รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Halloween: H20 (1998) ฮาโลวีน H20

Halloween7

เฮ่อ ในที่สุดครับ พี่ไมเคิลก็กลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้ลอรี่ สโตรดก็กลับมาด้วย ซึ่งโปรเจคท์นี้เริ่มตรงที่ Jamie Lee Curtis เจ้าของบทลอรี่ดั้งเดิมได้เกริ่นเอาไว้ว่าเธออยากจะทำหนัง Halloween เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ร่วมกับ John Carpenter ผู้กำกับหนังภาคแรก แต่พอมีการเจรจากันแล้ว ลุง John กลับขอบายไม่มาทำให้

แต่ถึงกระนั้นแนวคิดจะทำ Halloween ฉบับฉลอง 20 ปีก็ยังคงมีอยู่ครับ แล้วหนังก็ออกมาสำเร็จเป็นเรื่องนี้ Halloween: H20 หรือ 20 Years Later นั่นเอง

เรื่องราวในครั้งนี้เป็นการจับเอาเรื่องราวตรงตอนจบจากภาค 2 นะครับ หลังจากลอรี่ (Curtis) หนีพ้นเงื้อมมือของไมเคิลมาได้ เธอก็สร้างข่าวขึ้นว่าตัวเองประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตไป (อย่างที่เราเห็นข่าวในภาค 4) แล้วก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น แครี่ เทต แล้วก็มาทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่แคลิฟอร์เนียเหนือ ซึ่งแม้จะผ่านมา 20 ปีแล้วจากเหตุการณ์นั้น แต่เธอก็ยังคงโดนฝันร้ายตามมาหลอกหลอนอยู่ทุกวี่วัน

ลูกชายของเธอ จอห์น (Josh Hartnett) พยายามบอกกับแม่ว่าเรื่องมันผ่านมานานแล้ว และก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาตามล่าแครี่เลยตลอด 20 ปีมานี้ เรื่องมันน่าจะจบลงแล้วล่ะ และแครี่ก็เริ่มคิดเช่นนั้น

แต่ก็นั่นแหละครับ พอแครี่เริ่มสบายใจ ก็ได้เวลาพอดีที่ไมเคิล ไมเยอร์ส เดินทางมาเยี่ยมเยียนเธอถึงที่ … และเกมฮัลโลวีนเลือดระหว่างลอรี่ สโตรดและไมเคิล ไมเยอร์ส ก็เริ่มต้นอีกครั้ง

เหตุผลประการหนึ่งของการที่ผมนั่งดูภาคต่อของหนังสยองพวกนี้ก็ด้วยความหวังที่ว่ามันน่าจะมีที่ดีซักภาคล่ะน่า และภาคนี้ก็ทำให้ผมสมใจซะที (ดีใจจังเลย ฮือฮือฮือ ดูมาจะครึ่งโหลพึ่งเจอนี่แหละ)

หลังจากภาคก่อนๆ มันลิ้งค์เรื่องจนไปไหนก็ไม่รู้ (ไปๆ มาๆ มันจะมีลัทธิบูชาซาตานเข้ามาเกี่ยวซะอีกแน่ะ) ภาคนี้เนื้อเรื่องก็กลับมาจับที่จุดเดียว นั่นคือลอรี่ครับ ไม่มีการเอ่ยถึงเจมี่หรืออะไรต่างๆ ในภาค 3 – 6 เลย มาเล่นกับเรื่องลอรี่อย่างเดียว ซึ่ง Curtis ก็ดูจะตั้งใจกับบทนี้มากครับ เล่นได้ดีน่ะ ท่าทางของเธอดูหวาดกลัวอยู่ตลอดจริงๆ เก็บกดและเจ้าระเบียบกับลูกสุดๆ จนลูกชายก็แทบจะทนไม่ได้เหมือนกัน (ไปๆ มาๆ ก็เหมือนจะกัด Psycho อยู่กลายๆ นะครับ ประเด็นที่แม่บงการลูกทุกอย่างนั่นน่ะ)

จุดที่ทำให้ภาคนี้เหนือกว่าตอนต่อภาคอื่นๆ ที่ตามมาเป็นพรวนคือ หนังกลับสู่ความสยองแบบ Halloween ดั้งเดิม ไม่ได้เน้นจำนวนศพ ไม่ได้เน้นคราบเลือดหรือฉากแหวะ แต่เน้นที่บรรยากาศมืดทึมน่าหวาดผวา, เล่นกับความรู้สึกของคนดู และเน้นสยองทางความรู้สึก

เรื่องบรรยากาศนั้น ครบเลยครับ หลืบมืดๆ ที่อาจมีอะไรซ่อน ความทึมที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้น แล้วผมว่าการที่หนังใช้ฉากหลังเป็นโรงเรียนนี่ก็ช่วยให้หนังน่าสนใจขึ้นนะครับ ไม่รู้สิ ผมว่าสภาพโรงเรียนมันดูลึกลับดี ทั้งๆ ที่มันไม่ได้โทรมอะไรเลยนะครับ ดูใหม่ แต่ก็ทำให้ดูน่ากลัวได้น่ะ มันอยู่ที่การจัดแสง มุมกล้องด้วยที่ช่วยให้โทนมันออกมาแบบนี้

แล้วหนังก็กลับมาเล่นจิตวิทยากับคนดูครับ หลายครั้งมาก ฉากเด่นๆ เลยคือตอนที่มีแม่ลูกคู่หนึ่งแวะพักเข้าห้องน้ำข้างทาง แล้วตรงนั้นก็มีรถอีกคันจอดอยู่ ซึ่งคนดูจำได้ครับว่ามันเป็นรถที่พี่ไมเคิลขับมาแน่ๆ ฉากที่ว่านี่ทำให้คนดูหวาดผวาได้ตลอดครับ ทั้งๆ ที่เราจะไม่ได้เห็นตัวพี่ไมเคิลเลยนะ เนี่ยครับ เล่นกับความคาดหวังและจินตนาการของคนดูล้วนๆ

พวกนักแสดงก็ได้ที่มีฝีมือมาทั้งนั้นครับ Hartnett ที่ตอนนั้นยังไม่ถึงกับดังก็รับบทลูกชายของลอรี่ได้อย่างน่าพอใจ หน้าพี่แกเก็บกดดีครับ ส่วน Michelle Williams รับบทมอลลี่ คาร์ทเวลล์ แฟนสาวของจอห์น เธอก็น่ารักสุดๆ เลยล่ะครับ อิอิอิอิ แม้จะไม่ถึงกับเด่นแต่ก็ตีคู่กับ Hartnett ไปได้

Adam Hann-Byrd กับ Jodi Lyn O’Keefe ก็มาเล่นเป็นคู่รักหนุ่มสาวเพื่อนซี้ของจอห์น ก็มาเป็นสีสันของหนังได้ดีครับ, Adam Arkin รับบทวิล เบรนเนน ครูหนุ่มใหญ่ที่ชอบพอกับลอรี่อยู่, LL Cool J มาเป็นรอนนี่ ยามของโรงเรียนที่วันๆ เอาแต่จะเขียนนิยายอีโรติกอย่างเดียว ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ทำให้หนังดูน่าสนใจดีครับ น่าติดตามน่ะ

อีกคนที่จะลืมไม่ได้ก็คือ Janet Leigh แม่ตัวจริงของ Jamie Lee Curtis และเธอก็คือคนที่รับบทแมเรียนในหนัง Psycho ต้นฉบับ มาในเรื่องเธอโผล่มาเป็นเลขาให้ลอรี่ครับ และมีอยู่ฉากหนึ่งที่เธอมาลาลอรี่ก่อนจะกลับบ้าน เราจะได้เห็นรถของเธอ ซึ่งรถคันที่ว่านี้ก็เป็นคันเดียวกับที่เธอใช้ขับในหนัง Psycho นั่นเอง ฉากที่ว่านี่ก็เป็นมุขวงในอันหนึ่งล่ะครับ แต่ก็เป็นการเล่นมุขที่เข้าท่าและน่าจดจำมากทีเดียว

นักแสดงนับว่าได้ระดับครับ ความน่ากลัวก็ไม่ได้เน้นแหวะ แต่เน้นอารมณ์ นอกจากนั้นบทก็ยังถือว่าแน่นแบบไม่น่าเชื่อเลยครับ แม้เนื้อเรื่องดูจะไม่ค่อยมีอะไร แต่เรื่องราวในหนังมันน่าติดตามตั้งแต่ฉากแรก ที่ไมเคิลเดินทางไปเยี่ยมแมเรียน แชมเบอร์ส (Nancy Stephens) ถึงที่บ้าน ซึ่งถ้าจำได้นะครับ เธอคนนี้ก็คือพยาบาลผู้ช่วยของดร.แซม ลูมิสที่ปรากฎตัวในสองภาคแรก เอาแค่ฉากตอนต้นนี่ก็น่าสนใจแล้วครับ แล้วพอไมเคิลออกจากบ้านนั้น ก็มีฉากตำรวจเข้ามาสืบคดี พร้อมทั้งเกริ่นถึงคดีเก่าแก่ของไมเคิล ก่อนจะตัดเข้าสู่ฉากไตเติ้ลที่มาพร้อมเพลงธีมของหนังชุดนี้ ที่ได้รับการรีมิกซ์ใหม่จนผมบอกได้เลยครับว่าฟังแล้วขลังมากๆ แค่นี้แฟนๆ หนัง Halloween ก็ยิ้มออกแล้วครับ เพราะหนังมันทำได้ถึงทีเดียวในตอนเปิด

พอหลังจากนั้นช่วงกลางหนังก็มีอืดบ้าง แต่พอไมเคิลมาถึงหนังก็น่าติดตามแล้วครับ เพราะมันน่าลุ้นตรงที่ลอรี่กับไมเคิลจะปิดบัญชีกันยังไง ยิ่งไอ้ฉากที่ลอรี่ถือขวานเดินเข้าไปเตรียมต่อสู้กับไมเคิลแบบขั้นเด็ดขาดนั่น ทำออกมาได้ดีจริงๆ ครับ ส่วนบทสรุปของเรื่องในภาคนี้ก็ถือว่าสะใจแฟนๆ มาก ผมก็คนหนึ่งล่ะครับ เห็นว่ามันจบได้ดีแบบที่ควรจะเป็นจริงๆ

แล้วที่ผมบอกว่าบทแน่นก็ตรงที่ มันมีเหตุผลครับว่าทำไมไมเคิลถึงรอตั้ง 20 ปีกว่าจะมาตามล่าลอรี่สโตรดน่ะ (สาเหตุเพราะ ไมเคิลรอเวลาครับ รอให้ลูกชายของลอรี่อายุครบ 17 ปี … ทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะแรกเริ่มเดิมที ไมเคิลก็อยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตจนลอรี่อายุครบ 17 ปี แล้วจึงค่อยออกไปไล่ล่าเธอเช่นกัน)

ครับ สรุปได้ว่าผมชอบภาคนี้นะ ชอบรองจากภาคแรกเลยล่ะครับ โทนมันให้ นักแสดงดี มุขก็ดี การสรุปเรื่องราวก็สะใจ แม้จะไม่มีระเบิดหรือเลือดมากมายอะไรนักก็ตาม อีกอย่าง หนังช่วยคืนบุคลิกน่าเกรงขามแบบดั้งเดิมให้พี่ไมเคิล ไมเยอร์ส นั่นคือ ความนิ่งครับ เขาฆ่าคนอย่างมีเป้าหมายได้ฆ่าดะแบบมั่วๆ และการจะฆ่าใครเขาก็มีการวางแผนไว้ในใจด้วย ทำไมเขาต้องวางแผนน่ะเหรอครับ … ก็เพราะเขาคิดว่ากำลังเล่นเกมอยู่ยังไงล่ะ และเมื่อมันเป็นเกม เขาก็ต้องการชนะ ดังนั้นไอ้การที่เขาแว่บไปทางโน้นทีทางนี้ที ไม่ใช่แว่บเพื่อสร้างความน่ากลัวครับ แต่เขาแว่บเพื่อสังเกตการณ์ สังเกตคนและสังเกตพื้นที่ เพื่อที่พอถึงเวลาจะต้องเล่นเกมฮัลโลวีน เขาจะได้เล่นโดยสะดวก มีที่ซ่อน และมีที่สังหาร

นี่แหละ ไมเคิล ไมเยอร์ส ของแท้

ดูได้เลยครับสำหรับคอหนังสยองไล่ฆ่ หนังทำออกมาได้ดีครับ น่าสนุกมาก มีลุ้นดี แฟน Halloween ก็ห้ามพลาดล่ะครับ ภาคนี้เขาทำได้ถึงจริงๆ อันนี้ก็ต้องชมฝีมือของ Steve Miner ผู้กำกับแห่ง Friday The 13th Part 3, House และ Lake Placid ด้วยครับ ขานี้ทำหนังสยองได้โอเคเลยล่ะครับ และเรื่องนี้ถือเป็นงานท็อปฟอร์มอีกเรื่องหนึ่งของเขาเลยล่ะ รวมไปถึงงานดนตรีของ John Ottman ที่ช่วยเสริมความน่าขนลุกให้หนังได้อีกเพียบ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

jamie-lee-curtis-halloween-h20-michael-myers-1116124-1280x0

++ ด้านล่างนี้คือรีวิวเพิ่มเติมที่ผมเขียนไว้ลงใน Movie Time ครับ ++

หลังจาก Jamie Lee Curtis เจ้าของบทลอรี่ สโตรดเปรยขึ้นมาว่าเธออยากแสดงหนังชุดนี้อีกสักครั้งเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี เท่านั้นล่ะครับ Dimension Films เด้งผึงขึ้นมาเลย รีบติดต่อ Curtis ประมาณว่าถ้าอยากเล่นเดี๋ยวจัดให้ พร้อมไปตามตัว Akkad มาช่วยอำนวยการสร้างเพื่อให้ครบทีมงานดั้งเดิม และที่ขาดไม่ได้คือ Carpenter ผู้ให้กำเนิดตัวจริงของหนัง Halloween ซึ่งทุกคนก็ตบปากรับคำยินดีกลับมาอีกครั้ง แต่ปัญหาใหญ่ก็โผล่เมื่อ Carpenter ประกาศว่าขอค่ากำกับ $10 ล้านเหรียญ! แค่นั้นล่ะครับ ทั้ง Dimension และ Akkad เห็นตรงกันว่าเก็บเงิบสิบล้านไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า แล้วขอให้คนอื่นกำกับแล้วกัน Carpenter เลยอำลาทันที

Kevin Williamson ที่ตอนนั้นกำลังดังกระฉ่อนจากซีรี่ส์ Dawson’s Creek และ Scream จัดแจงแต่งเรื่องให้ โดยเขาตั้งใจจะผนวก Halloween ตอนก่อนๆ มาสรุปไว้ในภาคนี้ บทดั้งเดิมมีการกล่าวถึงเจมี่ลูกของลอรี่ที่โดนไมเคิลเชือดไปในภาค 6 เพื่อความต่อเนื่อง ส่วนลอรี่ก็อยู่ในโครงการพิทักษ์พยาน เมื่อรู้เรื่องเจมี่ เธอก็เตรียมพร้อมต้อนรับการมาเยี่ยมของไมเคิลทันที และยังหมายมั่นจะแก้แค้นให้เจมี่ด้วย

บทหนังฉบับนี้อัดแน่นด้วยแอ็กชัน ประมาณว่าช่วงท้ายจะมีการไล่ล่ากันด้วยเฮลิคอปเตอร์กับรถบัส ตามด้วยระเบิดตูมตาม อลังการมากน่ะครับ ทีนี้ผู้สร้างพออ่านบทก็นึกในใจว่า “เฮ้ย นี่มัน Halloween หรือ Mission: Impossible!” เลยบอกกับ Williamson ให้ลดความอลังลงหน่อย แต่เขาก็ไม่ยอมครับ พร้อมทั้งเดินออกจากโปรเจคท์ไป Akkad เลยต้องไปตาม Robert Zappia กับ Matt Greenberg นักเขียนหน้าใหม่มาสานต่อเรื่อง โชคดีที่ทีมงานได้ตัวผู้กำกับพอดี เขาคือ Steve Miner ที่คร่ำหวอดหนังสยองขวัญมาเกือบยี่สิบปี ผลงานก็ได้แก่ Friday the 13th ภาค 2 กับ 3, House (1986) และ Warlock (1989) ด้วยประสบการณ์ของเขาช่วยเกลาเรื่องราวใน Halloween ภาคนี้ให้เข้าที่กว่าเดิม ซึ่งทีมงานเห็นตรงกันว่าควรทำภาคนี้เป็นตอนต่อจาก Halloween II โดยตัดเอาเรื่องราวที่แต่งเติมจนมั่วซั่วในภาค 3 – 6 ออกให้หมด แล้วหันมาเน้นที่ลอรี่คนเดิม ที่เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น แครี่ เทต ประกอบอาชีพเป็นครูใหญ่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียเหนือ เธออยู่กับลูกชายที่ชื่อ จอห์น (Josh Hartnett กับหนังแจ้งเกิดเรื่องแรก) แต่แม้เธอจะเปลี่ยนทุกอย่า งพยายามลืมทุกสิ่งแค่ไหน ฝันร้ายก็ยังตามหลอกหลอนเมื่อวันฮาโลวีนมาถึง ไมเคิลยังออกตามล่าเพื่อเล่มเกมฮาโลวีนเลือดกับเธอ และครั้งนี้ยังมีเป้าหมายไปที่ลูกชายเธอด้วย!

ว่ากันแบบตรงๆ คือ ภาคนี้เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลย … แต่ขอโทษครับ สนุกรองจากภาคแรก!

เคล็ดความสำเร็จของภาคแรกไม่ใช่เนื้อหาที่ซับซ้อน แต่มันคือความสยอง บรรยากาศกดดัน น่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ และการลงมือเชือดที่ดูเหมือนมีการวางแผนล่วงหน้าของไมเคิล ไม่ใช่บ้าเข้าไปฆ่าอย่างเดียว ทำให้ฆาตกรรายนี้ดูน่าเกรงขาม และ H20 ได้นำเอาอารมณ์นั้นกลับมาอีกครั้ง ตัวละครไม่ต้องเยอะ ศพก็ไม่ต้องมาก แค่ภาพโรงเรียนโล่งๆ ตอนกลางคืนก็ทำให้คนดูขนหัวลุกได้แล้ว

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Halloween จะกลับมา กระหึ่มทำเงินไป $55 ล้าน คุ้มทุน $17 ล้านแบบสุดๆ คำชมก็ถือว่ามากโขอยู่ครับ หนังตื่นเต้นน่ากลัวไม่แพ้ภาคแรก และที่สะใจผู้ชมคือบทสรุประหว่างแครี่กับไมเคิล จบแบบที่ควรจะเป็นเสียที จนทุกคนขอร้องให้จบตำนานไมเคิล ไมเยอร์สเพียงเท่านี้ มันจะได้คลาสสิก …แต่ทว่า! (มันยังมีการทำภาคต่อออกมาอีกจนได้)

 

Advertisements