รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Gingerbread Man (1998) เธอกลืนเขาทั้งเป็น

gingerbread_man_ver1

เหตุผลที่ลุง Robert Altman ยอดผู้กำกับระดับตำนานผู้ล่วงลับ ตัดสินใจจับหนังเรื่องนี้มาทำก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ครับ เพราะเขานั้นอยากลองลิ้มทำหนังแนวทริลเลอร์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยบ้าง ก็เลยตัดสินใจรับงานนี้ดูจะได้รู้ว่าตัวเองทำหนังทริลเลอร์ได้เข้าท่ามากน้อยแค่ไหน

หนังสร้างจากบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย John Grisham ซึ่งตอนแรกเขาได้ร่างมันคร่าวๆ ว่าจะทำเป็นนิยายครับ แต่ก็ไม่ได้ใช้ ในที่สุดก็เลยขยับเอามาทำเป็นบทหนังซะเลย แล้วบทหนังก็ได้ผ่านสายตานักแสดงคุณภาพอย่าง Kenneth Branagh ซึ่งเขาก็ชอบอย่างยิ่งเช่นกันครับ เลยสอดส่ายสายตามองหาคนกำกับ ก็ไปพบเจอกับ Altman ที่กำลังอยากลองของ ทำหนังทริลเลอร์เพื่อวัดฝีมือตัวเองพอดี ทุกอย่างเลยลงล็อกครับ ได้ออกมาเป็นหนังเรื่องนี้นี่แหละ

แต่… สำหรับคนดูอย่างผมแล้วก็บอกได้คร่าวๆ ครับ ว่าหนังไม่ใคร่จะดีดังคาดนัก

เรื่องของริค แม็คกรูเดอร์ (Branagh) ทนายผู้มีฝีไม้ลายมือแพรวพราว และชื่อเสียงโด่งดัง แต่แล้วชีวิตเขาก็ต้องมาพลิกผันชั่วข้ามคืน เมื่อเขาได้พบกับ มัลเลอร์รี่ ดอสส์ (Embeth Davidtz) สาวเสิร์ฟผู้น่าสงสาร ด้วยความเห็นใจเธอทำให้เขาและเธอมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันตั้งแต่แรกพบ หลังจากนั้นเธอก็ได้ขอให้เขาช่วยเหลือ โดยการดำเนินคดีกับ ดิ๊กสัน ดอสส์ (Robert Duvall) พ่อของเธอ ในข้อหาสะกดรอยตามคุกคามชีวิตเธอ

ริคเชื่อว่าเธอพูดจริงครับ เลยจัดแจงดำเนินคดีจนเรียบร้อย ใช่ครับ ชีวิตในศาลของริคเต็มไปด้วยความสำเร็จอย่างยิ่ง… แต่เขาหารู้ไม่ว่านับแต่วินาทีนั้น ชีวิตนอกศาลของเขากำลังจะพบกับอันตรายถึงแก่ชีวิต!

ตามสไตล์ของผู้กำกับ Altman ครับ พี่ท่านทำหนังทีไรต้องมีดาราดังๆ ฝีมือดีๆ มาแสดงกันเยอะ ซึ่งเรื่องนี้นอกจากสองตัวเอกแล้วก็ยังมี Robert Downey Jr. พ่อหนุ่มไอรอนแมนของเรากับบท ไคลน์ โพล ผู้ช่วยส่วนตัวของริค, Daryl Hannah ในบท หลุยส์ ฮาร์แลน เลขาของริค, Tom Berenger เป็น พีท แรนเดิล อดีตสามีของมัลเลอร์รี่ และ Famke Janssen เป็น ลีแอนน์ อดีตภรรยาของริค แต่ละคนก็แสดงได้ดีล่ะครับ หายห่วงเลยเรื่องฝีมือ แต่ที่น่าห่วงมากกว่าคือเรื่องบทและความน่าติดตามต่างหาก

จริงๆ แล้วตัวหนังมันออกแนวทริลเลอร์ครับ ประมาณว่าสืบสวนตามปมไปเรื่อยๆ เพื่อแก้ปริศนา แต่ปัญหาคือหนังดันออกมานิ่งๆ เรื่อยๆ ไม่ได้เร้าใจ หรือดึงดูดให้เกิดความตื่นเต้น ไม่ได้ทิ้งปมดีๆ ให้รู้สึกว่าน่าติดตามสักเท่าไรเลย แม้จะได้พลังดารามาช่วยตลอดก็เถอะ แต่ตัวหนังดันเป็นทริลเลอร์ตามแบบฉบับ “ดราม่า” ของ Altman ครับ นั่นคือ ให้เนื้อเรื่องดำเนินไป แล้วปล่อยให้ดาราฉายพลังกันตามสบาย แต่กับหนังสืบสวนแบบนี้มันจะปล่อยอารมณ์เนื้อหาไปตามจังหวะชีวิตแบบหนังดราม่าน่ะไม่ได้ครับ เพราะมันจะเหลือความตื่นเต้นที่ตรงไหนได้ล่ะนี่

ทำให้หนังอาจจะดูน่าเบื่อไปสักหน่อย จะมาดูโอเคก็ตอนท้ายๆ ที่เรื่องเริ่มขมวดปมเข้า ริคก็ต้องหาทางแก้ปริศนา พร้อมทั้งต้องใช้ทักษะความสามารถทั้งหมดที่มี ไหวพริบปฏิภาณทั้งหมดที่มีมาใช้ในการสังเกตทุกหลักฐาน ไหนจะต้องสังเกตคนรอบข้างด้วยว่าจะมีใครมาหักหลังเขาอีกหรือไม่ ถ้าวัดกันเฉพาะช่วงท้ายนี่ลุ้นสนุกดีครับ แต่น่าเสียดายที่ชั่วโมงกว่าก่อนหน้านั้นออกมาเอื่อยเกินไป จนไฟคนดูมอดไปก่อนที่หนังจะถึงไคลแม็กซ์

ครับ ด้านทริลเลอร์นั้นจัดว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเป็นด้านดราม่าหรือเบื้องลึกตัวละคร อันนี้วางในใจตัว Altman ได้ครับ แกทำหนังดราม่ามาตั้งเท่าไร เฉลี่ยความเด่นได้สบายๆ อยู่แล้ว ที่ผมชอบอย่างหนึ่งก็คือการแสดงบุคลิกของตัวเอกอย่างริคน่ะครับ หนังถ่ายทอดได้ครบถ้วน ดูแล้วเรารู้ปูมหลังหมอนี่ได้ผ่านทางการกระทำ ไม่ว่าจะความหยิ่ง การมีปัญหากับอดีตภรรยา หรือความเป็นเสือผู้หญิง อันนี้หนังถ่ายทอดได้เห็นภาพครับ แต่ดันมาพร่องทริลเลอร์นี่แหละ เฮ่อ

ได้ข่าวว่าก่อนหนังจะออกฉายนั้น ทาง PolyGram ผู้สร้างไม่ค่อยพอใจหนังที่ Altman ตัดออกมาเลย จึงจัดแจงตัดใหม่แล้วนำออกฉายทดลอง ปรากฏว่าโดนวิจารณ์ว่าแย่หนักกว่าฉบับ Altman อีก ในที่สุดฉบับที่ Altman ตัดออกมาก็ได้คลอดมาให้เราได้ดูกันครับ

สรุปนะครับว่า หนังไม่ใช่แนวสืบสวนทริลเลอร์ที่น่าติดตามนักหรอกครับ ออกจะเรื่อยๆ เกินไป ไม่ดูก็ไม่เสียดายครับ ไมใช่งานที่น่าพอใจของ Altman ด้วย แต่ถ้าอยากลองลิ้มหนังทริลเลอร์ผสมดราม่าสไตล์ Altman ล่ะก็ ผมก็ไม่ขัดศรัทธาครับ แต่เผื่อใจล่วงหน้าไว้ก็ดีนะครับ

ยังไงก็คิดซะว่าพี่ท่านเพียงลองของน่ะครับ ถ้าอยากดูของจริงสำหรับแนวสืบสวนของเขาล่ะก็ ลอง Gosford Park หน่อยเป็นไงครับ สืบแบบ Altman ไม่เครียดซะทีเดียว

สองดาวครับ

Star21

(6/10)