อลิซาเบธ เบนเนตต์ (Jessica Lowndes) ออร์แกไนเซอร์คนเก่งได้รับมอบหมายให้ไปจัดงานคริสต์มาสที่เมืองเล็กๆ อันแสนอบอุ่น และที่นั่นเธอได้เจอกับมหาเศรษฐี วิลเลี่ยม ดาร์ซี่ (Michael Rady) หนุ่มบ้างานที่ไม่มีเวลาสำหรับจิตวิญญาณแห่งวันคริสต์มาส
อลิซาเบธ เบนเนตต์ (Jessica Lowndes) ออร์แกไนเซอร์คนเก่งได้รับมอบหมายให้ไปจัดงานคริสต์มาสที่เมืองเล็กๆ อันแสนอบอุ่น และที่นั่นเธอได้เจอกับมหาเศรษฐี วิลเลี่ยม ดาร์ซี่ (Michael Rady) หนุ่มบ้างานที่ไม่มีเวลาสำหรับจิตวิญญาณแห่งวันคริสต์มาส
ป็อบปี้ เบนสัน (Nicky Whelan) คือเจ้าของร้านดอกไม้สาวสวยที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน จนอาจทำให้ต้องปิดร้าน แต่ยังดีครับที่ในเมืองมีการจัดงานประกวดจัดดอกไม้และมีรางวัลเป็นเงินอีกด้วย เธอเลยตัดสินใจลงแข่ง
หนังวันคริสต์มาสที่จริงๆ แล้วมีประเด็นตั้งต้นที่น่าสนใจมากครับ เพียงแต่การเล่าเรื่องและการเดินเรื่องยังไม่ลงตัว และยังไม่ก่อให้เกิดพลังมากพอ เลยทำให้หนังอยู่ในระดับกลางๆ
เรื่องวุ่นๆ เริ่มต้นในช่วงคริสต์มาสครับ เมื่อคุณพ่อและคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคู่หนึ่งเกิดสลับของเล่นที่ตั้งใจจะซื้อไปให้ลูกของพวกเขา นั่นเลยทำให้แผนคริสต์มาสของพวกเขาพังทั้งคู่
มอลลี่ ไวท์ (Pascale Hutton) อดีตที่ปรึกษาชีวิตคู่ที่ผันตัวมาทำงานเป็นครูสอนฟิตเนส ซึ่งงานปัจจุบันของเธอก็คือสอนว่าที่เจ้าสาวให้พร้อมทั้งกาย (ด้วยการออกกำลัง) และใจ (ด้วยการพูดให้พลังใจ) ก่อนเข้าพิธีวิวาห์
ภาคต่อที่ย้อนไปเล่าเรื่องที่มาที่ไปของผีสางที่สร้างความสยองให้กับเหล่าวัยรุ่นใน Ouija ภาคแรก ซึ่งก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่แม้จะไม่ใหม่ แต่ก็ดีเหมือนกันครับ
หนังชุด The Purge ดูเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครับ ภาคแรกเหตุเกิดในบ้าน ภาค 2 เหตุเกิดพล่านเมือง และในภาคนี้ประเด็นที่เอามาเล่นก็ถือว่าระดับประเทศทีเดียว แต่ถ้าพูดถึงความใหญ่ของเหตุการณ์แล้ว ก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าภาค 2 ครับ พล่านเมืองพอกัน
ออกตัวเลยครับว่าไม่เคยอ่านฉบับนิยายมาก่อน จึงไม่สามารถบอกเปรียบเทียบถึงความสนุกได้ และไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเกี่ยวกับหนังเลย (แต่ก็พอจะเดาได้น่ะครับว่านิยายคงสนุกกว่า ตามสูตรอยู่แล้ว)
สำหรับผมแล้ว ภาคแรกถือว่าเรื่อยๆ ครับ คือดูได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ถึงกับติดใจโปรดปรานอะไร แม้ผมจะชอบหนังแฟนตาซีประมาณนี้และหลายอย่างในหนังจะดูไม่เลว และให้ความบันเทิงได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่โดยรวมแล้วหนังยังจับใจขนาดนั้น
สารภาพว่าเผื่อใจตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างแล้วครับ มันตระหนักอยู่ลึกๆ ในใจว่าหนังอาจจะไม่โดนใจเรา และรสชาติคงไม่เหมือนหนังของเฮียโจวซิงฉือสมัยก่อนที่เราเติบโตมา