รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Ex Machina (2015) พิศวาสจักรกลอันตราย

12188250_1105546596142807_4182788977531554313_o

แม้หน้าหนัง Ex Machina จะว่าด้วยเรื่องของหุ่นยนต์ และพล็อตว่าด้วยคนมาเฝ้าสังเกตทดสอบพฤติกรรมของหุ่นยนต์ แต่เอาเข้าจริงแกนหลักของหนัง คือการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของมนุษย์

คาเล็บ (Domhnall Gleeson) คือโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ได้รับเลือกให้มาห้องทดลองลับของเนธาน (Oscar Isaac) และหน้าที่ของเขาก็คือทดสอบและสังเกตการณ์หุ่นปัญญาประดิษฐ์ที่มีรูปลักษณ์เป็นเพศหญิงนามว่า เอวา (Alicia Vikander)

ตอนแรกคาเล็บก็รู้สึกพิศวงกับประดิษฐกรรมชิ้นนี้ ยิ่งพอได้ใช้เวลากับเอวามากเท่าไร เขาก็เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างต่อเธอ และขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสงสัยในหลายๆ พฤติกรรมของเนธาน

ส่วนเรื่องราวที่เหลือจะลงเอยอย่างไร คำตอบก็อยู่ในหนังครับ

อย่างแรกที่เข้าตาผมคือ ภาพสวยครับ ฉากห้องทดลองที่คาเล็บไปอยู่กินนั้นทำออกมาได้น่าสนใจมาก ดูเรียบง่ายแต่ขลัง ดูไร้ชีวิตแต่มีลมหายใจ ประมาณว่าแม้ห้องทดลองจะมีแต่สิ่งของที่ไร้ชีวิต แต่การจัดวางและโทนสีมันทำให้รู้สึกประหนึ่งว่าที่แห่งนั้นมันมีชีวิตของมันเอง

ยิ่งฉากที่เราได้เห็นห้องทดลองตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าและลำธารใกล้ๆ แล้ว มันได้อารมณ์ตัดกันระหว่างเทคโนโลยีกับธรรมชาติแบบกำลังดีเลยครับ

อย่างต่อมาคือดาราที่เล่นได้เวิร์กหมดครับ Gleeson ดูเหมาะกับบทหนุ่มใสซื่อ แววตาท่าทางพี่แกดูอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กๆ จนเรารู้สึกได้เลยว่าเขาจะถูกนำทางด้วยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเรื่องเหตุผล ในขณะที่ Isaac ก็ดูนิ่งๆ เกรียนๆ ชวนให้เรารู้สึกไม่ว่าใจว่าตกลงพี่แกมีอะไรในใจกันแน่

Vikander ก็ไปได้ดีกับบทหุ่นเอวาครับ ท่าทางนิ่งๆ ดูไร้จิตใจ แต่ก็แฝงไว้ซึ่งสัญญาณของความรู้สึก (ไม่ว่าจะเพราะเธอแสดงหรือเพราะเรารู้สึกไปเองก็ตาม) และอีกคนที่ลืมไม่ได้คือ Sonoya Mizuno ที่เชื่อว่าหนุ่มๆ คงจำเธอได้แม่นล่ะครับ ถ้าว่าในแง่การแสดงแล้วอาจยังไม่เด่น แต่ด้วยคาแรคเตอร์ของเธอทำให้เธอดูเด่นขึ้นมาได้เยอะจริงๆ

หนังเขียนบทและกำกับโดย Alex Garland ซึ่งเรื่องนี้เป็นงานกำกับครั้งแรกของเขาเลยครับ ก่อนหน้านี้เขาเป็นมือเขียนบทให้กับหนัง The Beach, 28 Days Later…, Never Let Me Go และ Dredd ซึ่งก็ถือเป็นมือเขียนบทที่เก่งคนหนึ่ง และกับเรื่องนี้เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ตัวหนังน่าสนใจ เป็นแนวไซไฟดราม่าที่ผสมความลึกลับเข้ามาไ้ด้อย่างพอเหมาะ

แต่แน่นอนครับว่าถ้าใครคาดหวังความสยองแบบแหวะๆ หรือแอ็กชันตื่นเต้มตูมตามล่ะก็ หนังเรื่องนี้ไม่ตอบโจทย์เหล่านั้นเลยครับ เพราะโทนหนังมากับความนิ่ง ความเนิ่บ แต่แฝงไว้ด้วยพลังชวนให้ติดตาม

จุดโปรดของผมในหนังเรื่องนี้ก็อย่างที่ผมเกริ่นไปตอนต้นน่ะครับ แม้หนังจะว่าด้วย “หุ่นยนต์” แต่สิ่งที่หนังนำเสนอและชี้ชวนให้เราพิจารณากลับเป็น “มนุษย์” มากกว่า

จะว่าไปแล้วเรื่องทั้งหมดมันก็เกิดเพราะคนนี่แหละครับ ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลาย มันเกิดเพราะความรู้สึกนึกคิด การตัดสินใจ และการใช้อารมณ์นำทาง (โดยบางครั้งการตัดสินใจที่ว่ามันถูกฉาบหน้าด้วยเหตุผล แต่ลึกๆ แล้ว แท้จริงมันก็ถูกผลักดันโดยอารมณ์นั่นเอง)

ดังนั้นแม้หนังจะว่าด้วยห้องทดลองให้คนสังเกตและเรียนรู้หุ่นยนต์ แต่สำหรับคนดูแล้ว หนังเรื่องนี้คือห้องทดลองให้เราสังเกตพฤติกรรมของคนอีกที ^_^

ประมาณว่าปล่อยคน 2 คน (เพศเดียวกัน) ให้อยู่กับหุ่นยนต์ (ที่มาในรูปลักษณ์เพศตรงข้าม) แล้วมันจะเป็นยังไง

น่าคิดนะครับว่าถ้าบทกำหนดให้เนธานเป็นตัวละครผู้หญิงแทน หรือให้เอวาเป็นหุ่นผู้ชายแทน การตัดสินใจของคาเล็บจะยังเป็นเหมือนในหนังหรือเปล่า หรือมันจะมีอะไรเปลี่ยนไปจากนี้บ้าง

การดูหนังเรื่องนี้มันเลยสนุกสำหรับผมครับ หนังเอาอารมณ์ความรู้สึกซึ่งถือว่าเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของมนุษย์มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ในมุมหนึ่งมันก็ซับซ้อนนะครับ แต่หากลองมองดีๆ จะพบว่าแม้จะซับซ้อนแต่ก็ไม่ได้ยากเกินเข้าใจ (เพียงแต่เราอาจไม่มีเวลาที่จะเข้าใจมันทั้งหมดเท่านั้นเอง)

อารมณ์คือสิ่งที่มีติดตัวเราทุกคนครับ ส่วนว่าเราจะเป็นนายหรือเป็นเหยื่อมัน ก็แล้วแต่กรณี แล้วแต่ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไร แล้วแต่ว่าประสบการณ์สอนเราให้แกร่งหรือสอนให้เรายอมไปกับมัน

เราอาจเป็นนายบ้างเป็นเหยื่อบ้าง คงไม่มีใครที่จะเป็นนายอารมณ์ได้ตลอดไป… แต่อย่างน้อยก็ลองฝึกที่จะเป็นนายให้มากกว่าเป็นเหยื่อแล้วกัน

สามดาวครับ

Star31

(8/10)