รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Plan 9 from Outer Space (1959)

Plan_9_Alternative_poster

เชิญท่านทั้งหลายพบกับภาพยนตร์เจ้าของตำแหน่ง “หน้งแย่ที่สุดตลอดกาล” (Worst movie ever made) โดย “ผู้กำกับที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมี” (The worst director ever)

เชิญพบกับ Plan 9 from Outer Space!

แหม เปิดเรื่องมาดูเป็นทางการดีจังเลยนะครับครั้งนี้ ก็ไม่ได้อะไรมากหรอกครับนึกอยากสนุกๆ ขำๆ บ้างกับชีวิต

หนังเรื่องนี้ผมเองก็ได้ยินชื่อมานานนะครับ ในฐานะหนังแย่ที่สุดที่เคยสร้าง แล้วก็มารู้จักอีกทีตอนดู Ed Wood หนังชั้นดีของผู้กำกับในดวงใจผม Tim Burton ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง Edward D. Wood, Jr. ผู้กำกับหนังเกรดบีแห่งยุค 50 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้กำกับที่ทำหนังได้เลวร้ายที่สุดตลอดกาล โดยการโหวตจากคนทำหนังและคนดูทั่วสารทิศ รวมถึงรางวัลประหลาดที่ชื่อ The Golden Turkey Awards ที่สร้างขึ้นมาเพื่อประจานหนังแย่ๆ โดยเฉพาะ

Wood นั้นเป็นผู้กำกับที่ใฝ่ฝันจะทำหนังมาตลอดชีวิต พี่แกเดินเข้าเดินออกโรงถ่ายประจำเพื่อดูการถ่ายทำหนัง หรือไม่ก็พยายามรู้จักคนให้เยอะๆ แว่บย่องเข้าโรงถ่ายแอบเก็บฟุตเตจที่กองถ่ายไม่ใช้มาประกอบการทำหนังของเขา ครั้นพอมีโอกาสได้ทำหนังขึ้นมาจริงๆ ผลงานของเขาโดยมากก็ไม่เข้าเป้าเข้าตาคณะกรรมการสักเท่าไหร่ แล้วไม่ใชเป็นแค่เรื่องเดียว ต้องเรียกว่าแทบทุกเรื่องที่พี่แกทำนั้นโดนชาวบ้านด่าไม่มีดีแม้แต่เรื่องเดียว

แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อครับ ยังคงผลิตผลงานออกมา และ Plan 9 from Outer Space คืองานชิ้นที่เขาหมายมั่นว่าต้องดัง อีกนัยหนึ่ง นี่คืองานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขา

ที่มาของหนังเรื่องนี้ก็เริ่มจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับ Bela Lugosi เจ้าของบทแดร็กคูล่าคนแรกในตำนานที่ตอนนั้นช่วงยุค 50 เขากลายเป็นดาราตกอับที่ไม่มีใครจ้าง ซ้ำยังติดยาจนร่างกายโทรมทรุดไม่เหลือเค้าเจ้าชายค้างคาวผีอีกต่างหาก จะมีก็แต่ Wood ที่คลั่งไคล้ในตัว Lugosi ตั้งแต่เด็ก เลยอยากขอแรงมาร่วมงานกัน ผลงานก็มีอย่างในหนัง Bride of the Monster ซึ่งเรื่องที่ว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จตามฟอร์ม ซ้ำยังได้รับตำแหน่งห่วยอีก แต่ Wood ก็ไม่ย่อท้อ เพราะเขามีจุดมุ่งหมายใหญ่คือต้องการนำชื่อ Lugosi ให้กลับมาดังในวงการอีกสักรอบ อันนำมาสู่โปรเจคท์ใหม่ที่ชื่อ Tomb of the Vampire โดยให้ Lugosi กลับมาแสดงบททำนองผีดูดเลือดอีกครั้ง

แต่ถ่ายทำหนังเรื่องที่ว่าไปแค่ไม่นาน Lugosi ก็เสียชีวิต Wood จึงจำต้องยุติการสร้างไปจัดงานศพให้ Lugosi ก่อนระยะหนึ่ง พอหายจากความเศร้า ไฟในตัวก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่ ตามด้วยไอเดียสำหรับโปรเจคท์ใหม่ที่ชื่อ Grave Robbers from Outer Space

เป้าหมายของ Wood คือจะเอาฟุตเตจของ Lugosi ที่เขาถ่ายไว้ก่อนตายมาตัดต่อลงในหนัง เพื่อสร้างให้นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ Lugosi

PlanNine_03

ส่วนเรื่องราวก็ผูกให้เข้ากับหนังตลาดพิมพ์นิยมในยุคนั้นนั่นคือ แนวอวกาศ มนุษย์ต่างดาวบุก

เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยพวกมนุษย์ต่างดาวต้องการจะยึดครองทำลายโลก โดยใช้แผนยิงรังสีไปที่ต่อมพิทูอิตารี่ของศพ เพื่อปลุกชีพศพขึ้นมาเข่นฆ่ามนุษย์ให้หมดไปจากโลก! (โอ้ ช่างคิดจริงๆ เพ่)

แต่ปัญหาแรกที่ Wood กับพวกต้องเจอคือไม่มีทุนครับ เพราะงานชิ้นก่อนๆ ของ Wood ไม่ได้ทำเงินเลย โกยแต่คำด่า เลยไม่มีค่ายไหนรับหน้าที่ออกทุนให้ จนเขาจำต้องไปขอร้องสมาคมโบสถ์แบ๊บทิสต์ (Baptist church) ให้มาลงทุน Wood ก็ทำการเอาใจสมาคมโดยการพาเอาเหล่าสมาชิกในกองถ่ายมาเข้าร่วมพิธีประกาศตนเป็นแบ๊บทิสต์กันแทบทั้งกอง

ทุนที่ว่าก็ราว 6,000 เหรียญได้

พอได้เงินมาเรียบร้อยก็เริ่มทำงานกันต่อ แต่ทุนมันจำกัดน่ะครับ ข้าวของในกองเลยต้องจำเขี่ยสุดๆ อย่างชุดตำรวจในเรื่องก็ต้องขอยืมมาจากลูกชายของ Tor Johnson หนึ่งในดารานำที่ทำงานเป็นตำรวจอยู่ที่ซาน เฟอนานโด้ พวกจานบินและข้าวของไฮเทคในเรื่องก็ใช้ของที่หาได้แถวนั้นมาประกอบ เช่น ถาดพิซซ่ามาพ่นตะกั่ว หรือไม่ก็สร้างโครงขึ้นมาแล้วเอากระดาษหุ้ม

ความพยายามสูงส่งจริงๆ ครับ

แต่ปัญหาสำคัญประการต่อมาคือ แล้วจะเอา Bela Lugosi ที่ตายไปแล้วมาถ่ายทำฉากที่เหลือได้อย่างไร?

ระหว่างที่ Wood กำลังมืดแปดด้าน ก็พอดีมีอยู่วันหนึ่ง Wood กับภรรยาไปทานอาหารกัน และภรรยาของ Wood ก็แนะนำให้เขารู้จักกับ Tom Mason หมอฟันประจำตัวของเธอ ซึ่ง Wood ก็พินิจพิเคราะห์หน้าตาท่าทางของเขาก็ให้ละม้ายคล้ายกับ Lugosi ที่ล่วงลับเหลือเกิน (… หมายถึงเค้าหน้านะครับ แค่เค้าหน้า แต่ถ้าหน้าจริงๆ น่ะไม่เหมือนหรอก)

การถ่ายทำที่ Wood วางแผนคือให้ Mason มาแสดงแทน Lugosi โดยใช้ผ้าคลุมมาปิดหน้าตลอด!

ดาราที่มาเล่นในเรื่องส่วนใหญ่ก็เจ้าประจำหนังของ Wood ทั้งนั้น อย่าง Tor Johnson ดาราหน้ากากผีเจ้าของบทสารวัตร แดน เคลย์ก็เคยแสดงใน Night of the Ghouls แล้วก็ Bride of the Monster เช่นเดียวกับ Paul Marco และ Conrad Brooks สองรายหลังนี้เล่นประจำหนังของ Wood แทบทุกเรื่องมาตั้งแต่สมัย Wood ทำละครเวทีแล้ว

นอกจากนี้ดาราสาวเจ้าของบทผีดิบเจ้าเสน่ห์ Vampira ที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงก็ได้รับเชิญให้มาแสดงด้วยเหมือนกัน พร้อมด้วย Criswell ที่เป็นที่รู้จักมากในตอนนั้นในฐานะนักทำนาย (เหมือนคนออกแขกตามคณะลิเกน่ะครับ) พี่แกจะปรากฏตัวตามรายการ แล้วก็ทำนายโน่นนี่แบบลมๆ แล้งๆ (เช่น อีกไม่กี่ปีมนุษย์จะไปดาวอังคารได้ …) ในเรื่องนี้ Criswell ก็มาเป็นคนกล่าวนำเรื่องซะเป็นทางการเชียว (ผมยังขำแบบไม่ตั้งใจไปตั้งหลายครั้งแน่ะตอนดูน่ะ)

ระหว่างการถ่ายทำ Wood เองก็เจอแรงกดดันเยอะครับ บางทีพี่แกต้องเดินหนีออกไปนั่งทำใจ แต่สุดท้ายก็ฮึดเข้ามาลุยใหม่ ซ้ำยังโดนนายทุนสารพัดหน้า (เพราะแกไปขอให้นายทุนมาลงหลายเจ้า เจ้าละนิดละหน่อย) มาคอยบงการอีก … ก็เหนื่อยพอเหงื่อเล็ด

แต่มีอยู่ครั้งหึ่งที่พวกผู้อำนวยการสร้างบงการแล้วได้ผลดี คือชื่อเรื่องที่แรกเริ่ม Wood ตั้งไว้ว่า Grave Robbers from Outer Space แต่เนื่องจากคนออกทุนอย่างชาวโบสถ์แบ๊บทิสต์เขาเห็นว่าชื่อมันล่อแหลมเกินไป ฟังเผินๆ มันหมิ่นพระเจ้า เลยขอให้เปลี่ยนเป็น Plan 9 from Outer Space ที่เผอิญในหนังมีการบอกพอดีว่านี่คือแผนที่ 9 ของพวกต่างดาวที่ใช้โจมตีโลก (นั่งคิดในใจ ถ้าเอ็งวางแผนโจมตีโลกแล้วล้มเหลวมา 8 ครั้งติดๆ ก็ไปยึดดาวดวงอื่นได้แล้ว จะมาหน้าด้านหน้าแหกบนโลกอีกทำไม)

แล้วในที่สุดหนังเรื่องก็ปรากฏขึ้นบนโลกจนได้

… คงไม่ต้องพล่ามอะไรมากครับ ได้รับคำชมแบบจมธรณีมาตราบจนทุกวันนี้

Plan9SaucerShadow

ทีนี้มาฟังทรรศนะผมบ้างล่ะนะครับ (แหม ทำเป็นนักวิชาการปานฉะนั้นเชียว) ผมว่าหนังมันก็เรื่อยๆ … กรุณาครับ ได้โปรดเลยอย่าถามว่าหนังมีอะไรให้จับผิดบ้าง เยอะแยะไปหมด เอาแค่พล็อตผมว่ามันก็ต๊องมากแล้วครับ แผนการณ์เหมือนจะใหญ่นะ ปลุกคนตายมาโจมตีโลก แต่ขอโทษ ทั้งเรื่องผมเห็นมีศพฟื้นขึ้นมาสามศพ … พี่จะเอาสามศพยึดโลกทั้งใบ ใช้สมองส่วนไหนคิดเหรอครับ (หรือพวกต่างดาวเหล่านี้ไม่มีสมองเป็นอวัยวะบนร่าง)

แค่นี้ก็คาดเดาได้ตั้งแต่มุ่งยังไม่กางแล้วว่ามันยึดโลกไม่ได้หรอก

พอดูถึงตรงนี้ใจเกิดอยากรู้ขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าแล้ว 8 แผนแรกเอ็งใช้มุขไหนยึดโลกกันหว่า

สงสัยใช้ศพแบคทีเรียมาโจมตีคนล่ะมั้งเนี่ยชาวบ้านถึงไม่รู้สึกอะไรเลย

คือผมว่าถ้าหนังดูให้ขำมันก็ขำน่ะครับ เพราะมันมีอะไรไม่สมเหตุผลเยอะ มีอะไรไร้สาระเพียบไปหมด ความสมจริงไม่ต้องพูดถึง เอารูปยานอวกาศต่างดาวก็พอ ดูก็ระลึกได้ทันทีว่าเคยเห็นแบบนี้ตอนไปทานพิซซ่าที่ร้าน (ก็มันถาดพิซซ่านี่ครับ)แต่ก็เข้าใจล่ะครับว่าหนังทุนต่ำสมัยก่อนมันก็ต้องอีหรอบนี้นี่แหละ

พวกเครื่องใช้ในหนังก็คงไม่ต้องว่าอะไรมาก เพราะมันก็ต้องทำใจครับ แทนสร้างแค่ 6000 จะไปจับมาด่าหมดก็ไม่ถูกหนัง มาว่ากันที่ตัวหนังดีกว่า

… นี่ผมพยายามจะช่วยหนังเต็มที่แล้วนะ โดยการไม่ว่าถึงการถ่ายทำ ย้ายมาพูดถึงเนื่อเรื่อง แต่ก็ถึงกระนั้นมันก็ยังน่าบ่นอยู่ดี เพราะอย่างที่บอก สาระไม่เจอ บางอย่างยังดูตลกอย่างไม่ตั้งใจด้วย

ถ้าดูกันที่ตัวผลงานก็ไม่แปลกใจที่สารพัดนักดูจะพากันยกตำแหน่งหนังแย่ให้เรียบวุธ แต่ถ้าพูดถึงความตั้งใจ ผมว่า Wood มีนะครับ อาจจะเกินร้อยด้วย เพราะแม้บทจะไม่เข้าท่า ฉากจะดูหลอกอย่างแรง ข้าวของในเรื่องดูตลก แต่ผมว่าจังหวะจะโคนก็ไม่เลว การเดินเรื่องการพยายามจะผูกเรื่อง พยายามหาความใหม่ผมว่า Wood เขาก็พยายามไม่เลวครับ แม้แต่การที่เขาเอาหมอฟันของแฟนมาสวมบทเป็น Bela Lugosi อาจจะดูตลก แต่ผมว่ามันเป็นการสานต่อความตั้งใจแต่แรกของเขามากกว่าว่าอยากให้นี่เป็นงานชิ้นสุดท้ายของ Lugosi

อีกอย่างเรื่องรสนิยมมันพูดยาก ผมว่าสำหรับ Wood นี่คืองานหนังที่น่าจะได้เงิน ได้คำชมที่สุดของเขาแล้วล่ะครับ เพียงแต่มุมมองเขากับชาวบ้านมันอาจจะค้านกันโดยสิ้นเชิง เขามองว่าดี แต่ชาวบ้านว่าไม่ เผอิญมันเป็นงานภาพยนตร์น่ะครับ จะว่าเป็นงานสาธารณะก็ได้ ถ้าประชาชนไม่รักก็เตรียมพับเต้นท์กลับบ้านได้เลย

ในกรณี Wood แกพับเก็บกลับบ้านทุกเรื่อง

ผมว่าเรื่องของ Wood นี่ก็สอนอะไรคนทำหนังหรือแม้แต่สาขาอาชีพอื่นที่ว่าด้วยการสร้างสรรค์ผลงานเหมือนกัน ประมาณว่าไม่ปรับตัว ก็รอดยาก ยิ่งถ้าขายไอเดีย ถ้าคิดว่าไอเดียตัวเองแน่สุด ไม่ปรับใหอ่อนโอนผ่อนตามตลาด เห็นทีมีแต่ล้มกับพับ

จับใจคนดูให้ได้ ก็ต้องรู้ว่าคนดูอยากให้เราจับอะไรเขา

… ไม่รู้นะครับ ผมว่า Wood ถ้าเกิดยุคนี้เขาอาจเป็นผู้กำกับอิสระอย่างที่นักดูหนังคลั่งกันนักหนาตอนนี้ก็ได้ ไอ้หนังที่คนดูไม่ค่อยรู้เรื่องล่ะนักดูหนังชอบเทิดทูนกันจริง (ที่เขาเรียกว่าหนัง Cult น่ะแหละ … มาจาก Culture ครับ เฉพาะกลุ่มน่ะ)

เสียแต่แกเกิดผิดยุคไปหน่อย …. อย่างงานชิ้นหนึ่งชื่อ Glen or Glenda ว่าด้วยตัวเอกที่มีจิตคิดอยากแปลงเพศ (ซึ่งก็อิงมาจากชีวิตจริงของ Wood เอง) ถ้าเอามาเล่าตอนนี้ อาจจะมีคนชอบกันก็ได้

เพราะหนังมัน Cult ครับ หนังแนวน่ะแหละ

Plan-9

ส่วนผมก็ไม่ได้ชอบอะไรนัก แต่ยอมรับว่าหนังขาวดำมันมีเสน่ห์ในตัวอยู่แล้ว และงานนี้ของแกผมว่กามีหลายฉากทำได้น่าสนใจ อย่างฉากตอน Vampira โผล่มารอบแรก ผมว่าดูน่าหวาดผวาไม่เลว

ถ้าถามว่าห่วยสุดมั้ย … ผมว่าก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ พอดูได้น่ะ อาจจะเพลินกับรสแปลกๆ ที่หนังมี

เห็นเขาว่ากันว่าหนัง Wood จะมีคนชอบอย่างไม่รู้สาเหตุอยู่กลุ่มหนึ่ง … ผมไม่ถึงขั้นชอบ แต่ก็รู้สึกว่าดูแล้วไม่เสียดายเวลา ตอนนี้ยังคิดว่าอยากดูอีกเลยครับ ประมาณว่าเพลินแบบแปลก ดี

ไม่ได้แนะนำให้ดูหรือไม่ให้ดูนะครับ เป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า ว่าดูแล้วรู้สึกอย่างไร แค่อยากบันทึกไว้ว่าผมดูแล้วครับ หนังที่เขาว่าห่วยที่สุด แต่ก็ไม่ไร้สึกแย่ปานนั้น

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5/10)

Advertisements