รู้สึกว่าระยะหลังๆ หนังรักดูจะเข้าโรงน้อยลงนะครับ ไม่ว่าจะรักหวานๆ รักขำๆ หรือรักขมๆ ก็ตาม เรียกว่ามีน้อยจนผมต้องไปพึ่งพาดูหนังหวานๆ จาก Hallmark กันเลยล่ะ
รู้สึกว่าระยะหลังๆ หนังรักดูจะเข้าโรงน้อยลงนะครับ ไม่ว่าจะรักหวานๆ รักขำๆ หรือรักขมๆ ก็ตาม เรียกว่ามีน้อยจนผมต้องไปพึ่งพาดูหนังหวานๆ จาก Hallmark กันเลยล่ะ
อารมณ์ของหนังถือว่าผสมๆ กันระหว่าง The Count of Monte Cristo และ The Lone Ranger ครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สามารถเทียบหนังเหล่านี้ได้เลย
ต้องยอมรับนะครับว่าของอะไรก็ตามที่ฮิตขึ้นมาน่ะ มันจะต้องโดนคนทำหนังจับมาใส่เรื่องผีสางเหนือธรรมชาติลงไปเสมอ 555
หลังจาก Cell ทำให้ผมเซ็งชีวิตไปพอประมาณแล้ว ก็ขอหาหนังมาฟื้นฟูศรัทธาด้านความสยองตื่นเต้นสักเรื่องน่ะนะครับ แล้วผมก็เลือกเรื่องนี้ครับ เพราะกระแสถือว่าสวยมากทีเดียว
Hard Target ภาคแรกมีความหมายต่อผมในฐานะเป็นหนังแอ็กชันเรื่องแรกที่ John Woo ทำให้กับ Hollywood แม้ตัวหนังจะไม่ได้เด็ดขาดอะไรมาก แต่ก็ถือว่ามันส์ครับ อีกอย่างคือหนังจัดเต็มลีลาแบบ Woo แบบเต็มพิกัดไม่ว่าจะสโลว์, สไลด์ยิง, ถือปืนสองมือ หรือเอาปืนมาจ่อใส่กัน
หน้าหนังจริงๆ น่าดูอยู่ไม่น้อยครับ กับการจับเอาเรื่องราวของ เกอร์ทรูด เบลล์ หญิงแกร่งที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เธอคือหญิงสาวที่เลือกจะใช้ชีวิตเป็นนักสำรวจ จนทำให้เธอกลายเป็นผู้สร้างแผนที่ที่ขีดเส้นพรมแดนระหว่างจอร์แดนและอิรัก
จริงๆ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางผมมากเลยครับ เพราะเป็นหนังดราม่าที่จับเอาช่วงเวลาหนึ่งของคนมาบอกเล่า ซึ่งหนังสไตล์นี้ที่ผมชอบก็ยกให้ American Graffiti, Stand By Me และหนังตระกูล Before Sunrise ทั้งหลาย
บนเวทีแจกรางวัลออสการ์ประจำปี 1973 มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือเป็นปีที่มีหนังที่ได้รางวัลออสการ์ไปถึง 8 ตัว ซึ่งถือว่ามากที่สุดในปีนั้น แต่หนังเรื่องที่ว่าไม่ได้รางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม… ใช่ครับ เรากำลังพูดถึงหนังเรื่องนั้นกันอยู่
คู่กรรมฉบับนี้มีกระแสแง่ลบเกิดขึ้นจนน่าตกใจ โดยผมเองก็ไม่ได้ไปพิสูจน์ในโรงครับ ต้องรอออกแผ่นแล้วค่อยว่ากัน (เป็นไปได้ว่ารีวิวนี้จะสปอยล์ครับ ดังนั้นถ้าไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวสรุปได้นะครับ)
ได้ข่าวเหมือนกันครับว่าหนังเล็กๆ เรื่องนี้มีดีไม่น้อย ก็เลยขอลองสักหน่อย