รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hellraiser: Bloodline (1996) งาบแล้วไม่งุ่นง่าน 2 (เวลาไหนก็ไม่เว้น)

B00004Y633.01.LZZZZZZZ

หนังยังมีชื่อไทยอีกชื่อนะครับว่า เปิดนรกปีศาจหัวตะปู ลิขสิทธิ์ของ ST เขาน่ะครับ สำหรับหนังภาคนี้ควรที่จะสนุกไม่แพ้สองภาคแรกนะ เพราะนี่เป็นภาคก่อนหน้าและภาคจบของเรื่องราวกล่องรูบิคปริศนาและพี่พินเฮด (Doug Bradley) ด้วย แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ

หนังภาคนี้เล่าถึงอดีตประวัติการสร้างกล่องปริศนา ซึ่งถูกสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดย ฟิลลิป เลอมาร์แชนด์ (Bruce Ramsay) นักทำของเล่นมือดี เขาสร้างมันตามคำสั่งของท่านเคาท์คนหนึ่งโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สร้างกล่องเปิดนรกขึ้นมา

จากนั้นหนังก็ตัดมาสู่เหตุการณ์ต่อจากภาค 3 ที่กล่องปริศนาได้ถูกฝังไว้ใต้อาคารขนาดยักษ์ซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนกล่องปริศนาไม่มีผิด และอาคารนี้ก็สร้างโดยจอห์น เลอมาร์แชนด์ (Ramsay อีกแล้วครับ) วิศวกรอนาคตไกลที่ต้องมาพัวพันกับสิ่งที่ตระกูลได้ทำเอาไว้ และในท้ายสุดหนังก็ไปโน่นเลยครับ ศตวรรษที่ 22 มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อพอล เลอมาร์แชนด์ (Ramsay อีกรอบ) ได้พยายามทำการทำลายล้างกล่องนรกนี่ให้สิ้นซากไป และเขาก็ต้องเผชิญกับพินเฮดอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

เนื้อหาของภาคนี้มันน่าสนมากๆ ครับ เพราะคำถามได้รับคำตอบซะที กล่องมาจากไหน? เกิดขึ้นอย่างไร? และมันจะจบลงหรือไม่ ลงนึกๆ ดูแล้วการเดินเรื่องของหนังมันก็ดูคล้ายพวก Creepshow น่ะครับ ประเภทนำเอาเรื่องราว 3 ตอนมาเล่าให้ฟัง อันนี้จัดว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าครับ เพราะดูจากเนื้อหาแต่ละช่วงแล้ว มันเหมาะมากที่จะเล่าสั้นๆ ถ้าร่ายยาวจะกลายเป็นน่าเบื่อไป แต่ถึงงั้นก็ตาม เนื้อหาน่าจะมันส์ แต่ผลที่ได้กลับธรรมดามากครับ

สิ่งแรกที่หายไปคือเสน่ห์ความสยองแบบดิบๆ เถื่อนๆ ที่หายไปมากครับ ฉากแหวะๆ อาจจะยังพอมี แต่บรรยากาศน่าหวาดผวาแบบภาคก่อนมันไม่เหลือเลยครับ สไตล์มันออกจะไซไฟไปซะแล้วด้วย ต่อมาคือพวกซีโนไบท์ (พวกปีศาจน่าเกลียดน่ากลัวที่คอยฉีกมนุษย์น่ะครับ) ก็มีน้อย มีแค่ตัวเดียวเอง เป็นปีศาจฝาแฝดตัวติดกัน ความหลากหลายและน่ากลัวเลยลดลงไป แม้จะมีตัว Chatter-Beast (ปีศาจเขี้ยวโง้งจอมเขมือบ) มาเสริมทัพก็ตาม มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก

รวมถึงแองเจลลิค (Valentina Vargas) เจ้าหญิงแห่งนรกที่รอคอยการปลดปล่อยนรกของเธอออกมาเดินดิน ถ้าว่ากันตรงๆ แองเจลลิคดูเหมือนว่าจะมีอำนาจมากไม่แพ้พินเฮดเลยนะครับ แต่เธอกลับไม่สามารถฉายแววอำมหิตโหดเหี้ยมออกมาเท่าไหร่ ทำท่าว่าจะเด่น แต่ก็แค่เกือบๆ เท่านั้น

และท้ายสุดคือพี่พินเฮดเจ้าเก่า (Doug Bradley) หัวหน้าซีโนไบท์ที่ทรงอำนาจและน่ากลัวที่สุด ในภาคนี้แม้พินเฮดจะมีบทบาทมากขึ้น แต่แทนที่จะดีดันกลายเป็นเฉยๆ ไป เพราะการที่พินเฮดโผล่ออกมาน้อยๆ เฉพาะฉากสำคัญๆ อย่างในภาคก่อน ทำให้เขาดูขลังน่าเกลงขาม คนดูเมื่อเห็นเขาปรากฏตัวจะรู้ทันทีว่าเจ้าชายดำผู้นี้มาพร้อมความน่าสะพรึง แต่กับภาค 4 นี้พินเฮดปรากฏตัวเกือบตลอดในครึ่งหลัง ความขลังเลยไม่มีครับ เหมือนพี่แกเดินดินทั่วๆ ไป

Hellraiser4Ex

หนังค่อนข้างน่าผิดหวังที่สุดในชุดนี้ครับ เพราะหนังไม่โหดเท่าภาคแรกๆ อีกแล้ว คือ … จริงๆ แล้วหนังโคตรสะอาดน่ะครับ ยังกับมีแม่บ้านมาเก็บกวาดมันทุกฉากยังงั้นแหละ สะอาดเกินปายแล้ว ขนาดหน้าพี่พินเฮดแกยังดูนวลๆ เลยครับ ไม่ทราบว่าไปโบ๊ะหน้ามาจากไหน ภาคก่อนๆ หน้าพี่เขาแข็งๆ เหมือนปูนซีเมนท์ มาภาคนี้ทำไมมันขาวดูมีเลือดฝาดขนาดนี้ล่ะ โธ่ เสียหมดเลยนะพี่

หนังอืดครับ ไม่ค่อยน่ากลัวแล้ว ไม่ค่อยน่าติดตามด้วย ทั้งๆ ที่เนื้อหาน่าสนนะ ยิ่งสำหรับแฟนๆแล้ว จะได้รู้ว่ากล่องบ้านี่มันมาจากไหน แต่การเดินเรื่องน่าเบื่อครับ ธรรมดามากๆ มิหนำซ้ำการปรากฎตัวของพี่พินเฮดแกก็ไม่น่ากลัวอีกแล้ว ดูเหมือนพี่เขามาเดินเล่นมากกว่าจะมาทรมานคนแบบตอนก่อนๆ

เฮ่อ ไม่น่าแปลกใจครับที่ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้จะใช้ชื่อ Alan Smithee มาแปะแทน (ชื่อ Alan นี้ จะใช้ก็ต่อเมื่อผู้กำกับหนังเรื่องนั้นๆ ไม่ยอมรับผลงานชิ้นนั้นๆของตน พูดง่ายๆ คือ ย่ำแย่จนเจ้าตัวยังรับไม่ได้น่ะครับ) แล้วผู้กำกับตัวจริงก็คือ Kevin Yagher การที่เขาถอนตัวออกมาก็เพราะความเห็นขัดกับผู้สร้างครับ สุดท้ายผู้สร้างเลยจัดการหนังตามที่ตัวเองต้องการ แล้วพี่ Kevin ก็ถอนตัวออกมา

ตอนแรกได้ข่าวว่า Stuart Gordon แห่ง Re-Animator 2 ภาคหลังสนใจจะมาทำครับ แต่ก็ถอนตัวไปในนาทีสุดท้าย ในขณะที่ Guillermo del Toro ผู้กำกับ Blade II และ Hellboy ก็ปฏิเสธข้อเสนอในการกำกับครับ (คงไม่อยากทำนั่นเอง)

การที่หนังทะลึ่งหลุดไปไซไฟนั่นทำให้หนังไกลตัวครับ เหมือน Jason X นั่นแหละ ไม่รู้จะกลัวอะไร ภาคก่อนๆ เหตุมันเกิดใกล้ตัวมากครับ คนดูเลยมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยากเย็น แต่ภาคนี้เกิดบนอวกาศก็คงมีเฉพาะนักบินอวกาศของนาซ่าเท่านั้นล่ะครับถึงจะมีอารมณ์ร่วม (แต่กลัวไม่กลัวนี่ว่ากันอีกเรื่องนะครับ) และช่วงบนยานอวกาศนี่กลายเป็นน่าเบื่อไปเลยครับ แม้ตอนหลังในการเล่นงานพินเฮดจะถือว่าใช้สมองอยู่ก็ตาม แต่หนังมันเฉยมาตลอดน่ะครับ เลยช่วยอะไรไม่ได้

หนังมันก็ไม่ถึงกับย่ำแย่จนดูไม่ได้นะครับ แต่หากเทียบกันแล้ว ผมชอบภาคนี้น้อยที่สุดในบรรดาหนัง Hell ทั้งหมด เพราะมันไม่แรง ไม่ดหดไม่แหวะ เนื้อหาก็ไม่เข้มข้นเท่าสองภาคแรก พินเฮดก็ดูด้อยความสยองลง หนังเลยไม่ค่อยน่าจดจำนัก (แต่ดันทำเงินสูงสุดครับ 16 ล้านน่ะ .. นี่มากแล้วนะครับ ภาคก่อนๆ ทำแค่ 10 ล้านต้นๆ เอง)

ค่อนข้างน่าผิดหวัง ขนาดหวังน้อยแล้วนะครับ ก็เป็นว่าทำใจก่อนดูครับ มันเป็นหนัง Hell ที่สะอาดและเป็นไซไฟมากเลยครับ

แต่ก็มีสะใจแกหนึ่ง ที่จะมีตัวละครขอความเมตตาจากพี่พินเฮด พี่แกเลยตอบไปประมาณว่า “แกบ้าแล้วรึไง ข้าดูเป็นคนมีความเมตตาตรงไหน” … จริงเลยล่ะครับ หน้าตาอย่างแก มีตะปูเต็มหัวเนี่ย จะเมตตาได้ไง ถ้าเมตตาฆ่าล่ะไม่แน่

เกือบสองดาวน่ะครับ

Star12

(5/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.