ถ้าว่ากันโดยพล็อตแล้วถือว่าน่าสนใจนะครับ สไตล์เรื่องมันออกแนวแอ็กชันแบบระทึกขวัญในสถานที่จำกัด ตัวละครก็ไม่เยอะ มาคอยหักเหลี่ยมหักเล่ห์กัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นคนดี (แต่มีอดีต) กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มาเพื่อล่าและฆ่าโดยเฉพาะ
ถ้าว่ากันโดยพล็อตแล้วถือว่าน่าสนใจนะครับ สไตล์เรื่องมันออกแนวแอ็กชันแบบระทึกขวัญในสถานที่จำกัด ตัวละครก็ไม่เยอะ มาคอยหักเหลี่ยมหักเล่ห์กัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นคนดี (แต่มีอดีต) กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มาเพื่อล่าและฆ่าโดยเฉพาะ
จริงๆ The Tourist เป็นหนังฟอร์มดี ดาราดึงดูด โลเกชั่นนี่จัดว่าเวิร์กมาก นำเสนอบรรยากาศสวยๆ ศิลป์ๆ ของเวนิสได้ไม่เลว
ผู้กำกับ John McTiernan เป็นอีกคนที่มีฝีมือนะครับ เพราะผลงานของเขาส่วนมากจะน่าสนใจทั้งสิ้น ตั้งแต่ Die Hard ภาคแรกและภาคสาม, The Hunt for Red October, The Thomas Crown Affair, Predator, The 13th Warrior และ Medicine Man (ละเรื่อง Rollerball ไว้ในฐานที่เข้าใจครับ อันนั้นมือร่วงแบบผิดคาดจริงๆ)
Ridley Scott (Alien, Gladiator, Black Hawk Down และ American Gangster) กำกับหนังแนวนี้ก็กะอยู่แล้วว่าต้องเข้มดีตามสไตล์พี่แก
ดร.แอ็บเนอร์ เพอร์รี่ (Peter Cushing) นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้สามารถประดิษฐ์คิดค้นยานพาหนะที่สามารถเจาะไปยังใต้โลกได้ เขากับเดวิด อินเนส (Doug McClure) หนุ่มอเมริกันผู้เป็นศิษย์โปรดของเขา ได้ร่วมกันเดินทางไปยังใต้โลกเพื่อค้นหาความลับว่าภายในเปลือกโลกของเรานี้มีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่
เหตุการณ์ต่อเนื่องสานต่อเรื่องจากภาคแรกมาเลยครับ ตอนที่แล้วหลังจากสงครามระหว่างเอเลี่ยนกับพรีเดเตอร์บนพื้นโลกสิ้นสุดลงด้วยการตายกันเกลื่อน และเจ้าพรีเดเตอร์ตัวสุดท้ายที่มาตายเอาตอนจบภาคก่อนเกิดมีตัวเอเลี่ยนฝังอยู่ แล้วมันก็แหวกอกออกมาตามธรรมเนียม
ผมสนุกกับ Jumanji ภาคนี้มากกว่าที่คิดครับ คือมันเบาสมอง ดูเพลิน ผจญภัยไปเรื่อยๆ มีตัวละครที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ที่น่าจดจำ เรียกว่าตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดี แม้จะไม่ถึงขั้นสุดยอด แต่ก็พูดได้ว่าสนุกน่ะครับ
หาก Star Wars ภาค The Force Awakens คืองานบูชาครูที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ พร้อมด้วยกลิ่นอายเดิมๆ แล้วล่ะก็ The Last Jedi นี่ก็คงถือเป็นการเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ ตรงกับที่ลุคบอกไว้ในตัวอย่างว่า “มันจะไม่ได้จบลง เช่่นที่เจ้าคาดคิด”
หนังเรื่องนี้ถือเป็นการประกาศของ Netflix ว่าเขาเอาจริงครับ ประมาณว่าพร้อมโดดลงมาเป็นผู้เล่นพร้อมแชร์ตลาดกับบรรดาค่ายหนังต่างๆ ที่ทำหนังฉายโรง เพราะถ้าว่ากันด้วยหน้าหนังแล้ว ฟอร์มมันดูดีกว่าหนังฉายโรงบางเรื่องซะอีก
ผมเชื่อว่าคอหนังที่โตมากับยุค 90 น่าจะจำหนังเรื่องนี้ได้ครับ เพราะก่อนการมาของ Titanic นั้น Waterworld ได้ชื่อว่าเป็นหนังลงทุนสูงที่สุดนั่นคือประมาณ 175 ล้านเหรียญ (ยังไม่รวมงบโฆษณานะครับ) และผลลัพธ์ที่ได้คือหนังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำไป 264 ล้านจากทั่วโลก