อีกครั้งกับหนังดูสบายสไตล์ Hallmark ครับ ทำไปทำมาก็ดูท่าว่าผมจะติดใจหนังค่ายนี้แบบเต็มๆ ไปเรียบร้อย เพราะแต่ละเรื่องมันดูสบายจริงๆ ครับ พล็อตไม่ซับซ้อนแต่ก็ไม่โล่งโถงจนหาสาระไม่เจอ
อีกครั้งกับหนังดูสบายสไตล์ Hallmark ครับ ทำไปทำมาก็ดูท่าว่าผมจะติดใจหนังค่ายนี้แบบเต็มๆ ไปเรียบร้อย เพราะแต่ละเรื่องมันดูสบายจริงๆ ครับ พล็อตไม่ซับซ้อนแต่ก็ไม่โล่งโถงจนหาสาระไม่เจอ
หนังโรแมนติกคอเมดี้ดูสบาย ที่มาพร้อมหัวใจอบอุ่นสไตล์วันคริสต์มาสของ Hallmark ครับ ก็เรียกได้ว่าผมดูหนังแนวนี้เป็นระยะๆ เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นในใจนั่นเอง
ผมคิดเสมอครับว่ายุคหนึ่งเดี๋ยว Stephen King ก็จะกลับมาฮ็อตในวงการหนังอีกครั้ง เหตุผลแรกก็เพราะงานของเขามีดี ร่วมสมัย และส่วนใหญ่จะเหมาะแก่การนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ (ขอเพียงคนทำมือถึงและเข้าใจแก่น ก็โอเคแล้ว)
ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมอุทานเลยว่า “แม่เจ้าโว้ย!” เพราะหนังทำออกมาเวิร์กเลยครับ แม้จะเป็นหนังลง Netflix แต่มันทำออกมาได้ดี น่าติดตาม สำหรับผมนี่ถือว่ามันสมการรอคอยเลยทีเดียว
เป็นหนังทีวีครับ ออกแนวสอนวัยรุ่นซึ่งอย่างที่ผมเคยบอกครับว่าอเมริกาทำหนังทำนองอุทธาหรณ์สอนใจแบบนี้บ่อยๆ และส่วนมากก็มักจะนำเอาเค้าโครงเรื่องจริงมาสร้างด้วย
เมื่อคนพบเจอปัญหา เราก็มีวิธีจัดการกับมันหลากแบบต่างกันไปครับ บางคนเลือกที่จะหนี บางคนเลือกที่จะเผชิญหน้า บางคนเลือกที่จะค้นหาในกรณีที่ยังหาไม่เจอว่าไอ้ตัวที่ทำให้เราเจ็บช้ำ ต้องระกำใจนั้นคืออะไร
ถ้าหากว่าคนรักของคุณสมองกระทบกระเทือน ส่งผลให้ความทรงจำทั้งหมดที่เขาหรือเธอมีต่อคุณหายไปจนสิ้น ว่าง่ายๆ คือเขาจำไม่ได้ว่าคุณคือใคร และจำความรักที่คุณมีให้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย… เช่นนั้นแล้ว คุณจะทำอย่างไร?
นึกไม่ถึงเหมือนกันนะครับ ว่าหนังชุด “สะบายดี” จะยาวมาถึง 3 ภาคแล้ว
ภาคแรกประทับใจผมมากครับ ชอบในความรักอันเรียบง่ายและบรรยากาศดีๆ ของประเทศลาว พอมาภาค 2 ใจก็พยายามลดความคาดหวัง เพราะรู้มาว่าเนื้อเรื่องเปลี่ยนโทน แม้จะถ่ายทำที่ลาวและได้นางเอกคนเดิมมารับบท แต่พระเอกของเรื่องไม่ได้มาในแนวนิ่มๆ สุภาพๆ แบบภาคแรก
ยามดูหนังเรื่องนี้ผมเกิด 2 ความรู้สึกผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน