Anthology Movies/Series

Tales from the Crypt (1972) (Amicus Anthology #4)

tales_from_the_crypt_1972_poster_02

ช่วงนี้ชักจะดูหนังพวกนี้เยอะ แฮะๆ สาเหตุหนึ่งก็เพราะของเขาดีจริงครับ แล้วผมก็ชอบหนังสยองเรื่องสั้นแบบหลายๆ อันในหนึ่งเดียวแบบนี้ด้วย อย่างที่บอกครับ เรื่องสั้นแนวสยองมักออกมาเข้าท่ากว่าหนังสยองยาวๆ ก็เพราะมันมีความยาวไม่มาก เลยไม่ต้องเสียเวลาอารัมภบทยืดเรื่องให้มันครบๆ ชั่วโมง เพียงแค่สร้างอารมณ์สยองให้ได้ต่อเนื่องก็โอเคแล้วล่ะ

นี่ก็เป็นเรื่องราวสยองที่ส่งตรงมาจาก Amicus เจ้าเดิมที่สร้าง Dr. Terror’s House of Horrors, Torture Garden และ The House That Dripped Blood ซึ่งยิ่งทำก็ยิ่งออกมาดีครับ ยิ่งเรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ในความเด็ด เพราะผมว่ามันมีความเด่นที่แตกต่างและยอดเยี่ยมกว่าหนังชุดสยองเรื่องสั้นอื่นๆ

ไม่ใช่ว่าดีในแง่สยองนะครับ แต่มันครบรสถึงเครื่อง มีทั้งน่ากลัว ตื่นเต้น สยองขวัญ จิกกัดสังคม รวมไปถึงดราม่าซึ้งๆ ไอ้อันหลังนี่แหละที่เล่นเอาผมอินพูดไม่ออกไปเลย!

Tales from the Crypt … ผมรู้ครับว่าคอหนังสยองย่อมนึกถึงฉบับซีรี่ส์ที่ชื่อเดียวกันนี้ว่า Tales from the Crypt ที่มีไอ้หน้ากระดูกผีคนเฝ้าสุสาน มาคอยเล่นมุกโหดๆ แล้วก็เล่าเรื่องสยองที่มีอารมณ์ขันร้ายๆ ให้เราได้ฟังกัน ต้องบอกก่อนว่า Tales ที่ผมบอกเล่าเรื่องนี้ก็เป็นรุ่นพี่ของ Tales รุ่นซีรี่ส์น่ะแหละครับ

มาจะเล่าให้ฟังแล้วกัน Tales from the Crypt นั้น แท้จริงเริ่มต้นในฐานะหนังสือการ์ตูนคอมมิคแนวสยองครับ หนึ่งเล่มก็รวมเรื่องสั้นน่ากลัวๆ ไว้มากมายในรูปแบบการ์ตูนสีสันสดใส แต่เนื้อในน่ากลัวขนหัวลุก

250px-Tales_from_the_Crypt_24

การ์ตูนคอมมิคชุดนี้มีมาตั้งแต่ยุค 50 น่ะครับ และได้รับความนิยมมาโดยตลอด ส่วน Tales เรื่องที่ผมกำลังรีวิวนี้ก็เอาเรื่องราวของฉบับการ์ตูนมาสร้างขยายเป็นหนังจอใหญ่ โดยทาง Amicus ไปขอซื้อสิทธิ์ตอนที่น่าสนใจจำนวน 5 ตอนเอามาทำเป็นหนังน่ะครับ แล้วก็ทำออกมาดังด้วย จนหลายปีต่อมาก็มาคนหัวเสทำ Tales from the Crypt ฉบับซีรี่ส์ตามออกมา ซึ่งเจ้าฉบับหลังนี่แหละครับที่เราๆ คุ้นเคยกันดี แล้วก็เพิ่มอารมณ์ขันโหดๆ ลงไป จนเป็นเอกลักษณ์ประจำซีรี่ส์ไปเลย

แต่ฉบับนี้เน้นความน่ากลัวแบบอังกฤษสไตล์เก่าๆ นะครับ ไม่มีอะไรให้ขำเลย ต้องบอกไว้ก่อน เดี๋ยวจะนึกว่าเป็นแบบเดียวกับฉบับซีรี่ส์

มา ได้เวลาเล่าเรื่องสยองทั้งห้าให้ฟังกันแบบคร่าวๆ แล้ว

หนังเปิดเรื่องที่กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางไปยังสุสานโบราณ แล้วก็เกิดหลงไปเจอห้องลับเข้า ในห้องนั้นก็มีคนเฝ้าสุสาน (Ralph Richardson) นั่งอยู่ พร้อมทั้งบอกกล่าวว่านักท่องเที่ยวแต่ละคนนั้นจะต้องประสบพบชะตากรรมตอนตายอย่างไรบ้าง

คนที่หนึ่ง ตอน …And All Through the House
โจแอน เคลย์ตัน (Joan Collins) ได้วางแผนฆาตกรรมสามีเพื่อเอาเงินประกัน แต่เธอหารู้ไม่ว่าระหว่างการทำตามแผนและกลบเกลื่อนหลักฐานของเธอนั้น ข้างนอกได้มีฆาตกรต่อเนื่องมาในรูปซานตาคลอสคอยจับตาดู และรอจะเข้ามาร่วมสนุกกับเธออยู่!

คนที่สอง ตอน Reflection of Death
คาร์ล เมทแลนด์ (Ian Hendry) คิดจะทิ้งครอบครัวไปอยู่กับสาวสวยอย่างซูซาน เบลค (Angela Grant) แต่ระหว่างการเดินทาง ก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียก่อน แล้วเขาก็ฟื้นขึ้นมาเพื่อจะพบว่า!

คนที่สาม ตอน Poetic Justice
เจมส์ เอลเลียต (Robin Phillips) หนุ่มไร้น้ำใจเกิดไม่ชอบหน้าเพื่อนบ้านที่แสนดี เด็กๆ ก็รักอย่าง อาเธอร์ จิมสไดค์ (Peter Cushing) เลยวางแผนกำจัดเขาไปให้พ้นๆ ด้วยการกลั่นแกล้งเขาสารพัด จนทำให้อาเธอร์ทนไม่ไหว … แต่กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อม … สยอง!

คนที่สี่ ตอน Wish You Were Here
ราล์ฟ เจสัน (Richard Greene) กำลังจะล้มละลาย เขากับภรรยา (Barbara Murray) ต่างก็มืดแปดด้านไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนกระทั่งภรรยาของเขาได้ลองขอพรจากรูปปั้นลึกลับ … และพรก็เริ่มสำแดงผล!

คนที่ห้า ตอน Blind Alleys
ผู้พันวิลเลี่ยม โรเจอร์ส (Nigel Patrick) ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลบ้านพักคนตาบอดแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งตัดงบทุกอย่างจนคนที่อยู่ที่นั่นลำบากอย่างยิ่ง อาหารก็น้อย หนาวๆ ก็หนาว แต่ผู้พันดันใช้ชีวิตสุขสบาย งานนี้คนตาบอดเลยต้องสั่งสอนผู้พันคนนี้ให้รู้สำนึก!

คราวนี้ Freddie Francis ผู้กำกับจาก Dr. Terror’s House of Horrors และ Torture Garden กลับมารับหน้าที่เดิมครับ ตอนแรกเขาจะให้ Peter Duffell ผู้กำกับ The House That Dripped Blood มาทำครับ แต่พี่แกก็ไปทำอย่างอื่นแทน ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ฝีมือดีพอกัน

would-you-like-some-moisturizer

ถ้าว่ากันในเรื่องความสยอง ผมว่า The House That Dripped Blood ทำออกมาได้สยอง กดดันกว่ามากครับ แต่ถ้าพูดถึงความเยี่ยมด้านสาระหรือการแสดง ผมต้องยกให้เรื่องนี้ครับ นับว่าหาได้ยากนะ หนังสยองแต่ดันเด่นเรื่องการแสดงเนี่ย

ดาราแต่ละเจ้าก็แสดงได้ดีทุกคนครับ แต่รายที่ผมประทับใจอย่างมากที่สุดคือ Cushing ดาราขาประจำหนังสยองขวัญที่ผมชื่นชอบอีกคน รับรองว่าหากคุณดูหนังเรื่องนี้แล้ว คุณจะไร้ข้อกังขาว่าทำไมพี่ท่านถึงอยู่ยงคงกระพันและเป็นดาราอมตะสำหรับหนังสยองยุคเก่า

การแสดงหนังของเขาทุกเรื่องจัดว่าดีเสมอครับ แต่สำหรับเรื่องนี้ต้องเรียกว่าข้ามขั้นดีไปสู่ขั้นยอดเยี่ยมไร้เทียมทานไปเลย

ตามปกติเราๆ ท่านๆ มักจะได้เจอ Cushing แสดงหนังสยอง ถ้าไม่ใช่บทแบบนักปราบผีประเภทแวน เฮลซิ่ง ก็จะรับบทมีมาด เป็นเจ้าคนนายคน ท่าทางขรึมๆ ดูน่ากลัว น่าเกรงขาม แต่เรื่องนี้เขากลายเป็นคนแก่อารมณ์ดี ใจดี น่ารัก ไม่มีพิษไม่มีภัยใดๆ จนผมอดสะเทือนใจไม่ได้เมื่อเห็นเขาต้องเจอกับเรื่องไม่ดี ซึ่งเหตุการณ์นั้นเรื่องเนี่ย บทของลุงเขาคือชายชราใจดีที่ถูกเพื่อนบ้านใจร้ายกลั่นแกล้งแบบไม่เหลือดี ผมดูแล้วอึ้งอ้ะ ลุงแกแสดงได้น่าสงสารมากๆ ดูเป็นคนแก่ที่ไร้ทางสู้จริงๆ

สารภาพเลยว่าประทับใจสุดๆ ก็ตอนที่สามนี่แหละ ที่การแสดงของ Cushing จับใจคนดูอย่างผมจนอยู่หมัด

ก็ขอเล่าหน่อยพอเป็นกระสายนะครับ ไม่อยากทราบก็ข้ามไปไม่ต้องอ่านก็ได้ เหตุการณ์ก็อย่างที่บอกไป Cushing รับบทคุณลุงใจดีชื่ออาเธอร์ แต่ดัยมีคนมาหมั่นไส้เขา เลยหาทางแกล้งตลอดจนอาเธอร์หมดกำลังใจ ฉากที่เยี่ยมๆ ที่อยากให้ลองไปจับตาคือ ตอนที่ลุงเขาโดนสองพ่อลูกใจทรามนั่นแกล้งใส่ความครับ ประมาณว่าลุงเขาเลี้ยงสุนัขไว้ดีๆ ก็ไปใส่ความจนคนอื่นเข้าใจว่าลุงเขาปล่อยสุนัขออกมากัดกินต้นไม้ของเพื่อนบ้าน (แต่มันไม่จริงเลยครับ คนที่ทำลายต้นไม้คือไอ้หนุ่มใจทรามคนนั้นน่ะแหละ) ในที่สุดเพื่อนบ้านก็แจ้งตำรวจให้จับหมาไป

ผมอยากให้ไปดูครับ ทั้งแววตาท่าทาง การยกมือยกไม้ขอความกรุณาต่อเทศบาลนี่เล่นเอาผมสงสารแบบจับใจน่ะครับ น้ำเสียงดูเศร้ามากๆ เพราะเขาเป็นคนแก่ตัวเล็กๆ อยู่ในบ้านเพียงลำพัง ภรรยาก็ตายจากไปนานแล้ว เขามีเพียงสุนัขตัวน้อยๆ เหล่านั้นเป็นเพื่อน แต่กลับโดนพรากไปทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดใดๆ แม้ผมจะไม่เคยโดนพรากหมาไปเช่นนี้ แต่ดูการแสดงของ Cushing ฟังจากน้ำเสียงที่เจือน้ำตาของเขา ผมอินเลยครับ …

“ได้โปรดครับคุณตำรวจ เจ้าตัวน้อยพวกนี้เป็นเพื่อนของผมนะครับ มันต้องมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างแน่ๆ ได้โปรด … กรุณาผมเถอะครับ คุณตำ …” แล้วคุณตำรวจก็พาสุนัขทั้งหมดไป ปล่อยให้คนแก่ๆ คนหนึ่งยืนตาแดง ปริ่มจะขาดใจ …

แล้วน้ำเสียงนี่ ไม่มีอารมณ์โกรธเลยครับ มีแต่อารมณ์ขอความกรุณาและเศร้า โอ้ แม่ เจ้า น่าสงสารจับใจเหลือเกิน

คุณลุง Peter Cushing ครับ … ลุงเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์การดูหนังของผมที่ทำให้ผมดูหนังสยองแล้วร้องไห้ด้วยความซึ้งได้เนี่ย!

peter cushing tales from the crypt pcasuk 3432

ถัดจากนั้นเจ้าหนุ่มใจร้ายก็ยังแกล้งโดยการปล่อยข่าวหาว่าลุงเขาเป็นพวกชอบล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กๆ (ซึ่งไม่จริงอีกนั่นแหละ) จนเด็กๆ ถูกพ่อแม่ห้ามไม่ให้ไปเล่นกับเขา

คิดดูครับ คนชราใจดีคนหนึ่ง โดนพรากสุนัขไปจนเขาไร้เพื่อน แล้วยังโดนพรากเด็กๆ ไปอีก เพราะปกติ เขาคือคนที่เด็กๆ ทุกคนในย่านนั้นรักครับ ทุกวันเด็กๆ จะแวะมาหาเขา ด้วยความใจดีและน่ารัก คอยเอาของเล่นและเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังเสมอ แต่ก็ … วันนี้ … ไม่มีเด็กคนไหนมาหาเขาได้อีก เพราะพ่อแม่ห้ามขาด … เฮ่อ สงสารรอบสอง

ยังไม่จบ อันที่เล่นเอาผมน้ำตาซึมก็ตอนที่เจ้าหนุ่มนั่นแกล้งรอบสุดท้ายในวันวาเลนไทน์ โดยการส่งการ์ดเป็นปึกไปให้คุณลุงอาเธอร์คนนี้ ตอนแรกคุณลุงก็ดีใจน่ะครับ คิดว่าคงมีคำดีๆ มาเติมกำลังใจคนแก่ๆ อย่างเขาให้ดีขึ้นสักหน่อย

แต่ปรากฏว่าเนื้อความข้างใน มันเขียนขับไล่ให้เขาไปตาย เช่น

“บางคนอยู่บนเขา บางคนก็อยู่ในเมือง แต่คนอย่างคุณ ทำไมไม่ไปโดดแม่น้ำตายซะล่ะ!”

เท่านั้นล่ะครับ พอเขาอ่านแล้ว มือไม้ก็สั่น ตาแดง น้ำตาเริ่มคลอ โอ้ แม่เจ้า โอ้ พ่อเจ้า โอ้ พระเจ้า! ถ้ามีออสการ์สาขาแสดงแล้วน่าสงสารยอดเยี่ยมและเอาให้ลุงแกไปเถอะครับ มันจะน่าสงสารเกินไปแล้ว ประมาณว่า ลุงเขาเป็นคนดีน่ะครับ แต่โดนพ่อลูกนี่แกล้งและใส่ความจนไม่มีใครคบ สุดท้ายเขาก็ไม่เหลืออะไร เฮ่อ น่าสงสารจริงๆ ครับ

ผมได้ข่าวว่า จริงๆ แล้วตอนแรก Cushing จะได้บทราล์ฟ เจสัน ตัวเอกของตอนที่ 4 ไป แต่พอเขาอ่านเจอบทนี้เข้า Cushing เป็นคนบอกกับทีมงานเองเลยว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเขาต้องเล่นบทนี้ให้ได้

แล้วพอได้เล่น … บอกได้คำเดียว … ลุงเกิดมาเพื่อบทนี้จริงๆ ครับ

แม้ลุงจะจากไปแล้ว ผมหมื่นทิพตัวน้อยๆ ก็ขอไว้อาลัยนักแสดงยอดฝีมือ ณ. ที่นี้ด้วยครับ ลุง Peter Cushing ไม่ว่าลุงจะอยู่ที่ไหน แต่ลุงคือสุดยอดนักแสดงอย่างแท้จริงครับ

คุณอาจสงสัยว่าในเมื่อตอนที่สามมันออกแนวชีวิตแบบนี้ มันจะสยองเหรอ … บอกได้เลยครับว่าสยอง แต่รสชาติความสยองไม่ใช่แนวพองขน … แต่เป็นความสยองแบบสาแก่ใจ!

ผมเลยประทับใจกว่าที่คาดไว้ครับ แม้ความสยองอาจไม่เด็ดเต็มร้อยก็ตาม แต่มันมีอารมณ์ที่ถึงเครื่องมาแทรก แล้วไม่ใช่ของง่ายเลยครับ คิดดูคุณดูหนังสยองมาพักหนึ่ง แต่พอเข้าตอนที่สามนี่ มันแหวกมาอารมณ์ชีวิต น่าสงสารๆ ก็ดันไปกันได้ ไม่ขัดไม่เกินแต่อย่างใด … เยี่ยมจริงๆ

แล้วสาระที่แทรกไว้ในแต่ละตอนก็น่าเอามาคิดดีนะครับ ตอนแรกก็ว่าด้วยเรื่องความโลภ ครับ ว่าอย่าโลภให้มันมากนัก ตอนที่สองก็สอนให้เรารักลูกรักเมีย ดูแลครอบครัวให้ดี ก่อนจะไม่มีโอกาส ตอนที่สามก็สอนเต็มๆ ครับ ว่าอย่าไประรานใครเลย โดยเฉพาะคนดีๆ ครับ ตอนที่สี่ก็สอนให้เรา พึงระลึกและมีสติก่อนจะทำอะไรลงไป และตอนที่ห้าก็สอนให้เราเมตตากรุณากับทุกคน อย่างน้อยก็ห้ามไปทำร้ายใคร ไม่เช่นนั้นผลที่ได้อาจถึงแก่ชีวิต

จริงๆ หนังชุดเหล่านี้ก็เตือนสติเราดีนะครับ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รู้จักมอบความรักให้คนอื่น

แม้จะเป็นเรื่องแนวสยอง แต่ก็มองให้เป็นบวกกับชีวิตได้ครับ

Tales-From-the-Crypt-1972-horror-movies-20280755-900-506

ก็ลองคุณลองติดตามหนังชุดนี้มาตลอด (อาจเพราะผมแนะนำหรือรู้จักจากที่ไหนก็ตาม) นี่คืออีกตอนที่ห้ามพลาด ด้านความสยองอาจไม่พองขนเท่าตอนก่อนๆ แต่ด้านดราม่าและอื่นๆ ถือว่าไม่ผิดหวังครับ

ผมจะให้สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

แต่ด้วยการแสดงของลุง Peter Cushing ที่ทำให้หนังกลายเป็นแนวสยองที่เจืออารมณ์กินใจอย่างเศร้าๆ เป็นผลสำเร็จ แบบที่ไม่ค่อยเจอในหนังเรื่องสยองไหนๆ ตามด้วยแง่คิดดีๆ ของแต่ละตอน ซึ่งตอนก่อนๆ แง่คิดยังไม่ชัดครับ ส่วนมากจะเน้นสยองพองขนกันเป็นหลักหรือไม่ก็เน้นหักมุม แต่หนังชุดนี้เจือสาระแบบจิกกัดด้านมืดและการกระทำผิดทำนองคลองธรรมของคน เตือนสติให้เราคิดก่อนทำ สังเกตสิครับ ทั้งห้าคนล้วนทำบาปหรือไม่ก็กรรมไม่ดีคนละอย่าง ชวนให้คิดจริงๆ เลยต้องมีการเพิ่มยศกันหน่อย

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements