เป็นอีกเรื่องที่เปิดดูแบบไม่คาดคิด แบบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยสักอย่าง – ตอนแรกยังนึกว่าเป็นหนังเกาหลีด้วยซ้ำครับ – ครั้นพอดูจนจบก็สรุปได้เลยว่าผมชอบนะ หนังสนุกดี ไม่หวือหวาอะไร แต่ใช้ได้ในแนวของมัน เลยอยากมาชวนให้ดูกัน
ผมคงไม่เล่าพล็อตมากนักน่ะนะครับ เอาเป็นว่าเรื่องมันเกิดในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่มีเด็กหายตัวไป ตำรวจเลยเข้ามาสืบสวน ซึ่งเรื่องราวมันก็จะพัวพันไปถึงอีกหลายเหตุการณ์ และหลายตัวละคร อันนี้ผมว่าไปดูไปรู้เองจะสนุกกว่าครับ
ดาราในเรื่องประกอบด้วย เจิ้งไค (Ryan Zheng) ในบทถังอวี่ พ่อของเด็กที่หายตัวไป, เจียงเหยียน (Jiang Yan) เป็นอาอวี้ ภรรยาของถังอวี่, เฟิงเสวี่ยหยา (Feng Xue Ya) เป็นสวีอิ๋งอิ๋ง เพื่อนบ้านของครอบครัวถัง, เฝิงปิง (Feng Bing) เป็นสวีจื้อเจี๋ย พ่อของอิ๋งอิ๋ง, หวงเสี่ยวเหลย (Huang Xiao Lei) เป็นฟางหมิ่น ตำรวจที่มาสืบคดี
Roy Chiu รับบท เหยียนอู่ ชายผู้ติดพนันจนชีวิตดิ่งลงเหว, หลิวฮ่าวฉุน (Liu Hao Cun) เป็นหลินอวี่ถง เจ้าของห้องที่เหยียนอู่เช่า, หลี่เฉิน (Li Chen, Jerry Lee) เป็นหลินเหวินเจา พี่ของอวี่ถง, ปี้เหวินจวิ้น (Bi Wen Jun) เป็นอาจวิ้น เพื่อนร่วมงานที่แอบชอบอวี่ถิง และหนังเขียนบทและกำกับโดย เฉิงเหว่ยหาว (Cheng Wei Hao) ครับ
สิ่งแรกที่ท่านต้องเตรียมตัวไว้ก่อนดูคือหนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมงกับ 20 นาทีครับ สำหรับผมนี่ถือว่ายาวนะ แต่กลายเป็นว่าหนังไม่น่าเบื่อแฮะ มันดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ซึ่งหนังมาในแนวดราม่าระทึกขวัญซ่อนเงื่อนที่พาเราตามปมไปเรื่อยๆ ดังนั้นใครอยากดูหนังที่หวือหวา สะเทือนขวัญ ตื่นเต้นเร้าใจแบบนั่งรถไฟเหาะแล้วล่ะก็ เรื่องนี้จะไม่ตอบโจทย์นั้นครับ

หนังมันเล่าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ พาเราไปรู้จักกับแต่ละตัวละคร พาเราไปเห็นภาพรวมของสถานการณ์ ดังนั้นครึ่งแรกอาจต้องใช้ความอดทนและสมาธินิดนึง เพราะมันจะมีรายละเอียดพอสมควร แล้วทีนี้พอเรื่องเดินไปถึงครึ่งทาง เราจะเริ่มเห็นโยงใยอะไรๆ ชัดขึ้น ทีนี้ล่ะความน่าสนใจจะเริ่มไต่ระดับ ความน่าติดตามจะเพิ่มขึ้น
ตอนดูจบนี่ผมคิดเลยว่า “เขียนบทร้อยเรียงได้ดีนี่” คือบทมันอาจจะไม่ได้ว้าว ไม่ได้แหวก หรือแปลกใหม่อะไร ยิ่งสำหรับคนที่ชอบดูหนังสืบสวนเยอะๆ ก็อาจจะเดาทางได้ในหลายประเด็น แต่กระนั้นผมว่าหนังมันก็สนุกน่ะครับ อย่างแรกเลยที่ต้องชมก็คือเหล่านักแสดงทุกคนที่เล่นได้ดี สมบทบาท ทำให้หนังมีพลังและน่าติดตามมากขึ้น
คนต่อมาที่ต้องชมคือ เฉิงเหว่ยหาว ที่ควบเก้าอี้ทั้งเขียนบทและกำกับ ในส่วนของบทนอกจากจะร้อยเรียงปมต่างๆ ได้ดีแล้ว มิติของตัวละครก็ถือว่าน่าสนใจ แต่ละคนจะมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง ที่คนดูจะจำได้อย่างรวดเร็วว่าใครเป็นใครและบุคลิกเป็นแบบไหน จุดนี้ช่วยให้เราตามเรื่องได้ง่ายขึ้น
ส่วนการเล่าเรื่องก็ถือว่าเพลินครับ ดูได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ – อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความชอบด้วยน่ะนะครับ ถ้าใครชอบดราม่าซ่อนเงื่อนที่เดินเรื่องเหมือนเปิดอ่านนิยายไปละหน้าก็น่าจะเข้าทาง – และปกติหนังที่ยาวๆ แบบนี้ผมมักจะต้องพูดว่า “ถ้าหนังสั้นกว่านี้ ซอยโน่นนี่ลงหน่อยก็คงจะดี” แต่สำหรับเรื่องนี้ผมไม่รู้สึกแบบนั้นเลยครับ ผมว่าแต่ละฉากมันมาพร้อมความสำคัญ เช่นฉากนี้เล่าให้เรารู้จักตัวละคร ฉากนั้นเล่าให้เราเห็นภาพรวมของเรื่อง หรือฉากนั้นจะมาพร้อมรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราเอะใจ ก่อนจะมาเข้าใจอีกทีในภายหลัง
ถึงจุดนี้ผมคงต้องขอสปอยล์หน่อยล่ะครับ ใครไม่อยากทราบข้ามไปได้เลยนะครับ เอาเป็นว่าผมสรุปอีกทีตรงนี้ ว่าถ้าท่านชอบหนังดราม่าผสมสืบสวนซ่อนเงื่อนแบบผ่อนคันเร่ง เรื่องนี้จัดว่าควรค่าแก่การรับชมอยู่ครับ

===== สปอยล์ครับ =====
ผมว่าธีมสำคัญของหนังจะว่าด้วยเรื่องของครอบครัวครับ ผมชอบตอนที่ตัวละครพูดประโยคชวนคิดอย่าง “คนที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกันทุกวัน แต่กลับไม่เข้าใจกันและกันเลยสักนิด แบบนั้นเรียกครอบครัวได้หรือ?” หรือ “พ่อแม่หลายคนเพิ่งจะมาเรียนรู้เรื่องการเป็นพ่อแม่ ก็หลังจากมีลูกนั่นแหละ” อะไรเหล่านี้สะท้อนความจริงได้ดี
ในเรื่องเราจะเห็นได้ว่าแต่ละครอบครัวล้วนไม่สมบูรณ์แบบ บางครอบครัวพ่อดีแต่ลูกไม่ดี บางครอบครัวลูกดีแต่พ่อไม่ดี หรือบางครอบครัวก็มีปัญหาไม่เข้าใจกัน เพราะต่างคนต่างก็มองแต่ในมุมของตัวเอง
บางทีสิ่งง่ายๆ ที่ยากทีสุดในการจะแก้ปัญหาภายในครอบครัวก็คือ แต่ละคนต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าเราเป็นแบบไหน แล้วหันมาพิจารณาให้ดีๆ ว่า “การที่เราเป็นเราอยู่อย่างนั้น มันมีส่วนทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวไหม” แล้วจากนั้นเราค่อยๆ หันหน้าเข้าหากัน ค่อยๆ ปรับซึ่งกันและกัน
โปรดสังเกตว่าผมจะใช้คำว่า “การที่เราเป็นเรา” แต่ผมไม่ใช้คำว่า “ถูกหรือผิด” เพราะบางทีแม้เราจะทำถูกทุกอย่างและมีเหตุผลหนักแน่น แต่หากเราเลือกที่จะไม่เปิดใจฟังใครเลย เลือกที่จะหักหาญให้ทุกคนทำตามสิ่งที่เราคิดว่า “ถูก” โดยปราศจากการประนีประนอมหรือความเข้าใจ แบบนั้นต่อให้เรายึดในสิ่งที่ถูก มันก็สามารถนำไปผิดทางได้
ในครอบครัวแตกต่างจากในศาลครับ ในศาลนั้นเน้นพยานหลักฐาน เน้นความเด็ดขาด เน้นถูกเน้นผิด แต่ครอบครัวคืออะไรที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น มีปัจจัยทางอารมณ์และความรู้สึกมากกว่านั้น การจะจัดการอะไรสักอย่างในครอบครัวจึงต้องอาศัยความยืดหยุ่น ไม่แข็งไปและไม่อ่อนเกิน
ในแต่ละครอบครัวจะมีจุดพอดีอยู่ที่ไหนสักแห่งครับ และมันเป็นหน้าของเราที่ต้องหาให้เจอ

และมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก คือฉากที่หนังย้อนไปเล่าถึงวันที่อวี่ถงมาดูห้องของเธอที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ บรรยากาศของซีนนั้นดูสวยงาม ทุกอย่างลงตัว และที่แห่งนั้นช่างดูน่าอยู่อย่างยิ่ง
ที่ผมสะเทือนใจก็เพราะ ผมดันรู้แล้วว่าเธอจะต้องเจอกับอะไร เมื่อเธอมาอยู่ห้องนี้ – อันนี้ต้องยอมรับว่าหลิวฮ่าวฉุนแสดงได้ดีมากจริงๆ ครับ โดยเฉพาะตอนเธอร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น สีหน้าแววตาเธอมันบอกเลยว่าทำไมเธอต้องมาเจอกับเรื่องนี้ เธอทำผิดอะไร?
ฉากนั้นสะท้อนความจริงเจ็บๆ ที่ว่า “เราอยู่ในโลกที่ต่อให้เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็มีสิทธิ์เจอเรื่องร้ายได้” และสิ่งที่เธอเจอนั้นมันไม่ใช่เพราะความโชคร้ายหรือความซวย แต่มันคือสิ่งที่มีใครบางคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้น… คนด้วยกันนี่แหละ
อีกอย่างที่เดาได้ตั้งแต่ต้นคือ เวลาในเรื่องมันต้องเหลื่อมกันแหงๆ ตามสูตรของหนังแนวนี้ที่การเล่าเรื่องอาจจะไม่ได้ลำดับเหตุการณ์ตามไทม์ไลน์ ก็ถือเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ผู้กำกับสามารถเอามาใช้ได้อย่างพอเหมาะ
===== หมดสปอยล์ครับ =====
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
Categories: Movie Reviews, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Crime, Drama, Mystery, Recommended Movies, Thriller












