ทิม เกา/เกาถิงเซิง (หลิวก้วนถิง, Liu Kuan Ting) กับเดซี่/อู๋ไต้หลิง (หยูเซี่ยงหนิง, Jennifer Yu) กำลังจะแต่งงานกันครับ แต่ความยากก็คือพ่อแม่ของทีมน่ะหย่ากันเมื่อนานมาแล้ว แล้วก็ไม่ถูกกันแบบสุดๆ ทิมเลยจำต้องจัดงานแต่ง 2 งานในวันเดียวกัน งานหนึ่งให้พ่อ อีกงานหนึ่งให้แม่ – ฟังแค่นี้ก็น่าจะเดาออกแล้วน่ะนะครับ ว่างานนี้มีเหนื่อยแน่นอน
สมทบด้วย 9m88 ในบท เรจิน่า/เสี่ยวรุ่ย ที่ปรึกษางานแต่ง เพื่อนของทิม, เถียนฉีเหวิน (Tin Kai Man) เป็นคุณอู๋ พ่อของเดซี่, ถั่วจ้งหัว (Tou Tsung Hua) เป็นเกาเซิ่งหง พ่อของทิม, หยางกุ้ยเม่ย (Yang Kuei Mei) เป็นไป๋เยี่ยนซิน แม่ของทิม, หลินไจ้เผย (Lin Tsai Pei) ที่แฟน เปาบุ้นจิ้น น่าจะจำได้เพราะเขาเล่นอยู่หลายตอน แล้วก็เคยเป็น หลู่ฟาง หนูทะยานฟ้าในเปาบุ้นจิ้น เผด็จศึก หรือ เปาบุ้นจิ้นภาค 7 จอมยุทธ์พิทักษ์ท่านเปา มาเป็นคุณลุงทวดของทิม, เฉินฉูฟาง (Chen Shu Fang) เป็นอาม่าของทิม, ไช่ฝ่านฉี (Kent Tsai) เป็นต้าไช่ เพื่อเจ้าบ่าวของทิม และหนังกำกับโดย ฉู่เฉิงเจี๋ย (Joseph Hsu) ครับ
เอาอีกแล้วครับเรื่องนี้ ทำออกมาถูกใจผมอีกแล้ว บอกกันตรงๆ เลยว่าผมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าถึงหนังเรื่องนี้ได้สบายๆ เพราะผมเป็นลูกคนจีนครับ แต่งงานแล้ว เลยเจอมาหมด ไม่ว่าพิธีกรรม วจีกรรม มโนกรรม กายกรรมเปียงยาง คือผ่านมาเรียบร้อย ผมกับภรรยาเลยนั่งดูหนังเรื่องนี้แบบครบรส เสียงหัวเราะก็มา (พร้อมทั้งความคิดที่ว่า “นี่มันงานเราชัดๆ”) และน้ำตาก็มาครับ ครบถ้วนสิ้นดีเลยจริงๆ
ตอนนั่งดูนี่รำลึกถึงวันแต่งขึ้นมาเลยครับ ผมเชื่อว่าหลายคนที่ผ่านมาแล้วต้องเคยเจอ อย่างเราเตรียมอะไรมาก็ตาม มันจะต้องมีผู้ใหญ่มาสั่งให้เปลี่ยน แล้วพอคนนึงสั่งเปลี่ยนก็จะมีอีกคนบอกว่าไม่ต้อง หรือไม่ก็ให้เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แล้วเราก็ต้องมายืนชักเข้าชักออกเพราะไม่รู้จะเอายังไง แล้วงานแต่งน่ะมันจัดการแค่เรื่องเดียวเสียเมื่อไหร่ ยังมีเรื่องอีกเพียบให้จัดการยังกับงานระดับชาติ แต่กระนั้นก็จะมีผู้หวังดีมาบอกนั่นบอกนี่เพิ่มงานให้เราอีกสารพัด
แต่ตอนงานผมนี่ รู้ไหมครับว่าอันไหนเฮิร์ตสุด คือเรื่องเพลงครับ ผมได้ทำการเลือกเพลงที่มีความหมายในชีวิตรักของผมใส่แฟลชไดรฟ์ อันนี้ต้องขอเล่าครับว่าผมตามจีบแฟนผมอยู่นานมาก หลายปีกว่าที่เธอจะตกลงปลงใจให้ผมเป็นคนพิเศษ โดยก่อนถึงวันนั้นผมก็ทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อคนที่ผมรัก หนึ่งในนั้นคืออัพเพลงเพราะๆ ให้เธอฟังผ่าน Multiply (จะคล้ายๆ Facebook ครับ แต่ปิดตัวไปนานแล้ว) อัพให้เธอวันละ 5 เพลง 10 เพลง แล้วแต่กันไป มีทั้งเพลงไทย เพลงฝรั่ง เพลงญี่ปุ่น เพลงจีนผสมๆ กัน ธีมของแต่ละวันก็ต่างกันไป อารมณ์เหมือนดีเจที่จัดเพลงให้คนฟังน่ะครับ
เพลงเหล่านั้นแหละครับที่ผมเลือกมาลงใส่แฟลชไดรฟ์ แล้วก็มีการจัดคิวเพลงว่าชั่วโมงแรกเป็นเพลงอะไรบ้าง ชั่วโมงต่อมาล่ะจะเป็นธีมไหน… แล้วไงรู้ไหมครับ ผมเปิดได้ไม่ถึงชั่วโมงก็มีผู้ใหญ่มาสั่งให้ปิด แล้วไปหาวงดนตรีมาเล่นแทน เพื่อให้ญาติๆ ขึ้นไปร้องเพลง (ที่ไม่เคยถามตูเลยว่าตูอยากฟังไหม หรืออย่างน้อยมาถามสักคำว่าอยากให้ร้องเพลงอะไรก็ยังดี)
แล้วพอผมพยายามเจรจาขอเปิดต่อและอธิบายว่าเพลงที่ผมเปิดนี้มีความหมายต่อผมอย่างไร และขอไม่เอาวงดนตรี เชื่อไหมครับว่าผู้ใหญ่สูงอายุท่านนั้นทำอย่างไร? ท่านออกอาการเหมือนเด็กเลยครับ เหมือนเด็กที่ไม่ได้อย่างใจ ฟาดแขนสองข้างของตัวเองลง กระทืบเท้า แล้วจะเดินงอนออกไปจากงาน
แล้วผมทำไงได้ล่ะครับ ในเมื่อผู้ใหญ่ (ที่โคตรทำตัวเป็นผู้ใหญ่) ทำแบบนั้น ผมก็ต้องประนีประนอมเพื่อเห็นแก่บรรยากาศของงานและเห็นแก่หน้าพ่อแม่ ยอมยกมือไหว้ ยอมเลิกเปิดเพลง (ที่ตูเลือกมาเปิดในงานแต่งงานเดียวของตูเนี่ย) แล้วไปหาวงดนตรีมาเล่นสมตามความประสงค์ของผู้ใหญ่ (ที่เป็นผู้ใหญ่เหลือเกิ๊นนนนนนนน) เพื่อให้วาระอึดอัดนั้น ผ่านพ้นไปได้
และอีกหนึ่งความตั้งใจคืออยากให้งานปลอดแอลกอฮอล์ ในงานจึงไม่มีของเมาใดๆ แล้วก็เหมือนเดิมครับ โดนสั่งบังคับอีก สุดท้ายก็ต้องเอามา แล้วก็มีคนเมาเดินว่อนตามระเบียบ – นอกจากว่อนแล้วยังปากไม่ดีด้วย
นี่คือตัวอยางนะครับ งานของจริงยังมีอะไรอีกเยอะ แต่ช่างเถอะ เพราะผมตั้งปณิธานไว้แล้วว่า เดี๋ยวสักวันรอพร้อมก่อน ผมจะจัดงานแต่งอีกรอบ แล้วจะเชิญเฉพาะบุคคลที่ผมอยากให้มาจริงๆ มากินข้าวกัน มาแฮปปี้กัน มาสุขสันต์กัน แก้มืองานแต่งที่ถูกฉกชิงไปต่อหน้าต่อตา
ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมเลยอินครับ อินโคตรอินสุด รวมถึงเข้าใจแต่ละนาทีที่คู่บ่าวสาวต้องเผชิญ และพร้อมจะเอาใจช่วยพวกเขาให้ผ่านพ้นงานไปได้ด้วยดี – แต่ก็รู้อยู่แก่ใจครับว่าไม่มีทางหรอก พวกเขาต้องเจออุปสรรคและหยาดน้ำตาแน่ๆ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ในฐานะที่แต่งงานแล้ว บอกได้จากใจเลยครับว่าสิ่งที่ผมอยากได้จริงๆ คืองานเล็กๆ ที่มีแค่คนรู้จัก คนที่มีความหมายต่อชีวิตมาสังสรรค์กัน มาแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กัน แต่ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับก็คือ งานแต่งสำหรับใครหลายๆ คนแล้ว มันคืองานโชว์ครับ โชว์พาว โชว์ฐานะ โชว์ว่าจัดได้ใหญ่ไหม สมฐานะไหม มีแขกมาเยอะไหม แล้วก็เชิญคนใหญ่คนโตมาขึ้นกล่าวได้ไหม ฯลฯ
ซึ่งผมเข้าใจนะ ถ้าใครอยากจัดงานแต่งแบบนั้นจริงๆ ก็ทำไปถ้าทำได้ (แต่ต้องระวัง ทำแล้วอย่าให้ตัวเองเป็นหนี้ล่ะ) แต่ส่วนใหญ่คนแต่งน่ะไม่ได้อยากได้แบบนั้น เขามีธีมงานและภาพฝันของเขาเอง แต่กลายเป็นว่าคนตัดสินใจใหญ่สุดกลับเป็นพ่อแม่วงศาคณาญาติ เพราะในแง่หนึ่งมันคืองานอวดศักดิ์อวดศรีของพวกเขา
งานผมนี่ขนาดจัดโดยพ่อแม่ไม่ได้มีปัญหากันนี่ก็ว่าเหนื่อยแล้วนะ (จริงๆ พ่อแม่ผมไม่ปัญหาอะไรเลยครับ รวมถึงฝ่ายภรรยาผมด้วยที่จัดว่าน่ารักเลยล่ะ แต่มันมาหนักเอาญาติๆ ฝ่ายผมนี่แหละ) แต่กับหนังเรื่องนี้ ตัวเอกต้องจัดให้พ่อหนึ่งงาน ให้แม่หนึ่งงาน แล้วแต่ละคนก็มีความต้องการของตัวเองอีก บอกตรงๆ เลยว่าโคตรเห็นใจแท้
แล้วหนังก็สามารถสะท้อนอะไรเหล่านี้ออกมาได้อย่างดีครับ ไม่ว่าจะเรื่องต่างๆ ที่ทิมและเดซี่ต้องอดทนระหว่างจัดงาน ไหนจะเรื่องแทรกที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความหนักอึ้งมันมาสิงอยู่ในใจของทิม ที่พยายามจัดงานเพื่อพ่อเพื่อแม่ให้ดีที่สุด แต่ก็ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของทิมจะ “นึกถึงตัวเองมาก่อนลูก” เพราะแต่ละเรื่องที่เกิด แต่ละคำถามที่ก่อจากฝั่งพ่อและฝั่งแม่นั้น มันคือคำถามที่เกี่ยวข้องกับความพอใจของตนเอง มากกว่าจะถามว่าลูกเหนื่อยไหม? ไหวไหม? พักก่อนไหม?
จริงๆ เข้าใจได้นะครับว่าทั้งพ่อและแม่ของทิมต่างก็มีบาดแผล และพวกเขาก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชน ดังนั้นการจะคำนึงถึงตัวเองก่อนนั้นมันย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ขณะเดียวกันมันก็ก่อให้เกิดคำถาม ว่ายามที่ลูกพีคลูกเหนื่อยจนทนไม่ไหว จนน้ำตาไหลคลอเบ้าตลอดช่วงหลังๆ ของงาน พวกท่านจะไม่นึกถึงหัวอกของลูกบ้างเลยหรือ? – โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทิมจัดงานแต่ง 2 งานนี่ก็เพราะนึกถึงหัวอกของพ่อแม่นั่นแหละ ไม่ใช่เพื่อใครเลย

ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม ผมว่าสนุกครับ ช่วงที่มีอารมณ์ขันหนังก็เล่าได้ลื่นไหล ครั้นพอถึงช่วงดราม่าหนังก็เล่าได้ถึง ที่สำคัญคือยิ่งดูเราจะยิ่งเห็นใจทิมและเดซี่มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันหนังก็ไม่ถึงกับทำให้เราเกลียดพ่อแม่ของทิม เพียงแต่ทำให้เราเห็นน่ะครับ ว่าการกระทำระหว่างพ่อแม่นั้นสามารถส่งผลถึงลูกได้ขนาดไหน และที่สำคัญคือมันจะส่งผลไปจนตลอดชีวิตของลูกตราบใดที่พ่อแม่ยังคงเป็นแบบนี้ต่อกัน
ในทางหนึ่งหนังสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของครอบครัวที่มีผลต่อใครสักคน อย่างพ่อแม่ของทิมนี่ ว่ากันจริงๆ ที่เรื่องมันเลยเถิดไปไกลมันไม่ได้เกิดจากแค่พ่อแม่ของทิมเท่านั้น แต่ยังเกิดจากเหล่าญาติๆ ที่แผ่อิทธิพลมาถึงพวกเขาด้วย – ส่วนตัวผมมองว่าถ้าคนรอบตัวของพ่อทิมเบากว่านี้ ไม่ตั้งกำแพงใส่แม่ของทิมขนาดนี้ เรื่องมันอาจจะพอคุยกันได้กว่านี้
และสิ่งหนึ่งที่หนังสะท้อนให้เราเห็นในท้ายสุดก็คือ ทางที่ทิมกับเดซี่จะมีความสุขได้นั้น พวกเขาจะต้องปลดพันธนาการรวมถึงอิทธิพลด้านที่ไม่สวยงามที่พ่อแม่มีต่อทิมให้หมดไป – ว่าตามจริงนั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ทิมควรทำน่ะครับ นั่นคือการ “รู้จักแยกแยะ” คือพวกเขาจะโกรธกันต่อไปชั่วชีวิตก็ตามสบาย แต่พวกเขาจะต้องไม่เอาเรื่องเหล่านั้นมาบั่นทอนความสุขของลูก ถ้าลูกจะแต่งก็เบาสักวัน หาทางออกให้เจอ หาทางประนีประนอมให้ได้ ให้งานนี้มันผ่านไป แล้วชาตินี้จะไม่เจอกันอีกก็สุดแท้แต่ แต่เรื่องแบบนี้ คนที่ควรเสียสละและเป็นฝ่ายจัดการควรจะเป็นคู่กรณีที่มีปัญหากัน ไม่ใช่คนอื่น
นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมเข้าใจทางเลือกของทิมนะ ถ้าเขายังโดนผูกมัดรัดรึงไว้กับเรื่องของพ่อแม่แบบนี้ มันย่อมส่งผลกระทบถึงความสุขในครอบครัวเล็กๆ ของเขา วันนี้ส่งผลถึงเดซี่ และสักวันมันจะส่งผลถึงลูก ดังนั้นบางครั้งถ้าอะไรมันไม่ดี อะไรมันกัดกิน อะไรมันบั่นทอน เราก็ต้องตัดมันออก หรือไม่ก็กั้นมันออกไป
ความกตัญญูและการดูแลพ่อแม่ก็เรื่องหนึ่งนะครับ แต่ถ้าพ่อแม่จะถือสิทธิ์ความเป็นพ่อแม่ในการสร้าง Toxic ให้ชีวิตลูกแบบไร้ขีดจำกัด แบบนี้มันดีหรือไม่ โปรดถามใจตนเองดูเถิดครับ

เป็นหนังที่ดูแล้วครบรสครับ มีทั้งความฮาและความซึ้ง ตัวหนังก็สามารถเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหลและชวนติดตาม ซึ่งก็ต้องชมผู้กำกับ ฉู่เฉิงเจี๋ย ที่คุมหนังได้ดี รวมถึงเหล่านักแสดงที่ทุกคนเล่นได้สมทบ แต่ถ้าถามว่าชอบใครสุดนี่ผมคงต้องยกให้ เถียนฉีเหวิน ที่เป็นพ่อของเดซี่ รายนี้ปกติเราจะเห็นหน้าในหนังของโจวซิงฉือ อย่างใน นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ เขาก็เล่นเป็นศิษย์พี่รอง ผู้ครองวิชาอาภรณ์เหล็ก หรือใน คนเล็กหมัดเทวดา พี่เขาก็เป็นคนสนิทของลูกพี่แก๊งขวานซิ่ง ปกติพี่เขาจะหนักไปทางฮาน่ะครับ แต่กลายเป็นว่าเรื่องนี้พี่เขาสามารถพลิกมาซึ้ง พลิกมาเป็นคุณพ่อผู้รักลูกสาวได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถเอาใจผมไปได้เลยในตอนหลังๆ
แล้วยิ่งผมมีลูกสาวที่โตวันโตคืน ก็เลยเข้าใจความรู้สึกของพ่อที่จะต้องปล่อยมือจากลูกสาวตัวน้อยไปในสักวันหนึ่ง เลยยิ่งอินหนักเข้าไปอีกครับ
และการดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมผุดความคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมา… คือเราอาจจะคิดว่าพิธีกรรมโน่นนี่นั่นในงานแต่งนั้นมีขึ้นเพื่อเป็นเคล็ดให้บ่าวสาวได้อยู่กันนานๆ ถือนั่นถือนี่เพื่อเลี่ยงเคราะห์ต่างๆ สุดแท้แต่จะได้ยินมาแบบไหน… แต่ผมเริ่มคิดแล้วว่า หรือจริงๆ ต้นเรื่องมันจะเกิดจากการที่พ่อแม่บางคนไม่อยากให้ลูกต้องแต่งงานกับคนนี้ (อาจอยากให้แต่งกับคนอื่น หรือกลัวแต่งแล้วลำบากเลยอยากแยกคู่) เลยกำหนดกฎเกณฑ์หลักโน่นหลักนี่ขึ้นมาแบบเยอะแยะ โดยอ้างผีอ้างสาง อ้างพระอ้างเจ้า อ้างดวงอ้างกรรม แต่จุดประสงค์จริงๆ คืออยากให้งานมันยาก อยากให้เรื่องมันเยอะ จะได้ไม่ต้องแต่ง – แต่ถ้าคู่ไหนรักกันจริง สุดท้ายพวกเขาก็จะจับมือกันฝ่าทุกอย่างไปด้วยกัน ไม่ว่าสิ่งที่ต้องทำมันจะต้องยากแค่ไหนก็เถอะ
แล้วทีนี้พอคู่ไหนที่อยู่กันยืนยาวไปจนแก่จนเฒ่า (ซึ่งจริงๆ เป็นเพราะพวกเขารักกัน ทำเพื่อกันและกันอย่างสม่ำเสมอ) ก็อาจมีคนมองว่า “นี่ไง ที่พวกเขาอยู่ด้วยกันได้นานขนาดนี้นี่ เป็นเพราะพิธีกรรม เพราะถือฤกษ์ ถือเคล็ดในวันนั้นน้า ไม่เชื่อไม่ได้น้าาาาาา” ทีนี้พิธีกรรมทั้งหลายเลยสืบทอดต่อกันมา เพราะเชื่อว่ามันศักดิ์สิทธิ์และมงคล โดยต้นเรื่องชนวนความอาจเป็นคนละอย่างเลยก็ได้ – นี่แค่คิดลอยๆ นะครับ ไม่มีหลักมีการอะไร แต่แค่มันสงสัยและผุดขึ้นมาเองครับ – และบอกเลยว่าผมไม่ได้คิดลบหลู่ความเชื่อเก่าๆ นะ แต่ผมกลับมองว่า “คนสมัยก่อนน่ะ เขาฉลาดกว่าที่เราคิดครับ และเขาอาจจะเหนือเมฆกว่าที่เราคาดด้วย”
อีกหนึ่งของดีในหนังคือเพลงจบครับ เพลง Everything’s Gonna Be Alright ที่ 9m88 (จิ่วเอิ้มปาปา) ที่เล่นเป็นเรจิน่าในเรื่อง เธอเขียนเอง แต่งเอง ร้องเอง ซึ่งผมแนะนำเลยครับว่าใครเป็นสายแจ๊สล่ะก็ ต้องลองงานของเธอดูครับ จะเริ่มจากเพลงนี้หรือลองไปจิ้มๆ เลือกในช่องของเธอก็ได้ อย่างผมนี่ก็โดนไปเรียบร้อย
แนะนำเลยครับเรื่องนี้ มันมีทั้งความเป็นรอมคอม ดราม่า เบาสมอง สะท้อนค่านิยมเรื่องงานแต่ง – คนที่เป็นแฟนกันผมอยากให้ดูครับ มันจะสอนอะไรหลายๆ อย่างรวมถึงให้แง่คิดบางอย่างกับท่านได้ และคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็เช่นกัน ดูเพื่อตรวจทานตัวเอง ว่าท่านได้กระทำการใดๆ อันเป็นการกรีดจิตเฉือนใจลูกลงไปบ้างหรือเปล่า
สรุปคือดูได้หมดครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครและอยู่สถานะใดก็เถอะ หนังดีๆ แบบนี้น่ะดูไปเลย สาระก็มีแล้วยังบันเทิงอีก แล้วใน Netflix ยังพากย์ไทยให้อีกด้วยนะ ครบๆ แบบนี้ ดูเถอะครับ
ต่ำกว่าสามดาวไม่ได้จริงๆ ครับ
(8/10)














