รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

1922 (2017)

22554839_1804293949601398_6251766941918337277_n

ผมคิดเสมอครับว่ายุคหนึ่งเดี๋ยว Stephen King ก็จะกลับมาฮ็อตในวงการหนังอีกครั้ง เหตุผลแรกก็เพราะงานของเขามีดี ร่วมสมัย และส่วนใหญ่จะเหมาะแก่การนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ (ขอเพียงคนทำมือถึงและเข้าใจแก่น ก็โอเคแล้ว)

เหตุผลที่สองก็เพราะ Hollywood เป็นแบบนี้ทุกทีครับ ชอบขุดเอาของเก่าเวียนมาใช้งาน ไ่ว่าจะสารพัดการรีเมคหรือการเอาของดีจากเอเชีย-ยุโรป-นานาชาติ มาปรุงใหม่ในแบบของตนเอง ดังนั้นไม่ช้าก็เร็ว King ก็ต้องกลับมา

และปีนี้ก็เหมือนจะเป็นปีนั้นครับ แม้ The Dark Tower จะไม่เข้าเป้า แต่ IT ไปได้ดี ตามด้วย Gerald’s Game ของ Netflix ก็ทำออกมาได้มาตรฐาน ส่วน Mr. Mercedes แม้ผมจะยังไม่ได้ดู แต่ก็ได้รับคำชมในแดนบวกไปพอสมควร

และตอนนี้นอกจาก IT ภาค 2 แล้ว นิยายอย่าง The Talisman, The Stand เริ่มได้รับการพูดถึงว่าจะเอามาทำเป็นหนัง นี่ยังไม่รวม Castle Rock ที่ทำท่าว่าจะเอาเรื่องของ King มาสร้างเป็นจักรวาลใหม่ เรียกว่ามีอะไรให้จับตาอีกเยอะครับ

แต่ก็นั่นล่ะครับ ใช่ว่าหนังทุกเรื่องที่สร้างจากนิยายของป๋า King จะต้องเข้าเป้าเสมอไป ที่ทำออกมาอยู่ในระดับกลางๆ หรือค่อนไปทางแย่ก็มีในทุกยุคทุกสมัยเช่นกัน และเรื่อง 1922 นี่ก็เข้ากระเดียดไปในทาง “กลางๆ” ครับ

เรื่องราวเกิดในปี 1922 ตัวเอกคือวิลเฟรด เจมส์ (Thomas Jane) ชาวไร่ที่กำลังอยู่ในจุดวิกฤติ เมื่อภรรยา (Molly Parker) ประกาศว่าจะขายไร่ 100 เอเคอร์แล้วไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพอดีว่าที่ดินแห่งนี้เป็นมรดกของเธออยู่แล้ว เธอเลยมีสิทธิ์เต็มที่

แต่วิลเฟรดไม่เห็นด้วยครับ พอคุยกับภรรยาไม่รู้เรื่องก็เลยวางแผนฆาตกรรมเธอซะ เพื่อจะได้รักษาที่ดินผืนนี้ไว้ แต่ผลแห่งการกระทำนั้นกลับไม่ได้ลงเอยด้วยความสุขแบบที่เขาปรารถนาเลยแม้แต่น้อย

Jane แสดงได้ดีครับ เขาพลิกบทบาทเป็นชาวไร่ได้แบบน่าเชื่อ ทั้งท่าทาง สำเนียง ดูเป็นคนทำไร่ในชนบทจริงๆ และจุดดีต่อมาคืองานภาพของ Ben Richardson (The Fault in Our Stars ) ที่ถ่ายภาพไร่ข้าวโพดออกมาได้สวยงามดี และดนตรีของ Mike Patton ก็มีความเด่นในการเอา “เครื่องสี” มาใช้สร้างโทนของหนัง

แต่จุดอ่อนขนานใหญ่คือการเล่าเรื่องที่ออกจะเรื่อยเกินไปจนผมเชื่อว่าต้องทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อแน่นอน ซึ่งจริงๆ ก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะพล็อตมันไม่ได้มีอะไรเยอะ เป็นเรื่องของชายที่ฆ่าเมียแล้วก็ต้องรับผลร้ายทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งก็ไม่ได้ใหม่อะไรหากดูที่เนื้อเรื่อง

ของแบบนี้ทางเดียวที่จะช่วยได้คือการเล่าเรื่องให้น่าสนใจน่ะครับ ซึ่งจริงๆ ก็มีหลายประเด็น ไม่ว่าจะเรื่องดราม่าระหว่างพ่อลูก หรือความหลอนที่สามารถบิ้วให้มันดูมีอะไรขึ้นมาได้ อีกทั้งบทสรุปที่จริงๆ ผมว่ามันเข้าท่าดีน่ะครับ เพียงแต่การเล่าเรื่องระหว่างทางมันเน้นอะไรพวกนี้น้อยไปหน่อย

=====================================
=== สปอยล์นะครับ ไม่อยากทราบข้ามได้เลยครับ ===
=====================================

“อะไรพวกนี้” ในความหมายของผมก็คือ บทสรุปของเรื่องมันก็ออกแนว “ทำไม่ดีก็ต้องได้ไม่ดี” น่ะครับ วิลเฟรดก็ต้องเผชิญกับเรื่องเครียดๆ กดดันๆ และชีวิตที่แสนแย่ จนชวนให้คิดเหมือนว่าถ้าเขาเลือกทำตามที่เมียว่า ลดอัตตาลงมาหน่อย แล้วไปเริ่มชีวิตใหม่ซะ เขาก็อาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ก็ได้

ดังนั้นแง่คิดสำคัญคือการกระตุ้นให้เรา “คิดให้ดีๆ ก่อนทำ” ครับ โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดกฎหมายนี่ต้องคิดให้หนัก เพราะการคิดสั้นๆ มันอาจจะทำให้เราต้องรับความทุกข์ที่ยาวนานไปชั่วชีวิตเลยก็ได้

โดยรวมแล้วหนังเดินเรื่องช้าไปครับ เลยทำให้มันออกจะน่าเบื่ออยู่ แต่หากว่ากันถึงสาระแล้ว ก็ชวนให้ฉุกคิดได้ดีครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องแล้วแต่ล่ะครับว่าท่านจะสนใจชมไหม เอาเป็นว่าถ้าชอบ Thomas Jane ก็น่าลองครับ เขาแสดงได้ดี หรือถ้าชอบป๋า King ก็สามารถดูเพื่อ “เก็บเกี่ยวสาระ” จากผลงานของเขาได้ เพียงแต่อย่าคาดหวังเท่านั้นก็น่าจะพอครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements