แมตต์ เทอร์เนอร์ (Liam Neeson) ขับรถจะพาลูกชายกับลูกสาวไปส่ง แต่ระหว่างทางก็มีคนโทรมาพร้อมบอกว่าบนรถมีระเบิด และถ้าใครก้าวลงจากรถแม้แต่คนเดียวระเบิดก็จะทำงานทันที งานนี้แมตต์เลยต้องหาคำตอบว่าคนร้ายต้องการอะไร และเขาจพาตัวเองออกจากปัญหาได้อยางไร
เอาจริงๆ หนังลงสูตรสำเร็จที่ถ้าทำดีๆ ก็จะสนุกครับ เป็นการเอา Speed มาบวกด้วย Cellular ซ้ำยังได้ป๋า Liam มาแสดงให้ซึ่งแค่นี้ก็น่าจะพอ แต่กลายเป็นว่าหนังไม่เพลินครับ อันนี้ว่ากันจากใจเลย คือดูแล้วเฉยๆ ไม่รู้สึกว่าสนุก ไม่รู้สึกว่าตื่นเต้น และไม่ลุ้นอะไรเท่าไหร่
คือหนังลงสูตรก็จริงครับ และตัวเหตุการณ์มันก็น่าจะทำให้เราลุ้น ไม่ว่าจะความกดดันที่พระเอกเจอ, ลูกๆ พระเอกที่ติดร่างแหมาอยู่บนรถด้วย ไหนจะชีวิตของคนอื่นๆ ที่ผู้ร้ายเอามาเชือดให้พระเอกกลัว แต่การนำเสนอมันไม่ลุ้น เหมือนภาพตรงหน้าน่ะใช่ แต่อารมณ์มันไม่ได้ มันเหมือนเล่าไปตามบทมากกว่าจะทำให้คนดูรู้สึกอินตามหนังไปจริงๆ
อีกอย่างคือระหว่างดูเนี่ย หนังมันไม่ทำให้เราเชื่อตัวร้ายจะทำร้ายพระเอกจริงๆ มันรู้สึกเลยว่าตัวร้ายต้องเก็บพระเอกไว้ทำอะไรสักอย่างแหงๆ ดีกรีความลุ้นที่เราจะเอาใจช่วยพระเอกเลยไม่แล่นเท่าที่ควร
และผมอาจไม่ได้รู้สึกลุ้น ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น แต่ผมบังเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ “รำคาญ” ครับ สารภาพเลยว่ารำคาญลูกพระเอกมาก คือผมก็เข้าใจนะว่าหนังพยายามจะสื่อภาพครอบครัวที่ไม่อบอุ่น สื่อว่าพ่อไกลห่างกับลูกๆ แต่สิ่งที่หนังทำมันเยอะไป เยอะจนแอบหงุดหงิด หรือจริงๆ ตอนแรกลูกๆ โวยวายเพราะไม่เข้าใจก็ยังพอทำเนา แต่นี่ขนาดหลังจากพ่อบอกรายละเอียดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกยังจะมาหาเรื่องพ่ออีก คือมันดูชวนให้หงุดหงิดจริงๆ ครับ – แล้วยังเสริมด้วยพวกตำรวจที่เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร คือมันไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าพระเอกไร้ทางออกนะ แต่มันทำให้รู้สึกว่า “นี่พวกพี่ทำอะไรกันอยู่เนี่ย”

แล้วเอาเข้าจริงเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในเรื่อง มันกลายเป็นว่าพระเอกต้องรอครับ รอให้ผู้ร้ายโทรมา รอให้อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่หนังแบบนี้ ถ้าจะให้มันส์ มันต้องให้พระเอกกับผู้ร้ายได้ดวลสมองกัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แบบนี้มันจะได้มีอะไรให้ลุ้น แต่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นการนั่งรอหรือขับรถไปเรื่อยๆ ครับ หรือกว่าพระเอกจะระห่ำก็ปาไปตอนท้าย ซึ่งก็กลายเป็นว่าตัวร้ายก็ไม่ได้เก่งอะไร (จริงๆ ถ้าดูจากแผนผมว่าพี่ก็ไม่ได้เก่งอะไรอยู่แล้วล่ะครับ) ผมเลยไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองควรจะลุ้นตอนไหนดี
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความผิดไม่ได้อยู่ที่ป๋า Liam เลยครับ ผมว่าป๋าเขาเล่นได้ดีเสมอ ในขณะที่ดารารายอื่น ส่วนตัวผมมองว่ายังไม่เด่นนัก และทราบมาว่านี่เป็นหนังรีเมคครับ หนังต้นฉบับคือหนังสเปนเรื่อง El desconocido ซึ่งผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ดู แต่ได้ยินว่าเวิร์คกว่าเรื่องนี้ ซึ่งอันนี้ก็ไม่รู้ว่าหนังไปพร่องเอาขั้นตอนไหน ระหว่างบทที่ดัดแปลงมาเป็นหนังฉบับอเมริกันโดย Christopher Salmanpour ที่แทบไม่มีประสบการณ์เรื่องบทหรือเรื่องหนังอะไรมาก่อน หรือมาพร่องที่ผู้กำกับ Nimród Antal ที่เคยทำ Vacancy, Armored และ Predators มาก่อน – ส่วนตัวผมว่า 3 เรื่องที่ว่านั้นยังออกมาโอเคกว่าเรื่องนี้ครับ
ในแง่รายได้ก็คือไม่เข้าเป้าครับ ทำเงินไปราว $18 ล้านจากทั่วโลก (ในอเมริกาได้ไปแค่ $6 ล้านเท่านั้น) แต่ทุนสร้าง $20 ล้านครับ
แต่สำหรับผมแล้ว ถือว่าดูเพื่อให้กำลังใจป๋าครับ และใจมันรู้น่ะว่าหนังระยะหลังของป๋าก็สนุกน้อยกว่ายุค Taken อยู่แล้ว ก็ทำใจไว้แล้วเหมือนกัน มันเลยรู้สึกเฉยๆ – ถ้าตั้งความหวังนี่คงผิดหวังกระจาย – ทีนี้ก็ขึ้นกับทุกท่านล่ะครับว่าจะยังไงต่อ ถ้าจะดูเพื่อป๋าผมก็ไม่ขวางไม่ขัด แต่พูดก็พูดเถอะ ผมว่า Honest Thief, The Marksman, The Ice Road, Memory ที่ว่าสนุกน้อยแล้ว ยังใช้ได้กว่าเรื่องนี้ครับ
ไม่ถึงสองดาวครับ
(5.5/10)
หมวดหมู่:Action, Movie Reviews, Mystery, Thriller, Whodunnit












