Action

Star Trek: Nemesis (2002) สตาร์ เทรค เนเมซิส

1368504394

แล้วเราก็มาถึงภาคที่ 10 ของ Star Trek ฉบับจอใหญ่แล้วนะครับ นับได้เป็นตอนที่ 4 ของเหล่าลูกยานชุด The Next Generaion ที่นำโดยกัปตันฌอง-ลุค พิคาร์ด (Patrick Stewart) กับลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อี (ยานลำแรกที่พวกเขาใช้คือเอ็นเตอร์ไพรส์-ดี ครับ แต่มันก็ประสบเหตุจนพังไปเมื่อภาค Generations แล้วพอมาภาค First Contact ก็ ยานก็เปลี่ยนมาเป็น “อี” แทน)

และภาคนี้ก็กลายเป็นภาคสุดท้ายของหนังชุด Star Trek ดั้งเดิมครับ (ถ้าไม่อยากทราบให้ข้ามไปอ่านดาวข้างล่างเหมือนเดิมนะครับ เพราะรีวิวนี้มีสปอยล์แน่นอนที่ซู้ด)

Stewart เคยเกริ่นไว้ว่าภาค Nemesis นี้มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอกว่านี่อาจเป็นภาคสุดท้าย เริ่มจากการที่ทุกคนในทีมต่างหมดสัญญาลงในภาค Insurrection ดังนั้นจริงๆ แล้วการกลับมาของทุกคนในภาคนี้ก็คือการมาด้วยสัญญาใจครับ มาเจอกันอีกสักครั้ง ถ้าประสบความสำเร็จก็อาจทำต่อ แต่หากไม่ฮิตก็แค่เหลือภาคนี้ไว้ในความทรงจำ

บทหนังภาคนี้เริ่มจากไอเดียของ John Logan มือเขียนบทแห่ง Any Given Sunday, Gladiator และ The Time Machine ซึ่งเขารู้จักกับ Brent Spiner เจ้าของบทเดต้า แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็สนทนากันครับ Logan บอกว่าถ้าเขาได้เขียนบท Star Trek ล่ะก็เขาจะใส่ฉากอย่างยานเอ็นเตอร์ไพรส์ดับเครื่องชนกับยานอีกลำเมื่อจน ตรอก, เขาจะสร้างตัวร้ายที่เป็นคู่ตรงข้ามของพิคาร์ด, เขาจะให้ไรเกอร์ (Jonathan Frakes) และเดียนน่า ทรอย (Marina Sirtis) ได้แต่งงานกันเสียที และเขาจะเขียนเรื่องให้เดต้าตาย

จากนั้น Spiner ก็เอาไอเดียไปเสนอ Rick Berman ผู้สร้างหนังชุดนี้ แล้ว 6 เดือนต่อมา Berman ก็นัด Logan กับ Spiner มาช่วยกันร่างบท โดยที่ Logan มีข้อแม้แค่ประการเดียวครับนั่นคือในที่สุดแล้ว เขาต้องได้เป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในเรื่องบท ว่าง่ายๆ คือใครจะมาเปลี่ยนบทหรือเพิ่มบทโดยเขาไม่เห็นชอบไม่ได้เด็ดขาด ซึ่ง Berman ก็รับปากตามนั้นไปครับ

ด้านผู้กำกับนั้น Frakes ที่เคยกำกับ 2 ภาคก่อนได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าหากเขาได้รับการทาบทามเขาย่อมกำกับแน่นอน แต่พอดีว่าเขาไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จาก Paramount (คาดว่าเพราะภาคที่แล้วรายได้ไม่ตามเป้า) ในเวลาต่อมา Berman เลยไปทาบทาม Nicholas Meyer ที่เคยกำกับ Star Tre ภาค 2 และ 6 มาก่อน พร้อมเอาบทไปให้อ่าน ปรากฏว่า Meyer พบว่าบทฉบับนี้สมควรปรับเปลี่ยนในหลายส่วน แต่เนื่องจาก Berman สัญญากับ Logan ไว้แล้วว่าจะไม่ให้ใครเปลี่ยนบทอีก Meyer จึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายอำลาไปแต่โดยดี

คนต่อมาที่ Berman สนใจจะให้กำกับก็คือ LeVar Burton เจ้าของบทจอร์ดี้ ลาฟอจ ช่างเครื่องแห่งบานเอ็นเตอร์ไพรส์ แต่แล้วจู่ๆ ทาง Paramount ก็แจ้งลงมาว่าบริษัทได้จ้าง Stuart Baird เจ้าของผลงานแอ็กชันสนุกๆ อย่าง Executive Decision และ U.S. Marshals ให้มารับงานกำกับเรียบร้อย (กล่าวกันว่าในสัญญาจ้างนั้น นอกจาก Baird ต้องกำกับ Trek ภาคนี้แล้ว เขายังต้องรับหน้าที่ช่วยตัดต่อหนัง 2 เรื่องของ Paramount ได้แก่ Mission: Impossible II และ Lara Croft: Tomb Raider โดยไม่เอาเครดิตด้วย)

1368520794

แล้วหนังก็เดินหน้าถ่ายทำครับ ได้ออกมาเป็นเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อี โดยกัปตันพิคาร์ด (Stewart) ได้รับคำสั่งให้ไปยังดาวโรมูลันซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็เป็นศัตรูของสหพันธ์ ดวงดาวครับ มีการปะทะกันเป็นพักๆ แต่ตอนนี้มีการติดต่อจากโรมูลันว่าพวกเขาอยากเจรจาสงบศึก หลังจากพวกเขามีผู้นำใหม่ที่ชื่อว่าชินซอน (Tom Hardy)

เมื่อ เดินทางไปถึงพิคาร์ดก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารูปร่างหน้าตาและท่าทางของชิน ซอนนั้นช่างคล้ายคลึงกับเขามาก และจากการสืบค้นก็พบว่าชินซอนคือร่างโคลนของพิคาร์ดอย่างแน่นอน ซึ่งในตอนแรกพวกโรมูลันคิดใจใช้ร่างโคลนของพิคาร์ดในการเข้าแทรกแซงสหพันธ์ แต่แผนกลับเปลี่ยนซะก่อน ทำให้ชินซอนถูกทอดทิ้ง และในที่สุดเขาก็รวมกำลังกับพวกเรมันยึดโรมูลันมาเป็นของตน

แม้ชิน ซอนจะเอ่ยปากว่าอยากได้สันติภาพแต่พิคาร์ดก็มีความระแวงสงสัยว่าชินซอนอาจมี แผนอันตรายซ่อนอยู่ก็ได้… ว่าแต่แผนนั้นคืออะไรกันแน่

Star Trek ภาคนี้กลายเป็นภาคสุดท้ายด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดคือเรื่องรายได้ครับ หนังลงทุนไป $ 60 ล้าน แต่ทำเงินในอเมริกาได้เพียง 43.2 ล้าน หากรวมรายได้ทั่วโลกก็จะอยู่ที่ $67 ล้านเท่านั้น งานนี้ขาดทุนครับ กลายเป็น Trek ภาคที่ทำเงินน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไป

เหตุผลหนึ่งที่รายได้ภาคนี้น้อยก็เพราะหนังโดนล้อมด้วยหนังระดับบิ๊กๆ ไม่ว่าจะ Harry Potter and the Chamber of Secrets, Die Another Day และ The Lord of the Rings: The Two Towers ทำให้ผู้ชมกลุ่มตลาดของหนังแห่ไปอุดหนุนเรื่องอื่นๆ ที่สดใหม่และยิ่งใหญ่กว่าครับ

ขณะเดียวกันความสนุกของหนังก็มีผลเหมือนกัน เพราะหนังภาคนี้เนื้อหาค่อนข้างหนักครับ จริงจังมาก นอกจากช่วงต้นที่ว่าด้วยการแต่งงานของไรเกอร์และทรอยแล้ว หนังก็ออกแนวหม่นมืด มีแอ็กชันเป็นพักๆ และมีโทนที่เครียดเป็นส่วนใหญ่ครับ ตอนพิคาร์ดคุยกับลูกเรือก็ออกแนวจริงจัง ตอนชินซอนสั่งการชาวเรมันก็เครียด แล้วหนังยังมีฉากปะทะกันด้วยยานยาวที่สุดอีกด้วยครับ ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของหนังเต็มไปด้วยลำแสงเฟเซอร์ โฟตอนตอร์ปิโด ฉากระเบิด และตามด้วยความตาย

1368558438

ถ้าพูดกันในแง่หนังแอ็กชัน Star Trek: Nemesis ถือว่าไม่เลวครับ มีความตื่นเต้นและลุ้นในระดับหนึ่ง แต่ส่วนที่หายไปอย่างมากคือความเป็น Star Trek หลายอย่าง อย่างแรกที่สำคัญคือความรักความผูกพันและความเป็นครอบครัวของชาว เอ็นเตอร์ไพรส์ ใช่ครับ หนังมีฉากน่ารักๆ ของพวกเขาตอนไรเกอร์และทรอยแต่งงาน แต่หลังจากนั้นหนังก็เดินหน้าเครียดอย่างเดียว ซึ่งอันนี้โทษ Logan ไม่ได้ โทษ Baird ก็ไม่ได้ครับ เพราะตามบทน่ะมีฉากดีๆ ว่าด้วยความรักระหว่างลูกยานหลายฉาก แล้วยังถ่ายทำเสร็จออกมาแล้วด้วยนะครับ ไม่ว่าจะการสนทนาฉันท์พี่น้องของพิคาร์ดและเดต้าหลังงานแต่ง ที่ทำออกมาได้น่ารักมากๆ เพราะเขาคุยกันถึงเรื่องครอบครัว พูดถึงลูกยานที่กำลังจะจากยานไปทำหน้าที่อื่นๆ เช่น หมอเบฟเวอร์ลี่ ครัชเชอร์กำลังจะไปรับหน้าที่แพทย์อาวุโสที่สหพันธ์ หรือไรเกอร์กับเดียนน่าก็จะไปมียานของตัวเองแล้ว พวกเขากำลังจะแยกจากกัน กัปตันพิคาร์ดเลยเผยความเศร้าระคนดีใจให้เดต้าได้ฟัง

หรือฉากตอนท้าย ที่จริงๆ หนังจะมีฉากจบแบบเต็มๆ อีกนะครับ หลังจากที่เราดูในหนังแล้วหนังจะจบแค่ตอนพิคาร์ดเดินมา โดยทิ้ง บี-4 (Spiner) ไว้ในห้อง แล้วเขาก็จะเดินมาที่สะพาน

แต่ก่อนที่พิคาร์ดจะไปถึง ไรเกอร์จะอยู่ที่นั่นครับ แล้วก็สอนงานเจ้าหน้าที่คนใหม่ (แบบผิดๆ) ก่อนจะเดินจากไป แล้วพอพิคาร์ดเดินเข้ามาก็เจอเจ้าหน้าที่คนใหม่ทำแบบผิดๆ (ตามที่ไรเกอร์สอน) กลายเป็นเรื่องฮากันไป

และที่ฮากว่าคือเก้าอี้ อันใหม่ของกัปตันครับ จะมีอุปกรณ์เสริมเพิ่มขึ้นมา นั่นคือ… เข็มขัดนิรภัย พอเห็นปุ๊บผมปล่อยก๊ากออกมาเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าเอ็นเตอร์ไพรส์ลำไหนก็ไม่มี ทั้งๆ ที่กัปตันเนี่ยล้มลุกหน้าทิ่มไม่รู้กี่รอบ

พิคาร์ดเลยเอ่ยปากว่า “ถึงเวลามีซะทีนะ”

1368558508

ก่อนเรื่องราวจะจบลงด้วยเพลงธีมอันอมตะของหนังชุดนี้ เป็นการจบลงโดยทิ้งท้ายไว้ด้วยการเริ่มต้นใหม่ ของยานลำเดิมที่ลูกยานมีทั้งใหม่และเก่า บ้างก็คุยกัน บ้างก็ทำงาน มันทำให้เรารู้สึกว่าหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้เราโหยหาวันที่ทั้ง 7 ลูกเรือเคยอยู่ร่วมกันบนยาน เคยกอดคอกันผ่านเรื่องยากๆ สารพัด

… แต่บัดนี้ ทั้งหมดเหลือเพียงความทรงจำ… นั่นล่ะครับคือความรู้สึกที่ฉากนี้ให้กับผม

ฉาก เหล่านี้ดูแล้วชอบครับ มันเหมาะมากที่จะนำมาใส่ไว้ แต่ปัญหาคือถ้าใส่ทุกฉากลงไปหนังจะยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องมีการตัด ทีมงานก็ต้องเลือกตัดระหว่างฉากแอ็กชันกับฉากน่ารักๆ ที่ผมเล่าไป แล้วปรากฏว่าสตูดิโอเลือกให้เก็บฉากแอ็กชันเอาไว้…

เนื่องจากในภาค Star Trek V: The Final Frontier นั้นก็เคยมีปัญหาคล้ายๆ กันนี้ครับ หนังมีฉากเยอะจนต้องตัดบางอันออก แต่ครั้งนั้น Shatner ยืนกรานที่จะใส่ฉากดราม่าหรือฉากความสัมพันธ์ระหว่างลูกเรือลงไป จนทำให้รสหนังออกมาธรรมดาและความตื่นเต้นก็น้อย ครั้งนี้สตูดิโอเลยสั่งให้รักษาฉากแอ็กชันเอาไว้

ก็เข้าใจเจตนาของ สตูดิโอเหมือนกันครับ คงหวังว่าฉากแอ็กชันมันจะเรียกคนดูได้มากกว่า… แต่ตอนนี้คำตอบที่สตูดิโอได้ก็น่าจะชัดเจนในบางแง่แล้วเหมือนกันนะครับ

แต่ ในจุดที่หนังทำได้เข้าท่าคือการกำหนดให้พิคาร์ดต้องเจอศัตรูที่จริงๆ แล้วก็คือตัวเขาเองนั่นล่ะครับ แต่เป็นโคลนที่อายุน้อยกว่า และเติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่า เขาจึงกลายเป็นวายร้ายประจำตอนที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง

จริงๆ ในภาคนี้พิคาร์ดค่อนข้างเสียสมาธิไปมาก เพราะเขาเกิดคำถามสงสัยตลอด ตอนแรกก็สงสัยว่าชินซอนคือใคร ต่อมาก็มีคำถามว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนชินซอนให้เป็นฝ่ายดีได้หรือไม่ แน่นอนว่าในคราวแรกเข้าเชื่อว่าเขาน่าจะทำได้ เขาคิดว่า “ก็นั่นคือเขานี่หน่า ถ้าเขาเป็นคนดีในตอนนี้ได้ การจะชักจูงตัวเองให้เป็นอย่างที่เราเป็น มันก็น่าจะเป็นไปได้”

แต่ ผลสุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามนั้นครับ เพราะแม้ชินซอนจะมี DNA ของพิคาร์ดแบบเต็มทุกอณูก็ตาม แต่พวกเขาเติบโตต่างกัน พิคาร์ดเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ก่อนจะเลือกเส้นทางการเป็นกัปตันโดยที่ครอบครัวก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แล้วเขาก็พัฒนาตนเองเรื่อยมา อีกทั้งโชคดีที่ได้คนดีๆ รอบตัวมาช่วยประคองเขา อย่างที่เขาบอกในงานแต่งของไรเกอร์ ว่าไรเกอร์คือคนที่รักษาเข็มทิศชีวิตของเขาให้อยู่บนทางอันถูกต้อง และเดียนน่าที่คอยเป็นที่ปรึกษา รับฟังสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญ

1368558575

ในขณะที่ชินซอนต้องโตมาในถิ่นทุรกันดาร โดนทรมานและทำร้ายมาตลอดชีวิต ในใจเขาจึงอุดมไปด้วยไฟแค้นที่รุนแรงยิ่งยวด

ดัง นั้นจุดต่างระหว่างพิคาร์ดกับชินซอนจึงมีอยู่ เป็นการแฝงแง่คิดของความเป็นคนอย่างง่ายๆ ครับ ว่าสิ่งแวดล้อมและเพื่อนพ้องมีความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกและตัวตนของมนุษย์

อีก จุดที่น่าสนใจคือตอนที่พิคาร์ดถามเดต้าว่า บี-4 หุ่นรุ่นพี่ของเดต้านั้นมีโอกาสที่จะเรียนรู้อะไรต่างๆ แบบที่เดต้าทำหรือไม่ เดต้าก็ตอบว่าไม่ พิคาร์ดจึงถามเหตุผลว่าทำไม

เดต้าตอบว่า “เพราะผมยังอยากดีกว่าที่เป็นครับ

ในความหมายของเดต้าก็คือ การที่เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ ได้เรียนรู้และเข้าใจอะไรมากขึ้นก็เพราะเขามีความ “สนใจใคร่รู้” อยากรู้มากขึ้น อยากพัฒนาตัวเองมากขึ้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่ม แต่กับ บี-4 นั้นเป็นเพียงสมองกลธรรมดาที่ทำงานตามคำสั่งและโปรแกรมที่ป้อนให้ นี่คือจุดต่างที่เดต้ามี แต่บี-4 ไม่มี

พอถึงตรงนี้พิคาร์ดเองก็เห็น ใจชินซอนที่จริงๆ แล้วเขาก็พยายามจะเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ มีมากกว่าที่มีอยู่ แต่สำหรับชินซอนแล้วเขาหวังจะทำมันในเชิง “ทำลาย” มากกว่า “สร้างสรรค์” เช่นหมายจะครองอาณาจักร หมายจะทำลายโลก หมายจะปกครองสหพันธ์ ฯลฯ

พิคาร์ด เห็นใจชินซอนที่ต้องโตมาในวิถีชีวิตที่ผลักดันทัศนคติไปในทิศทางนั้น ซึ่งก็ต้องย้อนมองไปถึงเผ่าพันธุ์เรมันที่ชินซอนเติบโตมา ที่ก็ถูกกระทำจนต้องมีวิถีแห่งเผ่าพันธุ์เป็นนักรบเหมือนกัน

คนไม่เหมือนกัน ก็เพราะเติบโตมาต่างกัน แม้จะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ใช่ว่าจะเหมือนกันไปได้

อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าชินซอนได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีแบบที่พิคาร์ดได้ แล้วเขาเติบโตมาคนละฟากจักรวาล… พวกเขาจะ “สร้างสรรค์” อะไรให้จักรวาลได้มากน้อยเพียงใดนะ

โดย รวมแล้วภาคนี้ก็ออกมาจริงจังจนออกจะหนักไปบ้างครับ และพร่องเรื่องความสัมพันธ์ของลูกยานไปนิด โดยเฉพาะกัปตันกับเดต้าที่ถ้าหากมีการปูพื้นมาดีๆ ตอนท้ายย่อมส่งผลต่อความรู้สึกคนดูอย่างแรงแน่นอน

1368520833

ดาราทุกคนก็แสดงกันได้ลื่นจนไม่ต้องห่วงแล้วครับสำหรับเหล่าลูกยานเจ้าเดิม โดยภาคนี้ Spiner จะได้แสดงฝีมือเยอะหน่อยเพราะเขาต้องเป็นทั้งเดต้าและบี-4 ซึ่งเขาก็สามารถแสดงแยกแยะบทได้อย่างดีครับ, Tom Hardy ที่ตอนนี้ทุกคนคงจำเขาได้จากบทเบนแห่ง The Dark Knight Rises และ นี่คืองานแสดงในบทเด่นเรื่องแรกๆ ครับ ในเรื่องพี่ท่านก็สามารถแสดงบทร้ายออกมาได้อย่างน่าสะพรึง ขณะเดียวกันก็สามารถแสดงท่าทางได้ละม้ายกับ Stewart มากๆ จนน่าชื่นชมทีเดียวครับ

นอกจากนี้ยังมี Ron Perlman ที่โดนเมคอัพจนถ้าไม่บอกคงไม่ทราบ ในบทมือขวาของชินซอน, Dina Meyer ในบทผู้การโดนาตร้า หนึ่งในคนฝ่ายโรมูลันที่แปรพักตร์มาช่วยชินซอน (ก่อนจะแปรพักตร์อีกรอบเมื่อตระหนักว่าชินซอนร้ายกาจเกินไป) แล้วเรายังได้พบกับ Whoopi Goldberg มารับเชิญในบทไกนัน และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็น Wil Wheaton กลับมารับบทเวสลี่ย์ ครัชเชอร์ ลูกชายของคุณหมอเบฟเวอร์ลี่ (ในฉากที่พิคาร์ดอวยพรไรเกอร์น่ะครับ เขาจะนั่งอยู่ข้างคุณหมอเลย) โดยเดิมทีในบทเขาจะมีบทพูดด้วยครับ แต่ก็โดนตัดออกไปตามระเบียบเพื่อไม่ให้หนังยาวเกินไป

ดนตรีประกอบก็จากฝีมือของ Jerry Goldsmith เจ้าเก่าครับ ซึ่งเขาทำดนตรีให้หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนจะจากโลกนี้ไปในปี 2004 ด้วยวัย 75 ปี ซึ่งคอมโพเซอร์ท่านนี้ก็เป็นระดับตำนานของฮอลลีวู้ดครับ ทำดนตรีมาเยอะมาก และเคยได้รับออสการ์หนึ่งครั้งจากงานดนตรีชวนผวาใน The Omen ก็ขอไว้อาลัยท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ

ตอน แรกที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบในโรง ผมรู้สึกโอเคกับหนังแต่ก็ยังโอเคไม่สุด เพราะยังรู้สึกว่าหนังหนักไปนิด บทเดต้าและลูกยานคนอื่นก็ควรมีมากกว่านี้สักหน่อย ว่าง่ายๆ คือหนังไม่เลวแต่ก็ไม่สนุกเต็มอิ่มน่ะครับ บางอารมณ์ก็ยังค้างคาอยู่บ้าง

แต่ ตอนนี้ผมได้ดูฉากที่ถูกตัด ได้ฟังบทสัมภาษณ์ ผมก็รู้สึกโอเคกับหนังมากขึ้น โดยเฉพาะฉากจบของเรื่องที่ผมได้นำเอาฉากจบในหนังแบบที่เราเห็นออกไปจากหัว สมอง แล้วใส่ฉากจบจริงๆ ที่ถูกตัดออกไปแทนที่…

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ แต่ผมรู้สึกว่าหนัง Star Trek ชุด เก่า (ผมหมายถึงฉบับจอใหญ่ที่มีรวมกัน 10 ภาคน่ะนะครับ) ได้จบลงอย่างบริบูรณ์พอดี จบลงอย่างสวยงามแล้ว อาจไม่สวยที่สุดแต่ก็น่าพอใจยิ่ง

แต่ก็แน่ล่ะครับ เมื่อเราจะสรุปกันด้วยจำนวนดาว ผมก็คงให้จากที่หนังเป็นไม่ใช่จากที่ผมเอาไปคิดตัดต่อเอาเองในหัว

สองดาวครึ่งยังได้อยู่ครับStar22(7/10)