Adventure

Passengers (2016) คู่โดยสารพันล้านไมล์

15780904_1456799271017536_5912080227982739195_n

สิ่งแรกที่ผมอยากจะบอกเลยคือ หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ดีเด็ดจนถึงขั้นห้ามพลาดนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของปีใหม่ (เหตุผลเพราะอะไรนั้น ผมจะบอกอีกครั้งในโซนสปอยล์ครับ)

ก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมอ่านและฟังสปอยล์จนทะลุครับ คือรู้หมดแล้วล่ะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มันเริ่มยังไง เดินเรื่องยังไง และจบลงแบบไหน พร้อมทั้งได้ฟังคำบ่นทั้งจากไทยและเทศเกี่ยวกับหนังมาแบบเต็มที่

แต่แทนที่ฟังแล้วความอยากดูจะลดลง มันกลับมีบางสิ่งที่กระตุ้นให้ผมอยากดูครับ และแอบรู้สึกอยู่ลึกๆ ด้วยว่าผมน่าจะโอเคกับหนังเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็คงไม่ถึงกับรู้สึกเสียดายตังค์จนเกินไป

แล้วก็เป็นไปตามคาดครับ… ผมโอเคกับหนังนะ คืออาจจะไม่ได้ชอบมากมาย แต่ผมเพลินไปกับเรื่องราว ส่วนหนึ่งคงเพราะผมรู้น่ะครับว่ากำลังจะเข้าไปเจอกับอะไร มีการปรับใจและปรับความคาดหวังก่อนดู มันก็เลยไม่รู้สึกผิดหวังอะไร และสำหรับผมแล้ว

ตัวอย่างชวนให้เราคิดไปว่านี่จะเป็นหนังไซไฟผสมลึกลับปนโรแมนติกกลางอวกาศ แต่ตัวหนังถือว่าไปอีกทางครับ มันเป็นหนังดราม่าผสมโรแมนติกที่มีไซไฟเป็นฉากหลัง ตามด้วยส่วนผสมหนังแอ็กชันผจญภัยเล็กๆ ใส่ลงไปอีกหน่อยนึง

ครับ หนังไม่ได้ลึกลับเลย ดูแล้วท่านจะรู้ว่าทำไมจิม (Chris Pratt) และออโรร่า (Jennifer Lawrence) ถึงตื่นขึ้นบนยานแบบไม่มีอะไรปิดบังทั้งสิ้น ที่เหลือก็แค่ติดตามต่อไปว่าชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไร เพราะมันจะมีปมเรื่องความสัมพันธ์เกิดขึ้น ก่อนจะมีแอ็กชันปิดท้ายอีกทีในตอนหลัง

ดังนั้นคอหนังที่คิดว่าจะได้ดูหนังไซไฟตามปมปริศนาแบบ Pandorum หรือ Moon ก็ขอให้เข้าใจเลยครับว่ามันไม่ใช่แบบนั้นหรอก มันเน้นดราม่า (บางส่วนก็คล้ายๆ Cast Away) ผสมโรแมนติกเสียมากกว่า มันได้มีอะไรที่ตื่นเต้นหรือระทึกสักเท่าไรครับ

การแสดงของ Pratt กับ Lawrence ผมว่าก็ทำได้ดีครับ คือดีในที่นี้อาจไม่ใช่ดีแบบยอดฝีมือหรือตีบทกระจุยอะไรนะครับ แต่ดีเพียงพอสำหรับหนังที่เน้นบันเทิง สำหรับหนัง Hollywood สักเรื่องหนึ่งที่ต้องการให้คนดูเพลิน ให้คนดูใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงหลีกหนีโลกความจริงไปสักแป๊บหนึ่ง

หนังกำกับโดย Morten Tyldum แห่ง The Imitation Game ซึ่งคงเปรียบเรื่องนี้กับเรื่องนั้นไม่ได้ครับ เพราะมันคนละแนวและความเข้มยังคนละขั้นกันด้วย เรื่องนั้นมันดราม่าเข้มข้นหนักๆ แต่เรื่องนี้ออกแนวป็อบคอร์นสไตล์หนังฮอลลีวู้ด แต่ถ้ามองในแง่การคุมหนังแล้ว ก็ถือว่าเขาคุมได้โอเคน่ะครับ (เพราะถ้าคุมไม่ดี ผมว่าหนังเละเป็น Big Bang กว่านี้อีกนะ)

ทีนี้หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วผมไปสนใจอะไรหนังเรื่องนี้ทั้งที่รู้เรื่องหมดจนจบแล้ว และยังเจอคนบ่นให้ฟังจนหูชาตาลายอีก ก็ตอบได้ครับว่า พอฟังมากๆ เข้ามุมที่ผมมองหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปตามลำดับ

ผมไม่ได้มองว่าหนังมันจะมีอะไรตื่นเต้น ไม่ได้มองว่ามันต้องสมเหตุผล แต่ผมมองว่าตัวเองกำลังจะเข้าไปดูหนังดราม่า+โรแมนติกผสมไซไฟ (ที่น่าจะให้อารมณ์แฟนตาซีเพิ่มอีกอย่าง) สักเรื่องหนึ่ง และทำใจล่วงหน้าว่าหนังอาจไม่เวิร์กก็ได้ (เพราะหลายคนก็ว่ามาแบบนั้น)

ก็เหมือนทุกครั้งครับ พอเราไม่หวัง หรือพอเราพอจะรู้เป็นเลาๆ ว่าหนังจะเป็นแบบไหน ก็เตรียมใจให้ตรงแนว ก่อนจะเดินเข้าไปเสพ มันก็จะโอเคขึ้น หรืออย่างน้อยเราก็จะไม่เจ็บหนักจนเกินไป (เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมดูหนังเกรดบีได้เรื่อยๆ ครับ เพราะผมไม่หวังอะไรกับมันอยู่แล้ว 555)

ทีนี้มันต้องมีสปอยล์ล่ะนะครับ ดังนั้นใครไม่อยากทราบข้ามไปได้เลยครับ เอาเป็นว่าหนังไม่ได้เด็ดขาดถึงขนาดว่าห้ามพลาด แต่หากเราปรับใจก่อนดูมันก็อาจเป็นโปรแกรมที่สนุกเกินคาดหมายสำหรับท่านก็ได้ หรือหากใครชอบ Pratt กับ Lawrence ก็ตามไปดูกันได้ครับ

++++ สปอยล์มาแล้วครับ ++++

ดังที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่า “ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกรับปีใหม่” ในความหมายผมไม่ได้แปลว่าหนังดีมากจนฟินอะไรแบบนั้นนะครับ แต่ผมหมายถึงประเด็นสาระที่หนังมีนั้น มันเหมาะแก่การเอามาใคร่ครวญ เอามาใช้คิดหรือทำความเข้าใจชีวิต (ซึ่งผมว่ามันเหมาะดีที่จะตั้งต้นปีด้วยการคิดเกี่ยวกับประเด็นพวกนี้น่ะครับ)

ธีมสรุปของหนังคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่เอาแต่รอหรือตั้งความหวังไปที่อนาคต โอเคครับ ถ้ามองในเชิงเนื้อเรื่องของหนัง มันอาจพยายามสรุปให้จบแบบนี้ด้วยความจงใจไปบ้าง ประมาณว่าให้ออโรร่าคิดแบบนี้ แล้วก็เลยเลือกที่จะอยู่กับจิมแทนที่จะไปจำศีลต่อ ซึ่งมันอาจอ่อนเหตุผลสำหรับบางคน อันนี้นานาจิตตังครับ แต่ตัวผมไม่เพ่งตรงนั้นเท่าไร แต่มองไปตรงรายละเอียดต่างๆ ของออโรร่าที่นำพามาสู่การตัดสินใจแบบนี้

ในเรื่อง หนังจะบอกให้เรารู้เป็นเลาๆ ว่าออโรร่าฝันถึงชีวิตในอนาคตที่ดีกว่า เธอทิ้งโลกไว้เบื้องหลังเพื่อจะไปหา “สิ่งที่ดีกว่าที่อาจรอเธออยู่ที่ดาวดวงใหม่” แต่ก็มีเพื่อนบางคนของเธอพยายามบอกว่า ชีวิตมันไม่เป็นไปตามคาดเสมอไปหรอก และการพยายามตามหา “สิ่งที่ดีกว่า” ก็อาจทำให้ต้องพลาดบางสิ่งที่แม้ไม่ดีเท่าที่เราคาดหวังไว้ แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะได้เจอในชีวิตนี้ก็ได้

มันก็ชวนให้ย้อนคิดน่ะครับว่าบางครั้งเราเล็งสูง เราหวังอะไรที่ดีที่สุด แต่ดีที่สุดที่ว่าบางทีมันก็เป็น “ดีตามนิยามสังคม” หรือ “ดีแบบที่เขาเล่าว่ามันดี” ซึ่งมันอาจดีสำหรับเขา แต่เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะดีสำหรับเราไหม

ดีไม่ดี ณ ปัจจุบันเราอาจมีของที่ดีหรือเหมาะกับเราอยู่แล้ว แต่พอมีคนบอกว่า “เฮ้ย มีดีกว่านี้นะ” เราก็มุ่งหน้าตามเขาไป แล้วพอมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า ของเดิม หรือของที่เราอาจมองว่า “ธรรมดา” นั้นแหละที่เหมาะกับเราจริง ที่ทำให้เรายิ้มได้ ที่ทำให้เราประสบพบสุขได้จริง

ในแง่หนึ่งการตัดสินใจของออโรร่าดูจะตามสูตร/แฟนตาซี/โลกสวย/รวยลาเวนเดอร์ แต่ถ้ามันเป็นไปตามที่บทหนังเขียน (ว่าเธอกับจิมอยู่กินกันจนตายจากกันไป) เธอก็คงจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยน่ะเน้อะ

ได้อยู่กับใครสักคนที่ไม่ได้สมบูรณ์, อยู่กับคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำถูกไปหมดทุกอย่าง, อยู่กับคนกลางๆ ที่เคยเห็นแก่ตัว, เคยอ่อนแอ, เคยสับสน แต่จนแล้วจนรอดเธอก็อยู่กับเขาได้ และเขาก็อยู่กับเธอได้… แม้มันจะไม่ใช่ชีวิตที่ “ฟิน” เหมือนเจ้าหญิงอยู่กับเจ้าชายบนยอดหอคอยแบบ Happy Ever After แต่ใครจะกล้าบอกว่า “นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุข”

เมื่อมองย้อนไป ก็ไม่ปฏิเสธครับว่าผมเคยเหมือนออโรร่านะ มีความคาดหวัง, รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งธรรมดา หรือเอาแต่มองไปไกลๆ จนลืมมองอะไรที่มันใกล้ตัว ลืมมองอะไรที่มันง่ายๆ พื้นๆ งั้นๆ… แต่พอเราติดนิสัยที่จะมองไปแต่ที่ไกลๆ เราจะพบว่ามันเหมือนเรากำลังไล่ตามกิเลสในใจ ไล่ตามความอยาก ไล่ตามความคาดหวัง… ที่ไล่ให้ตายก็ไม่เคยทัน หรือต่อให้ไล่ทัน ก็ดูจะไม่เคยพอ

เรามีเป้าหมายได้ครับ มันช่วยให้ชีวิตมีทิศทาง เราก็ตั้งเป้าไว้ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง… แต่ก็อย่างที่เขาว่ากัน ว่าความสนุกของการเดินทางนั้นมันไม่ได้อยู่ตรง “ที่หมาย” แต่มันอยู่ตรง “ระหว่างการเดินทาง” เสียมากกว่า และบางครั้งระหว่างทางนั่นแหละ ที่เราจะได้เจอสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันให้เป็น ก็คือการเปิดตาเปิดใจรับรู้แต่ละวินาทีที่เราเจออยู่ เพราะมันอาจมีสิ่งดีๆ “สำหรับเรา” อยู่ระหว่างทาง แต่เราอาจพลาดไปเพราะโดน “อนาคตสวยๆ” หรือ “ความหวังสดใส” บังตา

ไม่มีใครรับประกันได้ว่า “ของธรรมดาในตอนนี้” กับ “ของที่เราเชื่อว่าดีในอนาคต” อันไหนจะดีกว่ากัน ของแบบนี้อยู่ที่เราว่าจะตัดสินใจแบบไหน หรืออันที่จริงแล้วเราจะเลือกอันไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงเรามั่นใจว่าเราเจ๋งพอที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด… ถ้าเราเจ๋งจริง ตั้งใจจริง จะอยู่กับของธรรมดาหรือของที่เราฝันไว้ เราก็คงทำให้มัน “ฟิน” ได้เหมือนกัน (เพียงแต่รสชาติอาจต่างกันไป)

พอดูจบ ผมเลยว่าผมพอจะเข้าใจออโรร่านะ (มันอาจดูไร้เหตุผลสิ้นดีหากมองในเชิงเหตุผล แต่จนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถเอาเหตุเอาผลอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ได้เลย)

อีกอย่างถ้าลองมองจริงๆ แล้ว ผมว่าจิมก็ไม่ได้เลวชาติ ไม่ได้เป็นฮันนิบาล เลคเตอร์ หรือไม่ใช่โจ๊กเกอร์ เขาเป็นแค่คนนั้นน่ะครับ พอเหงามากๆ สับสนมากๆ ก็ออกอาการเคว้ง ครั้นพอได้ออโรร่าเข้ามาในชีวิต พี่แกก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น จิตใจเริ่มกลับมาดีและมีสติมากขึ้น

ถ้าจะลองมอง ก็เหมือนว่าจิมก่อนหน้านี้จะขาดสติ ไร้อะไรยึด ไร้ทิศทางในการก้าวเดิน แต่ครั้นพอมีออโรร่ามาให้ดูแล เขาก็กอบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา และตั้งหน้าทำอะไรดีๆ (หรืออย่างน้อยก็เป็นคนปกติ) ได้อีกหน

จิมกับออโรร่าก็คือปุถุชนน่ะครับ ทำถูกบ้าง ทำผิดบ้าง แต่สิ่งที่หนังพยายามชี้ให้เรามองก็คือ อะไรที่ทำให้คนที่ก้าวผิดย้อนกลับมาเดินบนทางที่ถูกได้… ในหนังอาจไม่ได้ลงลึกให้เราเห็นในสิ่งนั้นแบบชัดๆ (เพราะดูหนังจะหนักไปทางบันเทิงมากกว่าจะค้นหาความหมายชีวิต) แต่มันก็น่าจะสนุกไม่เลว หากเราจะลองค้นหามันดูจากชีวิตของเราเอง

หนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังธรรรมดาๆ อีกเรื่องหนึ่งสำหรับผม รวมถึงสำหรับใครอีกหลายๆ คน แต่มันก็มีอะไรที่น่าสนใจอยู่ในนั้น

ขอบคุณหนังธรรมดาๆ เรื่องนี้ ที่ให้อะไรผมติดหัวกลับมา ในวันแรกของปี 2017 ครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)