รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Friday the 13th (1980) ศุกร์ 13 ฝันหวาน

FridayThe13th1001

หลังจากผมตะบันพูดถึงหนังชุด Halloween 8 ภาคไปแล้วนะครับ ก็ถึงเวลาของหนังสยองชุดต่อมาที่สร้างตามมาติดๆ ซึ่งจุดกำเนิดของหนังเรื่องนี้ก็น่าสนใจดีครับ มันเริ่มที่ Sean S. Cunningham ที่ตอนนั้นกำลังต้องการทำหนังตลกเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องหนึ่ง แต่เขาไม่มีทุนนี่สิครับ เขาเลยอยากได้หนังดังๆ ซักเรื่องขึ้นมาทำทุน เขาก็เลยประกาศไปว่ากำลังจะสร้างหนังที่สยองขวัญที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา จากนั้นก็ค่อยมาเตรียมการสร้างครับ และพอได้บทหนังที่เขียนโดย Victor Miller มาปุ๊บ โปรเจคท์นี้ก็เริ่มทันที

เหตุการณ์เริ่มต้นที่แคมป์คริสตัล เลค ที่ซึ่งเคยมีคนถูกฆ่าตายเมื่อนานมาแล้วจนแคมป์ต้องปิดไป แล้วหลายปีต่อมา เจ้าของก็อยากจะเปิดมันอีกครั้ง จึงมีการจ้างวัยรุ่นหนุ่มสาวมากมายมาช่วยกันปรับปรุงแคมป์ให้พร้อมสำหรับการเปิดใหม่ … แล้วการฆ่าก็เริ่มต้นขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับคือ หนังดูเข้าท่าและมีทิศทาง รวมถึงดูมีความเป็นไปได้มากกว่าบรรดาภาคต่อที่ยิ่งทำก็ยิ่งเลอะ (โดยเฉพาะพี่เจสัน ที่อึดซะจนไม่รู้ว่ากลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว ฆ่าก็ไม่ตายด้วย) ซึ่งถ้าใครเคยดู Scream ภาคแรกของรู้แน่ๆ แล้วนะครับว่าวายร้ายตัวจริงภาคนี้ยังไม่ใช่เจสัน วอร์ฮีส์ครับ เป็นคนอื่น ซึ่งทำให้หนังสมเหตุผลในระดับหนึ่ง ฆาตกรในตอนนี้ก็เป็นคนที่มีปัญหาทางจิตไป เป็นใครก็ลองไปดูนะฮะ

ฉากการฆ่านับว่าโหดทีเดียวสำหรับยุคนั้น แทงกันจะๆ เฉาะกันสดๆ มาดูในยุคนี้ผมยังว่ามันดูแรงเลยนะ ยุคโน้นก็คงตัวสั่นกันเลยล่ะสำหรับสาวๆ น่ะนะครับ บรรยากาศมืดๆ ในค่ายก็ดูน่ากลัวประมาณหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอฆาตกรหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้ความน่ากลัวก็เลยไหลมาเทมาแบบไม่ต้องอาศัยฉากโหดช่วยเท่าไหร่ครับ

เท่าที่ดู หนังก็ตามรอยรุ่นพี่อย่าง Halloween อยู่หลายอย่างนะครับ เช่น ช่วงท้ายที่ตัวเอกเหลือรอดเป็นรายสุดท้ายต้องมาวิ่งฝ่าบรรดาศพของเพื่อนๆ เหมือนกับที่ลอรี่ สโตรดเจอมาแล้ว รวมไปถึงลีลามุมกล้องที่มักจะถ่ายภาพนอกบ้านแล้วค่อยๆ ซูมเข้าหน้าต่างไป แล้วยังมีพวกหลืบมืดๆ อีกด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ Halloween เหนือกว่าก็คือดนตรีที่ถึงขีดความน่ากลัว และการปรากฎตัวของพี่ไมเคิล ไมเยอร์สครับ ที่สร้างความน่ากลัวแบบหลอนๆ ได้ดี แต่ในศุกร์ 13 นี้ เราจะไม่เห็นตัวฆาตกรเลย (ก็คงให้คนดูลุ้นน่ะครับ ว่าใครเป็นคนทำกันแน่) ดังนั้น ฉากแบบจู่ๆ พี่ไมเคิลเดินมาโผล่ข้างหลังเลยไม่มีครับ

และอีกอันที่อ่อนไปหน่อยก็คือตอนท้ายนี่แหละ ก็คิดดูครับ ตัวเอกที่รอดมานั้น แทนที่จะสู้กับฆาตกร เล่นงานมันให้หมดฤทธิ์ไป เอ้า ไม่ฆ่ามันอย่างน้อยก็จับมันก็ยังดี ตอนที่มันพลาดล้มน่ะครับ จะได้หมดเรื่อง แต่ตัวเอกเอาแต่วิ่งๆๆๆๆ หนีอยู่ได้ แต่พอสุดท้ายก็ต้องฆ่ามันอยู่ดีอ้ะ ช่วงท้ายมันเลยออกจะหงุดหงิดนิดหน่อยน่ะครับ

FridayThe13th1002

อีกอย่างเจ้าฆาตกรก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเลย อย่างพี่ไมเคิลผมยอมรับครับ มันไม่น่าเข้าใกล้อยู่แล้ว ตัวก็เบ่อเร้อ สวมหน้ากากเดินอาดๆ มา โอย น่าวิ่งหนี แต่กับเรื่องนี้ ฆาตกรไม่ได้น่ากลัวอย่างนั้นเลยอ้ะ จะวิ่งหนีทำไม

แต่เอาเถอะครับ อย่างน้อยฉากกำจัดมันก็โหดเอาเรื่องนะครับ ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะโหดขนาดนี้ (ผมถึงงงไงว่าตัวเอกที่รอดนั่นจะเอาไงแน่ฟะ ตอนแรกนึกว่าไม่อยากทำร้ายใคร แต่พอทำทีดันเล่นถึงตายเลยอ้ะ โหดด้วย) เอาเป็นว่าสมัยโน้นคงกรี๊ดกันแน่ๆ เลยล่ะ

Cunningham ทั้งอำนวยการสร้างและกำกับครับ ซึ่งมันก็ ไม่เลวนะฮะดูได้น่ากลัวพอควร บรรยากาศโอเค เนื่องมาจากเดินตามรอย Halloween แต่ก็เพราะการเดินตามรอยนี่แหละ หนังมันเลยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีครับ พอจะน่าติดตามอยู่บ้าง แม้จะไม่เด็ดเท่า Halloween แต่มันก็ถือว่าทำได้เหนือกว่าภาคต่ออีกหลายตอน

นอกจากนี้ สิ่งที่ผมได้จากการดูหนังภาคแรกนี้ก็คือ ได้รู้ว่าทำไมเจสันมันถึงต้องไล่ฆ่าคนที่กำลังทำอะไรกันอยู่ (ผมคงไม่ต้องใช้คำตรงๆ นะ) เออ ผมก็ได้รู้ซะที มันมีที่มาที่ไปครับ เนื่องจากเจสันนั้นโดนพี่เลี้ยงปล่อยให้จมน้ำ เพราะพี่เลี้ยงมัวแต่ไปนัวเนียกันอยู่ไงล่ะฮะ ก็เป็นปมหนึ่งน่ะนะครับ ดังนั้นทุกภาคหลังจากนี้ ใครขืนทำอะไรกันล่ะก็ ต้องตายครับ ตายสถานเดียว (มีเหตุผลจริงๆ เลย )

ก็ถือว่าดีครับ หนังสยองใช้ได้ แม้จะย่ำรอย Halloween มากก็ตาม แต่หนังก็ออกมาน่ากลัวดีล่ะน่า มันอาจจะไม่มีมุมกล้องที่เฉียบขาดเท่า แต่หนังก็ทดแทนด้วยฉากแหวะที่ Makeup กันอย่างสมจริง (ด้วยฝีมือของ Tom Savini มือเมคอัพฝีมือเยี่ยม) และผมว่าฉากในแคมป์มันก็เป็นความน่ากลัวอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เลวนะครับ มันสยองในตัวน่ะ แคมป์กลางป่า ไม่มีใครช่วย ไม่มีทางหนี เพราะมีแต่ป่าล้อมรอบ แค่คิดก็น่ากลัวแล้วล่ะ

คอหนังสยองขวัญน่าจะพึงพอใจครับ ไม่เลวหรอกนะฮะ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นตอนที่ดีอันดับต้นๆ ของหนังชุดนี้ (ส่วนผมชอบภาค 2 มากที่สุดครับ)

สองดาวเกือบครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)