คนของเสือทองคำ (ถังอุ่ยห้าว, Teng Wei Hao) ถูกสังหารระหว่างขนส่งสินค้า แล้วเวลาต่อมาฟางฉางฟง (อ้ายเฟย, Ai Fei) ก็ถูกสังหารไปอีกคน ร่องรอยหลักฐานชี้ว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับ เย่ชิงฮัว (หลิวยี่ผู, Liu Yu Po) จอมยุทธสาวฉายานางแม่มด
เมื่อทราบความดังนั้น เหลยซิ่น (เอ๋อตงเซิน, Derek Yee, Yee Tung Shing) และเจาอิโตว (ไป่เปียว, Jason Piao Pai) ซึ่งเป็นสหายของเย่ชิวฮัวจึงร่วมมือกันสืบหาความจริง อันนำมาสู่การฝ่าด่านเส้าหลินและการไขปริศนาว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด
สมทบด้วย กุ๊ฟง (Ku Feng) ในบทหัวหน้าลู่, กวนเฟิง (Kuan Feng) ในบทหัวหน้าหลงเทียนเซียง, หลี่ไห่เซิง (Lee Hoi Sang) เป็นคงเซี่ยไต้ซือ หัวหน้าฝ่ายวินัยของเส้าหลิน, เกาเฟย (Phillip Ko) เป็นเจียนเสียงไต้ซือ, เจียนเซิน (Chan Shen) เป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน, หวังชิงเหอ (Wong Ching Ho) มาแว้บๆ เป็น 1 ใน 6 ปีศาจกวางตง และหนังกำกับโดย ถังเจีย (Tang Chia) ครับ
ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังแนวหลวงจีนวัดเส้าหลินฝึกปรือฝีมือ แต่ที่ไหนได้หนังรวมมิตรเลยครับ เป็นแนวแอ็คชั่นตะลุยยุทธจักร บวกด้วยการลุยด่านในวัดเส้าหลิน แล้วยังผสมแนวสืบสวนตามล่าคนร้ายเข้าไปอีก เรียกได้ว่าครบกว่าที่คิด และความสนุกก็ถือว่ามาเรื่อยๆ จนแอบรู้สึกว่ามาเยอะกว่าที่คาด เพราะหนังสามารถเอารสชาติของแนวต่างๆ มาผสมผสานกันได้ไม่เลว
ถ้าจะมีอะไรที่แอบติดใจหน่อยก็คงเป็นการที่ภายในวัดเส้าหลินดูจะอ่อนแอและบารมีลดลงไปไม่น้อย ดูไม่น่าเกรงขามเหมือนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังตั้งใจวิพากษ์ยุคอ่อนแอของสำนักหรือเปล่า แต่ก็ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยหนังมันก็สนุกสนานได้ใจ ก็เลยพอจะมองข้ามไปได้

คิวบู๊มีมาเรื่อยๆ ครับ สู้กันสนุกดี และมาในหลากลีลา แถมด้วยอารมณ์ที่หลักๆ แล้วมาจากไป่เปียวนี่แหละครับ ยอมรับเลยว่าพี่เขาเล่นบทนี้ได้ลื่น ส่วนหลิวยี่ผูก็น่ารักดี ในขณะที่พระเอกของเรื่องอย่างเอ๋อตงเซินก็ดูหน่วยก้านดี เพียงแต่ในแง่ความเด่นนั้นออกจะโดนไป่เปียวแย่งซีนไปไม่น้อย
หนังจัดว่าสนุกเพลินและตอบโจทย์บันเทิงได้ครบครับ จะเอาบู๊ก็มี มีครบทั้งหมัดมวยและการออกอาวุธ จะเอาอารมณ์ขันก็มีมาเป็นพักๆ จะเอาความลึกลับซับซ้อนหรือการหักมุมพลิกผันหนังก็จัดให้อีกเช่นกัน แม้จะไม่ถึงกับสุดยอด แต่ก็พูดได้ว่าไม่ผิดหวัง สามารถดูเอามันส์ได้สบายๆ เลยหนึ่งเพลิน
และมีประโยคหนึ่งที่ผมชอบนะครับ นั่นคือคำกล่าวของเจาอิโตวที่บอกว่า “ไม่มีเมตตา ดีกว่ามีเมตตา” ซึ่งเขากล่าวคำนี้เพราะอะไรก็ต้องไปดูในหนังเอง แต่คำกล่าวนี้ก็สะท้อนแง่คิดว่า จะเมตตตาก็ต้องดูกาลเทศะ เพราะความเมตตานั้นเราอาจให้กับบางคนได้ และควรให้ด้วยเพื่อช่วยเหลือหรือให้กำลังใจเขา แต่สำหรับบางคนแล้ว เมื่อเราเอ็นดูเขา เอ็นเราก็อาจจะขาดได้ หรือดีไม่ดีอาจถึงขั้นทำให้เราประสบพบเจอกับความหายนะเลยก็ได้
ดังนั้นจะเมตตาใครก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ เป็นรายกรณีไป – แล้วมันก็ชวนให้ผมคิดอีกนะ ว่าเหตุผลหนึ่งที่คนบางคนทำผิดเป็นนิจ ทำสิ่งผิดๆ จนติดเป็นนิสัย ส่วนหนึ่งอาจเพราะได้รับความเมตตาจากใครต่อใครมาโดยตลอด ประมาณว่าทำผิด ก็ขอโทษซะ – ทำผิดอีก ก็ขอโทษใหม่ – ทำผิดซ้ำ ก็ขอโทษต่อไป ฯลฯ สุดท้ายมันจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลให้สังคมเลวร้ายลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากเราไม่เด็ดขาดเพียงพอกับคนที่ทำผิด
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ ก็จงอย่าแปลกใจหากตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วท่านพบว่า “คนไม่ดีมีที่ให้ยืน แต่คนดีไม่มีที่ให้อยู่”
เป็นอีกหนึ่งหนังสนุกของ Shaw Brothers ที่บันเทิงได้ที่อยู่ครับ
สองดาวครึ่ง
(7/10)












