รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Bride of the Monster (1955)

bride_of_monster_poster_02

คราวก่อนติดใจหน่อยๆ ครับกับรสมือประหลาดๆ ของผู้กำกับ Edward D. Wood Jr. เจ้าของตำแหน่งผู้กำกับที่ทำหนังได้แย่ที่สุดในโลก ซึ่งผมว่าหนังเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ มีที่แย่กว่ามากมาย แต่อาจเพราะเขาทำหนังส่วนมากจะเป็นฟอร์มใหญ่ไงครับ เลยเป็นที่จับตา แล้วพอทำออกมาก็จับไข้กันไปตามๆ กัน

เรื่องราวเริ่มเมื่อสองตำรวจเดินตรวจตราเข้าไปถึงบริเวณบ้านของ ดร.เอริค วอร์นอฟ (Bela Lugosi) นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่งที่หมายมั่นจะสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด และจะเอามนุษย์เหล่านันมาสร้างเป็นกองทัพเพื่อยึดครองโลก โดยมีผู้ช่วยนามว่า โลโบ (Tor Johnson) เจ้ายักษ์โหดอำมหิต และมีปลาหมึกยักษ์ไว้คอยดักจับผู้บุกรุกที่ไม่พึงประสงค์ (และสองตำรวจนั่นก็ไม่รอดครับ)

ต่อมาทางการเลยต้องเข้าสืบสวน นำโดยดิ๊ก เคร็ก (Tony McCoy) และสารวัตรทอม ร็อบบินส์ (Harvey B. Dunn) อีกทางยังมีนักข่าวสาวสวยเจเน็ท ลอว์ตัน (Loretta King) คอยตามข่าวอยู่ตลอด จนเจเน็ทถูกจับตัวไป ทีนี้ดิ๊กเลยต้องตามไปช่วย แล้วเขาจะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชของดร. อีริคได้หรือไม่ ตื่นเต้นจริงเล้ย

คือ … พล็อตมันก็ง่ายดีล่ะครับ เดินเรื่องไปเรื่อยๆ ทิศทางน่ะมี แต่มันเดินเรื่องแบบเดินไปเดินมา ไม่ได้เร้าใจหรือชวนตื่นเต้นนัก บทพูดเยอะครับ แต่ฉากตื่นเต้นน้อย

ผมค่อนข้างแน่ใจว่า Wood ทำหนังเรื่องนี้เพื่อ Bela Lugosi จริงๆ น่ะแหละครับ เพราะขายแกมาก ในเรื่อง Lugosi ก็แสดงได้ดีนะครับ ผมชอบฉากที่ลุงเขาพูดออกอารมณ์ตอนศาสตราจารย์วลาดิเมียร์ สโตรว์สกี้ (George Becwar) มาหาแล้วก็กะจะชวนให้ดร.อีริคกลับใจ กลับไปด้วยกัน ฉากนั้น Lugosi พยายามแสดงอย่างเต็มที่จริงๆ ครับ น้ำเสียง ท่าทาง ไปได้ดีมากๆ แต่ทำไงได้ล่ะครับ หนังมันหามีอะไรไม่นี่หน่า

ดูนี่ต้องไม่คิดมากครับ คิดมากแย่เลย (แต่คิดอีกที ไม่ต้องดูก็ได้ครับ) สำหรับผมที่ดูนี่ก็เพราะเป็นความอยากส่วนตัว เนื่องจากผมชอบ Tim Burton มากนะครับ แล้วก็มีโอกาสได้ดู Ed Wood หนังเลิศอย่างแรงอีกเรื่องของ Burton ที่ทำโดยเอาประวัติชีวิตของ Wood มาบอกเล่าตั้งแต่เริ่มทำหนัง Glen or Glenda เรื่อยมาจนจบที่งานทะเยอทะยานที่สุดของเขา Plan 9 From Outer Space ก็พบว่าแนวทางของผู้กำกับคนนี้น่าสนใจ และอยากรู้อย่างแรงว่าอะไรทำให้ Burton ชอบผลงานของ Wood

จริงๆ ไม่ใช่แค่ Burton นะครับ ผู้กำกับดังๆ ของฮอลลีวู้ดหลายรายก็ชอบงานของ Wood พอกัน แม้แต่ Sam Raimi เจ้าของงาน Spider-Man 3 ภาคก็เคยออกตัวว่าชอบ Wood มาแล้ว

ผมเองถ้าถามว่าชอบหนังของ Wood หรือไม่ ผมก็ออกจะไปทางแนวโอเคนะครับ แม้การเดินเรื่อง โปรดักชั่นจะไม่ได้น่าชื่นชม แม้แต่พล็อตเองก็มีช่องโหว่แปลกๆ เยอะไปหมด แต่ที่ผมติดใจคือ ดารา ที่ผมชอบนี่มีสองประเภท ประเภทแรกคือแสดงแบบสุดใจ อย่าง Lugosi นี่ใช้ได้อย่างแรง เขาตั้งใจเล่นนะครับ ถ้าท่านทราบที่มาที่ไป ทราบว่าชีวิตของ Bela ตอนนั้นรันทดแค่ไหน ท่านจะเห็นใจเขามากขึ้น แล้วเขายังติดยาอีกด้วย แต่แสดงออกมาได้แบบนี้ก็ถือเป็นการพยายามเฮือกสุดท้ายจริงๆ ล่ะครับ

อีกประเภทดาราในหนัง Wood ที่ผมชอบคือ แกเล่นได้นิ่งมาก เหมือนหุ่นกระบอกเดินได้อ้ะครับ อันนี้ออกจะเป็นขั้วตรงข้ามมากหน่อยนะ แต่มันจริงๆ ครับ พูดบทแบบอ่านบทชัดๆ อ้ะ แล้วยังมีตัวละครขาประจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจเคลตัน ที่รับบทโดย Paul Marco ที่มาโผล่ในหนังของ Wood แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะ 3 เรื่องสุดท้ายอันได้แก่เรื่องนี้, Plan 9 และ Night of the Ghouls พี่ท่านก็พยายามเล่นเต็มที่นะ แต่ดูแล้วมันก็แสดงอยู่ดีอ้ะ อดขำไม่ได้ครับ

และดาราประเภทเล่นแข็งนี่ออกจะมากหน่อย ที่เล่นดีมีน้อยหน่อยเหมือนกัน

884518a199e9d986f13f1c496c7721c6

แล้วประการต่อมาที่น่าสนใจคือมุมกล้องพี่แกพื้นๆ ดีมาก ง่ายจนไม่รู้จะว่าอย่างไร แต่มันกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของ Wood ไปด้วยเลยครับ มุมกล้องไม่ค่อยเคลื่อน เป็นมุมกล้องที่ง่ายจริงๆ แต่นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้หนังอืดลงไป

ดนตรีก็โอเคครับ ใช้ได้นะ แต่ผมออกจะชอบฉากในป่า ไม่รู้ทำไมนะครับ หนังของ Wood ซึ่งเป็นขาวดำเวลาถ่ายฉากในป่า ต่อให้ธรรมดาอย่างไรมันก็ยังน่าดูอยู่ อย่างมีฉากหนึ่งที่กล้องไล่ไปตามชายป่าริมน้ำ ผมว่าสวยดีนะ ซึ่งอันนี้มันเป็นความชอบส่วนตัวครับ ไม่รู้ทำไม ผมหลงเสน่ห์ภาพป่าและภาพใต้น้ำของหนังเก่าจริงๆ

ถ้าท่านจะดูให้ออกรสต้องรู้เบื้องหลังคู่ไปด้วยครับ นอกจากเรื่องของ Lugosi แล้ว ยังมีประเด็นนางเอก ที่ในเรื่องรับบทโดย Loretta King จริงๆ แล้วดั้งเดิมบทนี้เป็นของ Dolores Fuller แฟนในตอนนั้นของ Wood แต่ทีนี้มันเป็นไปเพราะนายทุนครับ สั่งมา อีกทั้ง King ยังสัญญาว่าจะให้เงินสนับสนุนหนังเรื่องนี้อีก Wood เลยมอบบทให้เธอไป ซึ่ง Fuller ก็โมโหอย่างแรงล่ะครับ โดนแย่งบท แต่ Wood ก็ยังอุตส่าห์ใส่บทให้เธออีกนะ เธอมาเล่นเป็นมาร์กี้ คนที่เดินสวนกับเจเน็ทที่หน้าออฟฟิศแล้วก็มีการต่อปากต่อคำกันไงครับ ฉากที่ว่านี้ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า Fuller เธอแสดงแบบจงใจแข็งจริงๆ แค่แสดงแบบผ่านๆ หน้าตาท่าทางนี่ดูไม่พอใจ King จริงๆ เหมือนกันด้วย (ก็แหงล่ะ โดนแย่งบทไปนี่) ผมล่ะนั่งก๊ากเลยครับฉากนี้ งงเหมือนกันว่าพี่ Wood แกนึกยังไงวะเอาสองคนนี้มาร่วมฉาก แล้ว Fuller ทั้งเรื่องโผล่ฉากเดียวด้วยนะครับ ไหงมันต้องเอามาเจอกันด้วยก็ไม่รู้

แล้วก็ฉากปลาหมึกยักษ์นี่ก็มีตำนานเหมือนกันครับ ตอนท้ายมันจะมีฉากที่ ดร.อีริคแกโดนปลาหมึกรัดร่าง ก็ต้องมีการเซ็ทฉากปลาหมึกที่สร้างขึ้นมา แล้วก็ต้องใช้มอเตอร์ขยับหนวด มีข่าวว่าด้วยความที่กองถ่ายงบหมด เลยต้องแอบย่องเข้าไปที่ Republic Studios ขโมยเอาปลาหมึกยนต์ปลอมมาเพื่อเข้าฉาก (ใครดู Ed Wood แล้วจะทราบ)

ทีนี้พอขโมยเสร็จ ทุกอย่างพร้อม Lugosi ก็เตรียมเข้าฉากโดนปลาหมึกรัดแม่น้ำ แต่ก่อนสั่งเดินกล้องไม่นานพวก Wood เพิ่งรู้ตัวครับว่าพวกเขาน่ะขโมยมาแต่ปลาหมึก แต่ไอ้มอเตอร์ที่เอาไว้ทำให้หนวดขยับดันลืมเอามา! เอากับพวกพี่แกสิครับ เหมือนขโมยรถที่ไม่มีมอเตอร์แล้วมันจะเคลื่อนได้ยังงาย

แต่ Wood ก็ช่างคิดครับ ขอให้ Lugosi ช่วยทำท่าขยับหนวดเองเลย ให้เหมือนโดนมันรัด (เอาเข้าไป) Lugosi ก็ทำครับ ฉากที่ว่าเราเลยเห็นมือของ Lugosi จับที่หนวดตลอด แล้วก็เหวี่ยงหนวดไปมา ร้องเสียงให้ดัง ทำเหมือนโดนมันจะลากลงไป ทั้งๆ ที่ปลาหมึกเองไม่ได้ขยับเองเลยแม้แต่น้อย … ผมล่ะนับถือสปิริตของ Lugosi จริงๆ

ผมเลยออกจะพูดยากเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ เป็นประเภทที่ผมไม่แนะนำว่าต้องดูน่ะครับ จริงๆ ที่เหมาะจะดูมีเพียงคนที่ชอบหนังของ Wood จริงๆ หรือดู Ed Wood ของ Tim Burton แล้วติดใจอยากลองสัมผัสงานของจริงของ Wood ก็แนะนำว่าน่าจะชอบ ขณะเดียวกับผมว่าคอหนังหรือนักทำหนัง ดูหนังของเขาแล้วน่าจะได้แนวคิดอะไรบางอย่างไปด้วย เพราะว่าตามจริงหนังของ Wood แม้พล็อตจะไม่ได้แข็งปั๋ง แต่ก็มีความล้ำยุคบางอย่างแฝงอยู่ มีความพยายามจะใส่เรื่องสดๆ ใหม่ๆ ลงไปเสมอ อย่างใน Plan 9 นี่เป็นตัวอย่างครับ

แนวคิดของ Wood เป็นประมาณว่าเขามีแนวเรื่องใหม่ๆ พล็อตที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำ เขาจึงค่อนข้างแน่ใจว่าหนังน่าจะขายได้ เพราะความใหม่ที่มี แต่ผลงานของเขาก็พิสูจน์แล้วว่าความใหม่อย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ถ้าท่านอยากมีชื่อเสียงในวงการหนัง หรือแม้แต่วงการใดๆ มันต้องมีการปรับประยุกต์อีกทีครับ เพื่อความสมบูรณ์ที่สุด

แม้หนังจะไม่ดีเด่อะไร แต่ผมว่าอย่างน้อยเจตนาของ Wood ก็ดีล่ะครับ เขาทำเพื่อกะจะต่ออายุทางการแสดงให้ Lugosi ด้วยในทางหนึ่ง เพราะ Wood นับถือชื่นชอบคลั่งไคล้ Lugosi มานานมากตั้งแต่สมัยแกเล่น Dracula ก็เป็นความตั้งใจที่ดีน่ะครับ

การจะดูหนังเรื่องนี้ท่านจะจริงจังกับชีวิตไม่ได้เป็นอันขาดครับ เครียดตายเลย ท่านต้องเคลียร์ความคิดในสมองให้หมดแล้วดูแบบเบาๆ ท่านจะได้เบาๆ พอเห็นว่าหนังไม่เลวร้ายเท่าไหร่ หรือถ้าอยากดูโหมดขำก็ได้ครับ อย่างผมนี่ก็ขำหลายอันมาก ยิ่งรู้เบื้องหลังอย่างที่ผมบอกไปมันจะอดขำไม่ได้ อันนี้เป็นความแปลกของผมครับ บางคนรู้เบื้องหลัง รู้เบื้องลึกแล้วหมดสนุก บางคนรู้แล้วเฉยๆ แต่ผมเป็นคนประเภทรู้แล้วสนุกสนานครับ

อย่างในเรื่องถ้าอยากจะขำก็มีอย่างการพยายามยัดเยียดท่าสมัยที่ Lugosi ยังดัง พวกทำมือร่ายมนต์แบบสมัยแกเล่น Dracula แล้วก็ White Zombie น่ะครับ ยังพยายามอีกเน้อะ ทั้งๆ ที่มันหนังวิทยาศาสตร์นะพี่ มีการร่ายมนต์มาได้ยังไงอ้ะ แล้วฉากสุดท้ายก็มีระเบิดปรมาณูมาลงเฉยเลย คือมันก็มีที่มาล่ะครับ เนื่องจากนายทุน Donald E. McCoy เขาเป็นคนต่อต้านนิวเคลียร์ เลยสั่ง Wood เลยว่าต้องมีฉากแสดงผลร้ายของนิวเคลียร์ลงไปด้วย ไม่งั้นก็ไม่ต้องเอาเงินทุกไปทำ ก็เลยมีฉากระเบิดที่ออกจะแหม่งๆ ทางอารมณ์โผล่มาในตอนท้ายนั่นแหละ

แล้วแต่ท่านล่ะนะครับ ผมคาบเรื่องราวเอามาเล่าแล้ว ถ้าสนใจก็หาดูกัน ไม่สนใจก็ถอยดีกว่า แต่ผมว่าคนที่ชอบ Ed Wood และอยากรู้ว่าหนังของ Wood จริงๆ เป็นอย่างไรนี่ไม่เสียหายนะครับ เราไม่ได้ดูเอาเป็นเรื่องราว เราดูเพื่อสัมผัสกับสไตล์ของ Wood มากกว่า ถ้าท่านหวังอะไรแบบนั้นแนะนำให้ดูครับ

แต่ถ้าว่ากันในฐานะหนัง หนังมันก็ … ไม่มีอะไรเท่าไหร่ เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ไม่ถึงกับห่วนนะครับ ผมว่างานเรื่องนี้ของ Wood นับว่าพอดูได้ที่สุดแล้ว ซึ่งก็ออกจะตรงกับที่เขาว่ากัน เพราะเขาว่ากันว่า Bride of the Monster เป็นหนังของ Wood เรื่องเดียวที่ทำเงินทำทอง

อย่างน้อยก็ดีกว่าพวก ไกรทอง, ดึก ดำ ดึ๋ยแล้วก็พระอภัยมณี, มหาอุตม์ แล้วก็สุดสาคารล่ะน่า …

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5/10)

Advertisements