ได้ข่าวว่าภาคแรกฮิตเอาเรื่องจนส่งผลให้ Netflix หันมาจับตลาดหนังวันคริสต์มาสแบบเป็นล่ำเป็นสัน และแน่นอนว่าก็ต้องมีการเข็นภาคต่อของเรื่องนี้ออกมาตามระเบียบครับ
หนนี้แอมเบอร์ (Rose McIver) กับกษัตริย์ริชาร์ด (Ben Lamb) แห่งอาณาจักรอัลโดเวียกำลังจะมีงานอภิเษกสมรสครับ แน่นอนว่าแอมเบอร์ย่อมดีใจเป็นล้นพ้น แต่ขณะเดียวกันเธอก็พบว่ากระบวนการของพระราชพิธีนั้นทำให้เธอรู้สึกอีดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเองเอาซะเลย แล้วนอกจากนี้องค์กษัตริย์ริชาร์ดเองก็กำลังหนักพระทัยกับเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ จนในที่สุดแอมเบอร์ก็ตัดสินใจโดดลงมาช่วยหาทางแก้ไขปัญหาตามสไตล์ของเธอ – ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องวุ่นๆ ตามมาจนได้
ภาคแรกนั้นผมค่อนข้างโอเคกับหนังอยู่ครับ ชอบบรรยากาศสวยๆ ของโรมาเนีย (ที่ถูกเนรมิตให้เป็นประเทศสมมติอย่างอัลโดเวีย) ทั้งปราสาทและป่าเขา ตามด้วยโทนอบอุ่นน่ารักๆ ที่แม้จะไม่ถึงกับลงตัวกลมกล่อมไปเสียทั้งหมด แต่ก็นับว่าน่าพอใจ ในขณะที่ภาคนี้ผมก็สารภาพเลยครับว่าตอนต้นเรื่องนั้น ผมต้องใช้ความอดทนในการดูค่อนข้างมาก เพราะโทนตอนต้นมันดูล้งเล้งช้งเช้งเสียนี่กระไร โดยเฉพาะการมาของซาฮิล (Raj Bajaj) นักจัดงานแต่งที่ค่อนข้างเยอะแยะ จู้จี้ และดูวุ่นวาย แล้วไหนจะมีการเปลี่ยนตัวคนแสดงบทรูดี้ (พ่อของแอมเบอร์) จาก Daniel Fathers มาเป็น John Guerrasio ซึ่งผมว่าคนแรกนั้นดูสุขุมลุ่มลึกกว่าครับ แต่ก็ทราบมาว่าทีมงานอยากเปลี่ยนทิศทางของตัวละครนี้ให้กลายเป็นดูเยอะ ดูกระตือรือร้นและดูช่างพูดแทน
จริงๆ ก็พอเข้าใจครับว่าบทคงอยากกำหนดองค์ประกอบต่างๆ ในครึ่งแรกให้แอมเบอร์รู้สึกอึดอัดเพื่อจะได้เป็นปมประจำภาค ก็เลยทำให้สารพัดตัวละครออกแนวเยอะและทำให้แอมเบอร์รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง มองแง่ดีก็คงต้องบอกว่าหนังทำได้โอเคล่ะครับ เพราะอย่าว่าแต่แอมเบอร์อึดอัดเลย คนดูอย่างผมนี่ก็อึดอัดตามไปด้วยเหมือนกัน – แต่ขณะเดียวกันพอเป็นแบบนั้นมันก็เลยทำให้การดูตอนต้นมันไม่เพลินไม่ลื่นสักเท่าไร ยิ่งใครชอบความพอดี (ที่ไม่ช้งเช้ง) แบบภาคแรก ก็อาจรำคาญได้เหมือนกัน – อันนี้เลยต้องบอกไว้ให้เผื่อใจกันสักนิดครับ
อีกอย่างที่รู้สึกก็คือ ตัวกษัตริย์ริชาร์ดในภาคนี้ดูไม่เป็นตัวของตัวเองพอกัน โดยเฉพาะยามประสบพบปัญหาก็ดูเหมือนพระองค์จะเอาแต่รั้งและยืนนิ่งรออยู่ร่ำไป ก็พอเข้าใจอีกเหมือนกันว่าหนังอยากเทน้ำหนักมาที่แอมเบอร์มากกว่า ประมาณว่าให้แอมเบอร์เป็นคนออกโรงหาทางแก้ปัญหาเอง – เพราะจะว่าไปตัวเอกจริงๆ ก็คือแอมเบอร์ – แต่พอทำแบบนั้นก็เลยทำให้ความองอาจของกษัตริย์ริชาร์ดดูลดลงโดยปริยาย
อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าบทกำหนดให้ทั้งกษัตริย์ริชาร์ดและแอมเบอร์ร่วมมือกันกู้วิกฤติ คอยเป็นกำลังใจให้กัน และสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน แบบนั้นหนังมันจะดูน่ารักและโรแมนซ์มากขึ้นหรือเปล่า
ช่วงครึ่งแรกเลยออกจะไม่แนวสำหรับผมเท่าไรครับ แต่ยังดีที่ตอนหลังหนังเริ่มหันกลับมาให้อารมณ์ Feel Good และ Feel Fun เมื่อแอมเบอร์กับผองเพื่อนเริ่มลงสนามและพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วงหลังนี่เจ้าหญิงเอมิลี่ (Honor Kneafsey) ที่ขโมยซีนในภาคแรกก็เริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้น และที่ลืมไม่ได้คือ ไซม่อน (Theo Devaney) คู่ปรับกษัตริย์ริชาร์ดจากภาคแรก มาภาคนี้บทบาทของเขาก็ถือว่าน่าจดจำและเพิ่มรสชาติให้กับหนังได้ไม่เลว
หนังก็จบแบบแฮปปี้นั่นแหละครับ ซึ่งก็ถูกแล้ว เพราะหนังแบบนี้ถ้าจบแบบเศร้า Sad ก็คงเสียอารมณ์น่าดู การขมวดปมเพื่อแก้ปัญหาในตอนท้ายจริงๆ ก็ไม่เลว แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับ ถ้าหนังให้คู่พระนางได้ร่วมแรงร่วมใจกันมาตั้งแต่ต้นมันคงออกมาซึ้งกว่านี้ ทว่าก็เอาเถอะครับ หนังออกมาประมาณนี้ก็ถือว่าพอได้อยู่ ดูสนุก ดูเพลินในฐานะหนังรอมคอมวันคริสต์มาส อันนี้ก็ขอชมทีมนักแสดงที่ถือว่าค่อนข้างลื่น เพียงแต่บทอาจจะง่ายไปหน่อย และการเล่าเรื่องของผู้กำกับ John Schultz ก็อาจยังขาดลูกเล่นไปบ้าง ไม่งั้นหนังน่าจะสนุกและมีอะไรมากกว่านี้
อาจเพราะไม่คาดหวังครับ เลยไม่รู้สึกผิดหวังอะไร ดูได้เพลินๆ อยู่ครับ
สองดาวครับ
(6/10)












