รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Snowman (2017) แฮร์รี่ โฮล กับคดีฆาตกรมนุษย์หิมะ

TSM_INTL_PAYOFF_QUAD_AUS_LORES0232

เป็นหนังที่ดูแล้วอึ้งมากครับ คือจริงๆ อยากดูมาก ครั้นพอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ใจแป้วไปนิดหนึ่ง แต่ก็พยายามไม่คิดมาก เพราะหนังหลายเรื่องที่เขาว่าไม่สนุกแต่เราดูแล้วสนุกก็มีตั้งเยอะแยะไป… แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ครับ

หนังอืดมาก เดินเรื่องช้าจนสารภาพว่าผมเกือบหลับน่ะครับ แต่เหตุผลที่ไม่หลับก็เพราะหนังมีของดีคือฉากที่ถ่ายออกมาได้สวยทีเดียว ซึ่งก็ต้องยอมรับนะครับว่าการถ่ายภาพเมืองที่มีแต่หิมะและน้ำแข็งขาวโพลนนั้น ใช่ว่าทุกคนจะถ่ายออกมาแล้วสวยได้เสมอไป เพราะมันต้องโฟกัสให้ดี ต้องจับจุดมานำเสนอให้ดี ไม่งั้นแทนที่จะสวยก็อาจกลายเป็นน่าเบื่อแทน

ซึ่งจุดนี้ต้องขอชม Dion Beebe ผู้กำกับภาพ (ที่ได้ออสการ์ไปจาก Memoirs of a Geisha) เลยครับ ว่าสามารถจับภาพมาได้ดีมาก ช็อตมุมกว้างก็สวย หรือช็อคแคบๆ อย่างช็อตซอกเขาหรือหลุม เขาสามารถถ่ายภาพออกมาได้ดี จนพูดได้เลยว่าภาพคือพลังสำคัญของหนังเรื่องนี้จริงๆ ถ่ายได้สวยและมีพลังมาก

แต่ข้อเสียคือหนังอืดเกิน การตามปมก็เรื่อยๆ ไม่เร่งเร้า ซึ่งก็พอเข้าใจครับว่าคงอยากจะเล่าเรื่องให้มันเข้ากับบรรยากาศเย็นยะเยือก แต่ปัญหาคือมันช้าเกินไปจนกราฟความน่าสนใจ “นิ่ง” (และบางจังหวะก็ตกลงเรื่อยๆ)

ผมพยายามถามตัวเองว่าการที่ฉากมันขาวโพลนนั้นมันทำให้เราเบื่อได้ขนาดนี้เลยหรือ แต่ผมก็พบว่าหนังหลายเรื่องก็เต็มไปด้วยฉากหิมะขาวโพลน อย่าง Wind River หรือหนังเก่าๆ แต่คลาสสิกอย่าง Doctor Zhivago เรื่องนั้นก็มีหิมะขาวเยอะไปหมดเหมือนกัน แต่หนังเหล่านั้นกลับยังน่าติดตามก็เพราะจังหวะการเดินเรื่องมันดี มันมีปมให้เราติดตาม อย่าง Wind River เป็นแนวสืบสวน ก็จะมีปมให้เราตามสืบไปพร้อมกับตัวละคร หรือ Doctor Zhivago เรื่องนี้เป็นแนวดราม่านะครับ แต่หนังก็ยังใช้ปมดราม่ามาดึงความสนใจคนดูต่อได้ไปจนจบ (เรื่องนั้นยาว 3 ชั่วโมงกว่าๆ เลยนะนั่น)

แต่กับเรื่องนี้ ฉากดีครับ แต่การเดินเรื่องช้า การตามปมก็ช้า จนอยากแอบเปลี่ยนชื่อจาก Snowman เป็น Snailman เพราะมันช้าเกินจนเสียกระบวน ทีนี้แม้ดาราจะได้ระดับมืออาชีพมา แต่พอหนังหลุดโฟกัสสำหรับคนดูไปแล้ว มันก็เลยกลายเป็นความเรียบเรื่อยแทน

หนังกำกับโดย Tomas Alfredson ที่เคยทำหนังเยี่ยมๆ อย่าง Tinker Tailor Soldier Spy และ Let the Right One In มาก่อน จนออกจะแปลกใจเหมือนกันครับว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงออกมาน่าเบื่อได้ขนาดนี้ ทีนี้จากการสืบสาวก็พบว่า Alfredson เคยออกมาบอกว่าเขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้แบบเร่งรีบครับ ตารางเวลากระชั้นเกินไป ถึงขนาดว่ากว่า 15% ของบทหนังนั้นยังไม่เคยถูกถ่ายทำด้วยซ้ำ (ว่าง่ายๆ คือเขาถ่ายทำได้แค่ 80% กว่าๆ ของบทหนังทั้งหมดน่ะครับ)

โดยสรุปนะครับ หนังมีดีในส่วนของงานภาพ และดาราจริงๆ ก็คัดมาได้ดีครับ แต่ตัวหนังเนิ่บช้า และนี่เป็นหนังสืบสวนน่ะครับ แต่ในส่วนของปมการสืบสวนกลับไม่ชวนติดตามเลย ผลรวมสุดท้ายเลยทำให้เรื่องนี้ความสนใจลดลงอย่างน่าเสียดาย

หนังทำเงินทั่วโลกไปประมาณ $43 ล้านครับ (อเมริกาทำได้แค่ $6.7 ล้านเท่านั้น) ในขณะที่ทุนอยู่ที่ $35 ล้านครับ จึงไม่น่าจะขาดทุนอะไรมาก เพราะน่าจะได้ทุนคืนบ้างตอนออกแผ่น แต่สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดคือ พอหนังล่ม โอกาสที่แฮร์รี่ โฮลจะมีภาคต่อก็พลอยหมดลงไปด้วย… เสียดายจริงๆ

ดาวครึ่งครับ

Star12

(5/10)