2 คุณพ่อ แบรด (Will Ferrell) กับดัสตี้ (Mark Wahlberg) กลับมาอีกครั้งหลังญาติดีกันเรียบร้อย แต่สายสัมพันสธ์ของพวกเขาก็มีอันต้องถูกทดสอบเมื่อดอน (John Lithgow) พ่อของแบรดและเคิร์ต (Mel Gibson) พ่อของดัสตี้แวะมาเยี่ยมครับ ก่อนจะพากันไปเที่ยวพักผ่อนช่วงวันคริสต์มาส และเรื่องวุ่นวายทั้งหลายมันก็เริ่มที่ตรงนั้นแหละ
ภาคแรกทำเงินสวยๆ โกยทั่วโลกไป $242 ล้าน จากทุนสร้าง $50 ล้าน กำไรขนาดนี้ภาคต่อเลยต้องมาครับ ซึ่งการสานเรื่องก็เป็นไปตามสูตร หลังจากแบรดกับดัสตี้เข้ากันได้แล้ว ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือใส่ตัวละครใหม่ลงมาเพื่อสร้างโจทย์ให้พวกเขาต้องฟันฝ่า รวมถึงเปลี่ยนฉากหลังไปเป็นบ้านพักต่างเมืองแทน ซึ่งจุดนี้ก็พอเข้าใจในคอนเซปต์ครับ มันก็ต้องมาเวย์นี้แหละ
ทีนี้ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม อันนี้ก็ต้องขึ้นกับว่าท่านโอเคกับมุกหลักๆ ในหนังไหม นั่นคือมุกแบบผู้ใหญ่มาเบ่งใส่กัน ยียวนกวนกัน หรือไม่ก็ให้เด็กมาดื้อใส่ผู้ใหญ่อะไรทำนองนี้ หากท่านมองว่ามุกพวกนี้ฮาดี ก็น่าจะพอขำกับหนังได้บ้าง แต่หากใครไม่ทางสำหรับมุกแบบนี้ หนัง็ยังพอมีมุกตลกเจ็บตัวอยู่บ้างครับ แต่ก็ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะเน้นให้ตัวละครที่มีความต่างกันมาทำอะไรที่มันขัดๆ กันให้เกิดความขำเสียมากกว่า
ส่วนผมนั้นก็รับได้แหละครับ ดูหนังตลกสไตล์พี่ Will และพี่ Mark มาเยอะก็พอรู้ทางอยู่ เรื่องรับน่ะรับได้อยู่แล้ว เพียงแต่ในแง่ความขำผมว่ายังไม่เยอะเท่าภาคก่อน ภาคก่อนมันเหมือนลงตัวพอดีกว่าเพราะคาแรคเตอร์ของแบรดกับดัสตี้มันตัดกันพอดี และเนื้อที่ในหนังก็เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้สำแดงความเป็นตัวเองแบบค่อนข้างเยอะ ในขณะที่ภาคนี้เอาจริงๆ ใจพวกเขาน่ะมันไม่ได้ขัดกันเหมือนภาคแรก – เพราะพวกมันดีกันแล้ว – ความขัดกันมันเลยเกิดจากรุ่นพ่อ ซึ่งส่วนตัวมองว่าหนังยังเขียนบทในเรื่องส่วนของดอนและเคิร์ตได้ไม่สุดเต็มที่นัก
ในแง่การแสดง ผมว่าพวกเขาทำได้อยู่แล้วล่ะครับ แต่เหมือนบทยังดันเรื่องของดอนและเคิร์ตไม่สุด แล้วไหนยังจะต้องแบ่งความเด่นกับคู่หลัก แล้วไหนจะมีเรื่องลูกและเรื่องเมียๆ ผสมมาอีก ซึ่งก็เข้าใจแหละครับว่าหนังก็คงพยายามเกลี่ยบทแล้ว แต่พอตัวละครเยอะมันเลยสุดได้ไม่ง่าย เลยทำให้หนังจัดว่าพอเพลิน พอได้ประมาณหนึ่ง แต่ในแง่ความกลมกล่อมพอดีคำแล้ว ผมยกให้ภาคแรกถึงรสกว่า
แต่ดาราก็แสดงกันดีแหละครับ ที่หนังพอได้เรื่อยๆ ก็เพราะพวกเขานี่แหละ ในขณะที่ตัวบทกับการเล่าเรื่อง ก็อย่างที่บอกว่าดูออกว่าหนังพยายาม เพียงแต่ผลที่ได้มันก็ยังไม่เต็มที่ แต่อย่างน้อยในตอนท้ายหนังก็สรุปเรื่องได้ดี สรุปได้แบบมีกลิ่นอายของวันคริสต์มาส สรุปแบบที่ทำให้เราสามารถยิ้มได้หลังดูจบ

ข้อคิดสำคัญที่ได้จากหนังก็คงเป็นเรื่องของความเป็นปัจเจกของแต่ละคนน่ะครับ ทุกคนมีคาแรคเตอร์และแนวทางของตัวเอง ดังนั้นพอมาอยู่ร่วมกันมันก็เลยต้องมีการปรับตัว ต้องประสานความต่างเข้าหากัน โดยสิ่งที่เราควรทำก็คือลดอัตตาลงบ้าง เปิดใจยอมรับตัวตนคนอื่นบ้าง อย่าตั้งแง่และจับจ้องแต่ความต่างเพียงอย่างเดียว แบบนั้นมันถึงจะอยู่กันได้อย่างสงบสุข (หรืออย่างน้อยก็อยู่แบบสุขมากกว่าทุกข์)
หนังยังคงสานต่อประเด็นจากภาคแรกอย่างการที่ผู้ใหญ่นั้นก็ต้องคอยแนะนำสอนให้เด็กๆ ได้รู้จักในหลายๆ สิ่งของชีวิต บางอย่างเด็กก็เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก ฉะนั้นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเราก็ควรแนะนำเท่าที่ทำได้ โดยต้องอย่าลืมการปรับให้เข้ากับวิถีของเด็กในปัจจุบันด้วย แล้วที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ บางครั้งเด็กบางคนก็จะมีความเข้มข้นทางอารมณ์ มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับผู้ใหญ่ ของแบบนี้ผู้ใหญ่ต้องใจเย็น บางอย่างพอสอนแล้วเด็กอาจยังไม่รับทันที เราก็ต้องใช้วิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ (ทั้งลูบตัวเองและลูบเด็ก) ค่อยๆ จูนเข้าหากัน
เพราะต้องอย่าลืมครับว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เราสอน ในขณะที่ “การเอาชนะคะคาน” นั้นไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องคำนึงถึงเลย วางมันลงเถอะครับ
ถ้าถามว่าดูภาคนี้แล้วผมจำฉากไหนได้มากสุด ก็คงเป็นตอนที่ดอนขึ้นไปเล่นตลก แล้วกลายเป็นว่าสถานการณ์ในมุกนั้นกลับทำให้เขาขำไม่ออก ในขณะที่ดอนพูดระบายความเจ็บปวดออกมา แต่คนส่วนใหญ่มองว่ามันคือมุกเลยพากันขำ มันก็ทำให้ตระหนักล่ะครับว่าบางทีโลกก็เป็นแบบนี้แหละ บางทีเราอาจเจอเรื่องเจ็บปวดแบบที่คนที่ไม่เคยเจอเขาจะไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นภาพ มันก็สะท้อนอะไรให้คิดได้เหมือนกัน
อีกอย่างที่ผมว่ายังสุดได้อีกคือคาแรคเตอร์ของดอนและเคิร์ตน่ะครับ ประมาณว่าพวกเขายังสุดกับลูกได้มากกว่านี้ อย่างดอนนี่จริงๆ ก็สามารถทำท่าประคบประหงมแบรดให้มันฮาได้มากกว่านี้ หรือเคิร์ตก็สามารถเคร่งขรึมกับดัสตี้ได้มากกว่านี้เหมือนกัน
มาครับ มาฟังกันว่าใครที่ถูกเล็งให้มารับบท 2 คุณพ่อรุ่นใหญ่ บ้าง เริ่มจากคนที่ถูกเล็งให้มารับบทดอนก็มี Chevy Chase, Steve Martin, Dan Aykroyd, Kelsey Grammer ส่วนเคิร์ตนี่เยอะหน่อยครับ ก็มีดาราอย่าง Robert De Niro, Sylvester Stallone, Bruce Willis, Harrison Ford, Kurt Russell, Dennis Quaid, Tim Allen มาเข้าชื่อ ก็ถ้าใครอยากให้คนไหนมาเล่นมากกว่าก็จินตนาการกันได้ตามสะดวกเลยครับผม
ภาคนี้ลงทุนมากขึ้นเป็น $69 ล้าน แต่รายได้ทั่วโลกลดเหลือ $180 ล้าน แม้จะถือว่ากำไรแต่ก็ไม่มากเท่าภาคแรก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าทำเงินพอตัวล่ะครับ
ใครชอบภาคแรกก็ตามมาดูภาคนี้ได้ครับ ผมว่ามันก็ยังได้อยู่น่ะ
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Christmas Movies, Comedy, Movie Reviews












