่ต่างจากฆาตกรต่อเนื่องรายอื่น ๆและที่สำคัญกว่านั้นคือ ฆาตกรรายนี้ดูเหมือนจะรู้จักโธมัสด้วยครับ

ก็เป็นหนังระทึกขวัญสืบสวนตามล่าฆาตกรแบบที่เจอบ่อยอยู่เหมือนกันในยุค 90 และ 2000 น่ะนะครับ แต่ยอมรับเลยว่าไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อน พอมีใน Netflix ก็จัดซะ และผลที่ได้ผมว่าก็กลางๆ ครับ มีทั้งจุดเข้าท่าที่ช่วยประคองหนังให้น่าดู แล้วก็มีจุดที่ยังไม่ลงตัวนักมาลดทอนความเพลินของหนัง

เริ่มจากจุดเข้าท่าก่อนครับ อย่างแรกเลยคือดารานำอย่าง Eckhart และ Ben Kingsley ถือว่าแสดงได้ดี โดยเฉพาะ Kingsley นี่คือดูน่าขนลุกใช้ได้ แล้วก็ตามด้วยงานภาพงานตัดต่อที่ถือว่ากระตุกจิตไม่เลว

ระหว่างดูผมก็รู้สึกน่ะนะครับว่ามุมกล้องอะไรมันดูคุ้นๆ แล้วก็มักจะเน้นภาพแบบเต็มๆ จอ หลายครั้งให้อารมณ์อึดอัดอย่างได้ผล ซึ่งก็เป็นฝีมือของ Michael Chapman ผู้กำกับภาพที่เคยได้ชิงออสการ์ 2 หนจาก Raging Bull และ The Fugitive แล้วก็ยังมีผลงานน่าจดจำอย่าง Invasion of the Body Snatchers ฉบับปี 1978, The Man with Two Brains, The Lost Boys, Scrooged, Ghostbusters II, Rising Sun, Primal Fear, Space Jam, Six Days Seven Nights, The Story of Us, Evolution และงานกำกับภาพเรื่องสุดท้ายของเขาก็คือ Bridge to Terabithia – พออ่านชื่อหนังเหล่านี้เลยไม่แปลกใจครับว่าทำไมงานภาพถึงคุ้นเคยจัง

งานฉากก็ไม่เลวครับ โดยเฉพาะฉากที่ฉายให้เห็นถึงห้องของโอไรอัน (Kingsley) อย่างภาพวาดต่างๆ หรือแก้วน้ำที่เต็มไปด้วยตัวเลข อะไรเหล่านี้มันกระตุ้นความสนใจคนดูได้เข้าท่าอยู่

อีกอย่างที่ชอบคือตอนหนังอธิบายทฤษฎี Suspect Zero ครับ โดยสรุปเลยก็คือ ตามปกติเนี่ยฆาตกรต่อเนื่องมักจะถูกตามรอยได้ด้วยพฤติกรรมบางอย่างที่ทำซ้ำๆ หรือร่องรอยที่ฆาตกรทิ้งไว้ที่จะสามารถจับทางได้ อันนำไปสู่การจับกุมในที่สุด แต่ Suspect Zero นี่หมายถึงกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องที่ “ไม่มีร่องรอยให้ตามได้” กล่าวคือพวกเขาจะไม่ก่อพฤติกรรมซ้ำๆ ไม่มีร่องรอยที่ชัดเจน ซึ่งการตามล่าตัวคนกลุ่มนี้จะยากกว่ามาก – ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจดีครับ

แต่กลายเป็นว่าความน่าสนใจเหล่านั้นมันถูกนำเสนอท่ามกลางการเล่าเรื่องที่… คือผมก็เข้าใจน่ะนะครับว่าหนังมีการเล่นเรื่องภาพ เรื่องการตัดต่อที่วูบวาบและชวนฉงน อันนี้เดาว่าผู้กำกับคงอยากทำให้หนังมันดูเหมือน “ภาพในหัวของใครสักคน” เลยไม่แปลกที่ในฉากหนึ่งๆ บางทีก็จะมีภาพนั้นภาพนี้แทรกเข้ามา ซึ่งมันเป็นเหมือนห้วงความคิดที่ผุดแทรกขึ้นในหัวของคน ซึ่งในมุมหนึ่งมันก็น่าสนใจครับ แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้หนังดูขาดความต่อเนื่อง และบางจังหวะก็กลายเป็นว่ามันมาแทรกความน่าสนใจที่พึงมีในฉากนั้นไปเสียแทน – ประมาณว่ารบกวนสมาธิน่ะครับ

อีกอย่างคือตัวบทที่บางอย่างก็น่าสนใจ แต่พอเล่าไปๆ เรื่องมันกลับดูไม่ค่อยไปไหนสักเท่าไหร่ แล้วพอมาเจอกับลีลาภาพวาบๆ แบบที่บอก มันเลยทำให้ความจดจ่อของคนดูอย่างผมค่อยๆ ลดปริมาณลง จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังไม่เน้นเรื่องภาพวาบๆ มากนัก แล้วมาเน้นตรงการตามปมสืบสวน หนังจะลงตัวกว่าที่เป็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ผมไปทราบมาคือ Zak Penn ผู้เขียนบทต้นฉบับของหนังเรื่องนี้เขาเขียนบทเสร็จออกมาตั้งแต่ปี 1995 ครับ แล้วเขาก็ตระเวนส่งมันไปจนทั่วฮอลลีวู้ด ว่ากันว่า Sylvester Stallone, Ben Affleck, Tom Cruise ต่างก็เคยสนใจบทหนังเรื่องนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีสตูดิโอไหนสนใจที่จะทำแบบจริงๆ จังๆ ต้องรอจนกระทั่งหลายปีต่อมาที่บทได้รับการเกลาอีกรอบโดย Billy Ray แล้วก็กลายเป็นว่าบทฉบับหลังนั่นแหละที่ได้ทำออกมาเป็นหนังเรื่องนี้

แต่ประเด็นคือ Penn เคยออกมาบอกครับ ว่าหนังฉบับที่เราเห็นเนี่ย มันแทบจะไม่เหมือนกับบทดั้งเดิมของเขาเลย และตอนที่เขาดูหนังเรื่องนี้เขาก็รู้สึกเจ็บปวดมากครับ ชนิดที่เรียกว่า “เจ็บปวดที่สุดที่เคยเจอในชีวิต” ขนาดนั้นเลย

แล้วพูดก็พูดครับว่าผมอยากดูหนังตามบทดั้งเดิมของเขาจัง… ทำไมน่ะเหรอครับ? ก็เพราะว่ากันว่าเคยมีนักสร้างหนังคนหนึ่งเคยได้อ่านบทดั้งเดิมที่ Penn เขียน โดยส่วนหนึ่งในบทนั้นมีการพูดถึงทฤษฎีที่ว่าฆาตกรต่อเนื่องมักจะมีรูปลักษณ์ทางกายบางอย่างที่คล้ายกัน หนึ่งในนั้นคือจะมีนิ้วกลางที่ยาวมากจนดูผิดปกติ

ปรากฏว่านักสร้างหนังคนนั้นถึงขั้นหวาดผวาครับ ผวาขนาดที่ทำให้เขารีบกลับไปแล้วก็ไปไล่ดูนิ้วมือของลูกๆ เขาเลยว่านิ้วกลางของลูกๆ เขายาวหรือเปล่า – มันเลยทำให้ผมอยากรู้จริงๆ ว่าบทดั้งเดิมของเขานั้นมันจะเป็นอย่างไร

… นักสร้างหนังคนนั้นมีชื่อว่า Steven Spielberg ครับ

นี่เป็นงานกำกับของ E. Elias Merhige ที่ตอนนั้นกำลังมีชื่อจากผลงาน Shadow of the Vampire ครับ แต่กลายเป็นว่าพอมาทำเรื่องนี้แล้วไม่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และในแง่รายได้ (หนังทำเงินทั่วโลกไป $11 ล้าน แต่ลงทุนไป $27 ล้านครับ) เขาเลยถอยออกมาจากวงการหนัง และไม่มีงานกำกับหนังใหญ่อีกเลยจนถึงปัจจุบัน (2026)

เกร็ดเล็กๆ ที่อยากจะบอกก็คือ แม้ Tom Cruise จะไม่ได้มาเล่นหนังเรื่องนี้ แต่เขาก็อำนวยการสร้างนะครับ แต่ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรเขาถึงตัดสินใจขอให้เอาชื่อของเขาออกจาเครดิตผู้สร้าง และว่ากันว่าระหว่างถ่ายทำนั้น Cruise ประทับใจการแสดงของ Carrie-Anne Moss มากจนอยากให้เธอมาร่วมงานใน Mission: Impossible III แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้เพราะติดถ่ายหนังเรื่องอื่นอยู่ครับ

โดยรวมก็ถือว่าหนังอยู่ในระดับกลางๆ ครับ กลั้วๆ กันระหว่างส่วนที่โอเคกับส่วนที่ยังดีได้อีก แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ผมอยากรู้จังว่าถ้าหนังใช้บทดั้งเดิมที่ Penn เขียน ผลลัพธ์จะต่างออกไปหรือเปล่า

สองดาวครับ

(6/10)