บางครั้งเราก็ได้พบอะไรดีๆ โดยที่ไม่คาดคิดครับ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเกิดไม่บ่อยนักหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูหนังที่พอจะเดาได้ว่าหนังเรื่องนี้เวิร์คหรือไม่ แต่กับครั้งนี้ ผมเจอหนังที่รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรอยู่พอสมควร
ผมเอาหนังเรื่องนี้มาดูด้วยเหตุผลเดียว คือนางเอกน่ารักดีครับ Haha นี่คือว่ากันซื่อๆ เลยนะ เช่ามาดูก็เพราะนางเอกนี่แหละ ในขณะที่ตัวหนังผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่กลายเป็นว่าพอดูๆ ไป หนังกลับให้อะไรมากกว่าที่คิด
เนื้อเรื่องง่ายมากครับ พอล (Carmine Giovinazzo) หนุ่มเสเพลได้พบเจอกับจอร์เจีย (Monet Mazur) โดยบังเอิญ พวกเขาชอบพอกันในเวลาอันสั้น ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันทำมาหากินด้วยการแบล็คเมล์คนอื่น ซึ่งตอนแรกก็ดูเหมือนจะไปได้ดี แต่พอพวกเขาไปแบล็คเมล์ชายผู้ฉลาดเป็นกรดอย่างมาร์แชลล์ (Vincent Ventresca) นักธุรกิจจอมเจ้าเล่ห์ที่ตลบหลังสองคนนี้กลับ โดยการยื่นข้อเสนอให้พอลและจอร์เจียมาร่วมงานสกปรกกับเขา
ตอนแรกทั้งคู่ก็มีเงินใช้แบบสบายๆ ครับ แต่พอเวลาผ่านไป พอพวกเขาร่วมมือกับมาร์แชลล์มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งถอนตัวยากขึ้นเท่านั้น
หนังไม่ได้สุดยอดนะครับ ไม่ได้เจ๋งอะไร เดินเรื่องง่ายๆ แบบ 1 2 3 4 เนื้อหาเอาจริงๆ ก็ตามสูตรของหนังแนวระทึกขวัญหักหลังกัน แต่จุดที่ผมชอบกลับเป็นความง่ายของการเล่าเรื่องที่ดูได้เรื่อยๆ ดาราก็แสดงกันได้โอเค อย่าง Giovinazzo ที่สามารถรับบทหนุ่มเสเพลเจ้าอารมณ์ได้อย่างน่าเชื่อ พอๆ กับ Ventresca ที่เจ้าเล่ห์และชั่วร้ายได้อย่างน่ารังเกียจ เอาแค่ฉากที่เขาขู่จะเอารองเท้าจากพอลในช่วงท้ายนั่นก็ต้องยอมรับในฝีมือแล้ว
ส่วน Mazur ก็ไม่ได้มาเพื่อน่ารักอย่างเดียว กลายเป็นว่าตัวละครของเธอนั้นมีพัฒนาการอย่างคาดไม่ถึง จากที่ตอนแรกเธอคือสาวน้อยสุดร้ายที่มองว่าการต้มตุ๋นไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่พอเธอได้ไปเจอกับโลกอันโสมมของมาร์แชลล์แล้ว เธอก็เริ่มสำนึกได้ว่าเธอกำลังทำสิ่งผิด

ผมชอบฉากที่เธอได้พบกับชายชราเจ้าของร้านชำน่ะครับ อันนี้ต้องเล่าก่อน คือเจ้าของร้านชำคนนี้คือคนที่มาร์แชลล์ต้องการจะไล่ที่ มาร์แชลล์เลยให้พอลกับจอร์เจียไปก่อกวนชนิดที่เรียกได้ว่าหนักหนาพอสมควรทีเดียว ทีนี้พอเวลาผ่านสักพักไป พอจอร์เจียเริ่มจะคิดได้ เธอเลยไปซื้อของที่ร้านชำแห่งนั้น เธอได้เห็นสภาพของร้านที่เละเทะอันเนื่องมาจากสิ่งที่เธอทำไว้ แต่กระนั้นเจ้าของร้านก็ยังมีอัธยาศัยดี มีความน่ารัก และมีน้ำใจ… จากสิ่งที่เห็น ผมเข้าใจทันทีเลยว่าทำไมจอร์เจียถึงสำนึกผิดและคิดจะกลับตัว
ฉากนี้ผมชอบมากครับ มันออกมาอย่างง่ายๆ ง่ายแบบที่เราพบได้ในชีวิตจริง จนมันทำให้เราเกิดอารมณ์ร่วมได้อย่างง่ายดาย ชนิดที่ไม่ต้องมาบิ้วอารมณ์อะไรให้มากมาย
หนังเขียนบทและกำกับโดย Eric Schwab ซึ่งเขาเคยเป็นผู้กำกับกองสองให้กับหนังของผู้กำกับ Brian De Palma อย่าง Casualties of War, The Bonfire of the Vanities, Carlito’s Way, Mission: Impossible, Snake Eyes, Mission to Mars และยังได้ไปทำหน้าที่นี้ใน Top Gun: Maverick ด้วย
ส่วนตัวผมว่าชายคนนี้มีของอยู่ครับ (ไม่งั้นคงไม่ได้โอกาสไปร่วมทำ Top Gun: Maverick หรอก) และผมรู้สึกได้ว่าเขาตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ไม่น้อย อย่างบทนี่เอาจริงๆ คือดูง่ายๆ แต่ก็สามารถแจกแจงตัวละครได้ไม่เลว เอาแค่เรื่องชองชายชราเจ้าของร้านชำก็พอแล้วครับ แค่ไม่กี่ฉากแต่ก็สร้างอารมณ์สะเทือนใจให้เราได้ จุดนี้ก็ต้องชมฝ่ายคัดเลือกนักแสดงด้วยนะครับ (Susan Bluestein – คนนี้ก็ระดับตำนานอีกคนเหมือนกัน) ที่เลือกมาได้เหมาะกับบททุกคน – คนที่รับบทชายชราคนนี้ก็คือ Allan Wasserman ดาราสมทบอีกคนของฮอลลีวู้ดที่แสดงในหนังและซีรี่ส์นับร้อยเรื่อง และเคยปรากฏตัวใน Big กับ Cocktail แต่ผมมั่นใจว่าท่านจะจำเขาไม่ได้หรอกครับ
เอาจริงๆ ผมก็แปลกใจอยู่นะ ที่จู่ๆ ก็มารู้สึกดีกับหนังทุนต่ำที่ไม่ได้ดังอะไร และถ้าถามว่ามันดีมากไหม ก็บอกเลยว่ายังหรอก หนังยังไม่ถึงขั้นชวนติดตามแบบเต็มๆ หรือบทก็ไม่ได้มีการเฉือนคมหรือเข้มข้นอะไรขนาดนั้น แต่องค์ประกอบเรื่องภาพและอย่างฉากนั้นที่ผมได้เล่าไป มันออกมาดีครับ ว่าง่ายๆ คือหนังก็มีทั้งส่วนที่ดีจนผมจดจำ แล้วก็มีอีกหลายส่วนที่ยังดีได้อีกเยอะ ผสมปนเปกัน
ผมคงไม่ใช่คำว่า “หนังแนะนำ” สำหรับเรื่องนี้น่ะนะครับ แค่อยากนำมาเล่า และเผื่อใครมีโอกาสได้ดู ก็ลองดูครับ ลองให้โอกาสหนังเรื่องนี้สักครั้ง หรืออย่างน้อยก็นั่งดูฉากที่ผมเล่าก็ได้ บางทีการดูแค่ฉากนั้นอาจทำให้ท่านจดจำหนังได้ดีกว่าดูทั้งเรื่องก็ได้นะ
ส่วนผม ก็คงต้องขอบคุณความสวยและมีเสน่ห์ของ Mazur ที่ชักนำผมมาดูหนังเรื่องนี้ หนังที่อาจไม่ได้ดีเด่นถึงขั้นต้องดู และเอาจริงๆ คนที่ดูแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้กันนัก แต่มันกลับมีฉากดีๆ ให้ผมได้เก็บไว้ในความทรงจำแบบคาดไม่ถึง
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
ชื่ออื่นๆ
The Learning Curve
Categories: Movie Reviews, Crime, Drama, Thriller












