Action

Die Hard 4.0 (2007) ดาย ฮาร์ด 4.0 ปลุกอึด ตายยาก

diehard42d

เห็นทีว่าทศวรรษนี้จะเป็นช่วงแห่งการปลุกชีพหนังไตรภาคให้เป็นจตุรภาคครับ นับตั้งแต่ Star Wars กลับมามีอีกหนึ่งไตรภาค เราก็กำลังพบกับการกลับมาของจอห์น แม็คเคลน เจ้าหน้าที่ตำรวจจอมอึดตายยาก แล้วปีหน้าก็เจอภาคสี่ของอินเดียน่า โจนส์อีก … จะมีใครปลุกอะไรมาอีกไหมหว่า

(มีการพูดถึงเนื้อเรื่องข้างในนิดหน่อย หากกลัวสปอยล์ก็ลากไปอ่านตรงให้ดาวสรุปตอนท้ายเลยนะครับ แต่เปิดเผยเนื้อเรื่องแบบที่ไม่ทำให้เสียอรรถรสน่ะครับ)

เอาเถอะครับนั่นมันเรื่องของอนาคต มาว่ากันที่ปัจจุบันดีกว่า มาแล้วครับ หลังจากคั่วมานานแสนนานสำหรับภาคที่สี่ของ Die Hard ก็รอกันมานานพอดูนะครับ เพราะมันมีโปรแกรมว่าจะสร้างมาตั้งแต่ภาคสามดังใหม่ๆ แล้วล่ะครับ ว่ากันว่าภาคที่สี่จะชื่อว่า Die Hard 4: Tear of the Sun ซึ่งจะให้ตัวร้ายเป็นชาวญี่ปุ่นมาก่อการในประเทศอเมริกา แต่จนแล้วจนรอด บทก็ไม่คลอดออกมาเสียที จนเฮีย Bruce Willis แกตัดสินใจ หอบชื่อตอน Tear of the Sun ไปเป็นชื่อหนังสงครามแทน ส่วน Die Hard ภาค 4 ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววต่อไป

จนกระทั่งเฮีย Bruce แกได้มีโอกาสไปพบปะเจอหน้า Doug Richardson คนเขียนบท Die Hard 2: Die Harder ในกองถ่าย Hostage ที่พี่ Bruce เล่นนำ ส่วน Richardson เขียนบท พอมาเจอกันก็เลยคุยรำลึกความหลังเก่าๆ ถึงหนังชุดคนอึด แล้วไปๆ มาๆ Richardson ก็เล่าให้ฟังว่าเขามีโอกาสได้ไปเจอบทหนังชิ้นหนึ่งเข้า เป็นบทที่เขียนขึ้นโดยอิงเค้าโครงจากบทความ A Farewell to Arms ของ John Carlin ว่าด้วยหนังแอ็กชันที่มีผู้ร้ายเป็นขบวนการไฮเทค ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตเข้าก่อการร้ายสั่นประสาทประชาชน Richardson ก็ออกความเห็นกับพี่ Bruce ว่าน่าเอามาทำเป็นหนัง Die Hard ตอนใหม่อยู่เหมือนกัน ซึ่งพี่ Bruce ก็เห็นดีเห็นงามด้วย

แล้วนั่นคือจุดเริ่มต้นล่ะครับ บทหนังที่ตั้งชื่อไว้ว่า WW3.com ถูกดัดแปลงมาเป็น Die Hard ตอนที่สี่ พี่ Bruce ก็กลับมาแสดง Richardson ทำหน้าที่ดัดแปลงบท ส่วนผู้กำกับตอนแรกเล็งไว้แล้วครับว่าจะต้องเป็น John Mctiernan เจ้าของงาน Die Hard ต้นฉบับและภาคสามด้วย ซึ่งรายหลังนี่กะกลับมาแจ้งเกิดเต็มพิกัดหลังจากทำหนังล่มซ้อนกันหลายเรื่องไม่ว่าจะ The 13th Warrior และ Rollerball (อันหลังนี่หนักสุด) แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนเวรกรรม Mctiernan ชวดกำกับไปอีก เพราะดันไปก่อคดีความไว้ ศาลเลยเรียกไปจำคุกในช่วงนั้นพอดี … จบกัน

ทีนี้ผู้กำกับรายใหม่เลยโดนเล็งครับ หวยก็มาลงที่ Len Wiseman ผู้กำกับ Underworld ทั้งสองภาคมาจับงานแทน แล้วหนังก็ได้ฤกษ์เปิดกล้อง และบัดนี้หนังได้ออกมาให้เราได้ยลกันเสียที

เนื้อหาภาคนี้ก็อย่างที่บอกครับ เล่นกับวายร้ายไฮเทค นำโดย โทมัส เกเบรียล (Timothy Olyphant) อัจฉริยะที่เหนือชั้น มาพร้อมแผนสุดอันตรายและไร้ตะเข็บ ชนิดที่คงไม่มีใครต่อต้านได้หากมันจะทำลายแผ่นดินอเมริกันจนย่อยยับ … แต่โทมัสพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่ดันปล่อยให้จอห์น แม็คเคลน (Wllis เจ้าเก่าสิคับ) เจ้าหน้าที่ตำรวจเก๋าที่วันๆ เอาแต่ตรวจโน่นนี่นั่นและตามขอคืนดีลูกสาว (Mary Elizabeth Winstead) เข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะแม็คเคลนได้รับคำสั่งให้คุมตัวแฮ็คเกอร์วัยคะนอง แมทธิว ฟาร์เรลล์ (Justin Long) ให้ทางการสืบสวน เพราะล่าสุดแมทธิวดันไปก่อเรื่องใหญ่เอาไว้

ส่วนแม็คเคลนเองก็ไม่ได้เอะใจอะไรทั้งนั้น จนเริ่มมีคนส่งกระสุนมาหมายสังหารแมทธิวเท่านั้นล่ะครับ สัญชาตญาณอึดตายยากฟื้นขึ้นมาทันที ทีนี้การต่อสู้สุดมันส์เพื่อกระชากจอมบงการอย่างโทมัสให้ลงมารับกรรมเลยดำเนินทันที

คำถามที่วินาทีนี้ท่านอยากทราบที่สุดคงเป็น หนังคุ้มที่จะดูหรือไม่ ก็ตอบได้สบายๆ ว่า อย่าพลาดเลยท่าน สนุกดีจะตายไป

ไม่รู้เพราะระยะนี้หนังแอ็กชันดีๆ มันส์มันน้อยหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้เจอโอเอซิสกลางทะเลทรายน่ะครับ ดูไปมันส์ไป มีอะไรให้ลุ้นตลอด เหตุการณ์ต่อเนื่อง มีแต่เรื่องหวาดเสียว แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าใครติดตามซีรี่ส์สุดมันส์อย่าง 24 มาหลายๆ ปี อาจจะรู้สึกว่าสไตล์มันช่วงเหมือนเหลือเกิน เปิดมาตัวเอกก็เดินเล่นอยู่ดีๆ ก็โดนดึงเข้าสู่เกมอันตราย จากนั้นพระเอกก็ต้องหาทางปกป้องชีวิตตนเองและคนที่ตนรัก รวมไปถึงหาทางเล่นงานผู้ร้ายตัวจริง

ก็อยากพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ใช่ว่า Die Hard ไปละม้าย 24 หรอก แต่ 24 น่ะละม้าย Die Hard ต่างหาก เพราะสไตล์ความมันส์แบบนี้น่ะ ต้นฉบับของแม้ก็คือ Die Hard ภาคแรกนี่แหละ

สูตรนี้ถือเป็นอะไรที่สำเร็จเลยนะครับ ดูไปสนุกแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยต้องลุ้นอีกทีว่าผู้กำกับและทีมงานทำได้ไหม และผลคือทำได้ครับ ตอนแรกผมออกจะสบประมาทผู้กำกับ Wiseman ไว้พอตัว เพราะแกทำ Underworld ไว้ไม่ใคร่จะโดนใจเท่าที่ควร แต่มาเรื่องนี้จังหวะดีครับ สนุก มันส์ต่อเนื่อง อาจจะเพราะได้บทที่โอเคด้วย หนังเลยลื่นไหลตลอด

ความดีความชอบจริงๆ ต้องยกให้ Willis ครับ กลับมาระห่ำได้ดีจริงๆ ตอนแรกก็ไม่ค่อยหรอกครับ บทเหมือนพวกตำรวจแบบที่เราเห็นประจำในหนังที่แกเล่นระยะหลังๆ อย่าง Hostage เป็นต้น แต่จริงๆ หนังเล่นกับอารมณ์ตัวละคร สื่อให้คนดูรู้ว่า แม็คเคลนน่ะห่างเหินจากเรื่องเสี่ยงตายมานานเหลือเกินแล้ว ช่วงต้นๆ เลยออกจะเฉื่อยหน่อย ต้องรอจนฉากที่พี่แกสอยเฮลิคอปเตอร์ลงมาทั้งลำนั่นแหละ แฟน Die Hard รู้ทันทีว่าแม็คเคลนขนานแท้กลับมาแล้ว เพราะพี่แกจะพล่ามบ่นสารพัด ยึกๆ ยักๆ ผมดูฉากนี้แล้วยิ้มทันที หลังจากนั้นความสนุกก็มาเรื่อยๆ แล้วครับ ต่อเนื่องตลอด แต่ละเรื่องที่แม็คเคลนเจอก็หนัก ยิ่งตอนซัดกับเจ๊หลิน (Maggie Q) นี่สุดๆ ครับ มันส์ดีจริงๆ

ความมันส์ล่ะหายห่วงครับ จริงๆ หนัง Die Hard โดยเบื้องต้นถ้าทำออกมามันส์ก็โอเคแล้วล่ะครับ ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องมีประเด็นชีวิตแบบภาคแรกก็ได้ ในใจก็คิดอยู่ว่าคงมันส์อย่างเดียว แต่ที่ไหนได้ ไม่ใช่แฮะ

ภาคแรกถ้าจำได้นะครับ หนึ่งในความเฉียบคมที่มีคือการให้แม็คเคลนได้มีโอกาสคุยเปิดอกกับอัล ตำรวจผิวดำที่เผอิญนั่งรถมาตรวจตาแทบตึกนากาโตมิ สถานที่เกิดเหตุในภาคแรกเข้าแล้วจับพลัดจับผลูก็ได้วอคุยกับแม็คเคลน ตอนแรกก็เหมือนจะแจ้งสถานการณ์ทั่วไปว่าคนร้ายมีที่ไหร่และเกิดอะไรขึ้น แต่พอคุยไปๆ ก็เริ่มซี้แล้วครับ มีการปรับทุกข์ เล่าปัญหาชีวิตให้ฟังกัน

ที่บอกว่าจุดนี้เด็ดก็เพราะบุคลิกความเป็นมนุษย์ปุถุชนของแม็คเคลนได้ค่อยๆ เผยให้เราได้รู้จากฉากเหล่านี้นี่เอง ซึ่งทำให้คนดูค่อยๆ เอาใจช่วยเขาไปในตัว เพราะเขาไม่ใช่แค่พระเอกหนังบู๊อีกต่อไป แต่เขากลายเป็นมนุษย์ที่กำลังมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นดายคนหนึ่ง

นี่แหละครับจุดที่ได้รับการกล่าวขวัญที่แท้จริงของหนัง Die Hard ภาคแรก ไม่ใช่แค่แอ็กชันดี แต่ดราม่ามีด้วย เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้หนังแอ็กชันไปในตัว

ตอนแรกภาคนี้ผมก็คิดว่าคงไม่มีหรอก มีฉากระเบิดให้ของกระจายก็พอแล้ว แต่ดันมีแฮะ

คราวนี้ไม่ได้พูดผ่านวออีกแล้วครับ แต่พูดต่อหน้ากับนายแมทธิว แฮ็คเกอร์ที่แม็คเคลนต้องไปช่วยมาน่ะแหละ

ประเด็นที่คุยกันนี่ก็สร้างสรรค์เอาเรื่อง เพราะเหมือนเป็นการเล่าไปในตัวว่าตกลงสิบกว่าปี (หลังจากเหตุการณ์ในภาคสาม) แม็คเคลนเป็นอย่างไร แต่จุดที่ผมชอบมากกว่าคือตอนที่แมทธิวถามว่า แม็คเคลนรู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นฮีโร่

ไม่รู้ว่าเป็นพิมพ์นิยมของระยะนี้หรือเปล่านะครับ เพราะฮีโร่ส่วนมากมักอาภัพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องมีปมปัญหาที่ใหญ่ยิ่ง กับอันนี้ก็เช่นกันครับ แม็คเคลนได้โอกาสระบายให้แมทธิวและคนดูได้รู้เลยว่า เขาต้องเสียสละแค่ไหน ลูกเมียหนีห่าง แผลเป็นเพียบ รางวี่รางวัลก็ไม่ได้ ขนาดบำนาญตำรวจยังไม่เหลือ ใช้จนเกลี้ยง เพราะมัวแต่เป็นฮีโร่ ทำดีแต่ไม่มีเวลาหาเงินมายาไส้

แมทธิวเลยถามว่า แล้วจะทำไปทำไมล่ะ คำตอบที่ได้ตรงดีครับ นั่นคือ “ไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะ”

ด้วยคำตอบนี้ดีกรีฮีโร่ของแม็คเคลนพุ่งขึ้นหลายขีดมาก เพราะแกทำด้วยใจ เพื่อคนอื่น เพื่อประโยชน์ของประชาชน อุทิศตนเต็มที่ ในโลกความจริงจะมีคนแบบนี้กี่มากน้อยก็ไม่รู้

ที่เห็นส่วนใหญ่น่ะครับ สังเกตดูดีๆ เรื่องดีๆ เช่นสละที่นั่งให้คนแก่บนรถเมล์ หรือช่วยคนข้ามถนน คนหลายรายกลับไม่ช่วย เหตุผลก็เพราะ “ก็ไม่เห็นมีใครทำ แล้วทำไมฉันต้องทำ?” เรื่องแบบนี้มุมมองและความคิดบ่งบอกตัวตนคนคิดได้เลยล่ะครับ

แม็คเคลนกลับมาครั้งนี้เหมือนกับจะเป็นการสื่อเป็นนัยๆ นะว่า โลกเราชักจะมีคนแบบนี้น้อยลงเหลือเกิน ที่จะทำเพื่อคนอื่น เพราะโลกนี้มันยุคแห่งผลประโยชน์เป็นหลักใหญ่ เงินทองและของนอกกายหลายอย่างดึงคุณธรรมออกจากตัวคน แล้วก็ใส่ความโลภไว้แทน

ดูหนังแอ็กชันมามาก ไม่รู้ว่ามันเป็นการทำหรือกัดสังคมจริงๆ หรือเปล่า เพราะมักให้ตัวเอกของเรื่องเป็นพวกบ้าระห่ำไม่เหมือนชาวบ้าน เหมือนจะกัดเป็นนัยๆ ว่าคนที่จะทำตัวเป็นฮีโร่น่ะ มีแต่คนบ้าๆ ระห่ำๆ เท่านั้นแหละ ที่ปกติเดินดินกินข้าวแกงน่ะไม่มีหรอก

นี่เลยเป็นอะไรที่ผมออกจะประทับใจหน่อยๆ ในฐานะแฟนของพี่แม็คเคลน ดูแบบนี้แล้วจะสงสารก็สงสาร แต่ก็อยากเห็นแกรับกรรมไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งแกเจอเรื่องยากเท่าไหร่ ความสนุกก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ประเด็นที่น่าคิดไม่ได้มีแค่นี้ครับ อีกรายที่ผมชอบคือตัวแมทธิว ฟาร์เรลล์ พ่อแฮ็คเกอร์จอมปอดที่ตอนแรกเอาแต่ละถอย แต่พอเจอภาพผู้คนต้องตกอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวนก็ไม่รอช้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อช่วยพวกเขา ในเรื่องนั้น แมทธิวเองก็มีส่วนในเหตุที่เกิด เลยอดสำนึกผิดไม่ได้

แมทธิวถือเป็นตัวละครที่สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยวัยรุ่นวัยคะนองได้อย่างดี

นิสัยและบุคลิกของวัยรุ่นอย่างหนึ่งที่เด่นมากคือชอบทำอะไรด้วยความคึกคะนอง โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง รู้แค่ว่าสิ่งที่จะทำมันสนุกหรือไม่ ถ้าน่าสนุกก็อยากลองทำ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา

สิ่งที่แมทธิวทำคือการแฮ็ค ลองทำโน่นทำนี่เพื่อพิสูจน์ความสามารถตนและเพื่อให้เกิดความมันส์ชั่วครั้งคราว ซึ่งตอนทำน่ะไม่เครียดครับ แม้แต่ตอนโดนแม็คเคลนไล่จับก็ไม่เครียด แต่พอเจอภาพบ้านเมืองวุ่นวายเท่านั้นแหละ หน้าพี่แกถอดสีทันที

เนี่ยครับ คะนองชั่วครู่ สนุกชั่วคราว แต่ผลร้ายมันเกิดยาวเสมอเลยทีเดียว อยากให้ตระหนักไว้นะครับ ทำอะไรด้วยความสนุกน่ะได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าใครจะเดือดร้อนหรือเปล่าเพราะหากมีคนเดือดร้อนมื่อไหร่ ให้มั่นใจได้ว่าไม่นานเราจะต้องเดือดร้อนตามแน่ๆ อาจจะรวมไปถึงพ่อแม่เราด้วย

พอดูจบก็เลยค่อนข้างครบเครื่อง สาระก็มี ความมันส์ก็มี

ดาราสมทบส่วนมากนับว่าดีครับ Long นี่ทำได้ดีกว่าที่ผมคิดมาก ดูเป็นคนคึกคะนองจริง แต่พอแววตาสลดมานี่ก็เชื่อได้เลยเหมือนกันว่าแกเป็นคนมีหัวใจอยู่ บทเสริมตัวนี้ถือว่าลงตัวกว่าคราวก่อนที่ Samuel L. Jackson เล่นเป็นคู่หูของแม็คเคลนให้ภาคที่แล้ว (ภาค 3 Die Hard With A Vengeance) ซะอีก, Winstead นางเอก Final Destination 3 ที่ดูบทจะไม่ค่อยมีอะไร แต่ตอนที่เธอแสดงความเป็นลูกสาวจอห์น แม็คเคลนมาเท่านั้นแหละ คนดูเฮได้ไม่ยากครับ, Maggie Q ผู้หญิงที่ซัดแม็คเคลนจนตกตึก ก็ดูดีขึ้นมาก มีเสน่ห์กว่าสมัยเล่น Naked Weapon ซะอีก โดยที่ครั้งนี้ไม่ต้องถอดผ้าแต่อย่างใด, Cliff Curtis กับบทเจ้าหน้าที่โบว์แมน ก็ถือเป็นส่วนเสริมให้หนังได้ดีครับ

แต่ที่ออกจะกึ่งๆ สมหวังกึ่งเสียดายคือ Olyphant ในบทวายร้ายที่มาดดีครับ ฉลาด ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับพระเอกมากพอดู แต่ตอนจบโดนสำเร็จโทษไวไปหน่อย อันนี้หงุดหงิดเล็กน้อย

สรุปนะครับ ภาคนี้นับว่ามันส์ไม่เสียชื่อ Die Hard ดูเพลินและมันส์ต่อเนื่อง ผมชอบมากกว่าภาคก่อนอีกนะครับ เพราะจะว่าไปแนวมันคล้ายภาคสาม แต่ภาคสามมันดูรวบรัดไม่ใคร่จะลงตัวทั้งหมด แต่ภาคนี้ลงตัวครับ พอเหมาะมากๆ

ถึงกระนั้นภาคที่ดีที่สุด ต้องยกให้ภาคแรกอยู่ดี

ภาคนี้ สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Die-Hard-4-background

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.