หนังเรื่องนี้ทำเกินไปครับ อะไรกัน จู่ๆ มาทำผมน้ำตาไหลตั้งแต่ 12 นาทีแรก
ถ้าถามว่าทำไมน้ำตาไหล พอลองมานึกย้อนดู คือหนังทำถึงน่ะครับ ช่วงต้นจะเป็นการบอกเล่าสายใยสายสัมพันธ์ระหว่างจิลล์และอิซาเบล การเล่าเบ็ดเสร็จจากจุดเริ่มไปถึงจุดสิ้นสุดของเรื่องส่วนนี้คือ 12 นาที แต่มันเป็น 12 นาทีที่เล่าได้ครบรส เห็นภาพชัดเจนเลยว่าพี่น้องคู่นี้รักกันสุดใจขนาดไหน จนมันกลายเป็นความอินที่ผมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวเหมือนกัน
ส่วนเรื่องราวต่อจากนั้นคือจิลล์ (Zoey Deutch) ที่ยังคงส่งข้อความเสียงไปถึงเบอร์ของน้องที่เสียไปแล้ว แต่เผอิญตอนนี้เบอร์นั้นกลายเป็นของเวส (Nick Robinson) ไปๆ มาๆ เขาเลยได้รับรู้เรื่องราวของจิลล์และเริ่มรู้สึกผูกพันกับเธอมากขึ้นๆ แล้วในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอกันครับ อ้า พอถึงตอนนี้ก็เข้าสูตรหนังรอมคอมที่คุ้นเคยเรียบร้อย
ชอบครับ ดูแล้วคือชอบมากๆ บอกเลยว่านี่คือหนังรอมคอมที่เอนเนอจี้สูงมากๆ เรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยเจอเลย คือหนังมันทำถึงครับ ฉากไหนจะให้ซึ้งก็ซึ้ง จะให้เศร้าก็เศร้า หรือจะให้ฮาก็ฮาแบบได้ผล ที่สำคัญคือแต่ละฉากนี่เล่าแบบเนื้อๆ เน้นๆ ไม่มีเอ้อระเหยชมวิว ทุกฉากทุกตอนมันจะมาพร้อมประเด็น ปม อารมณ์ หรือรายละเอียดอะไรสักอยางที่มีผลต่อเนื้อเรื่อง หรือไม่ก็มีผลต่ออารมณ์คนดู
อีกอย่างคือผมรู้สึกว่าหนังเทคออฟเร็วมาก คือปกติแต่ละฉากในหนังทั่วไปเนี่ย มันจะต้องมีช่วงเกริ่น ช่วงปูก่อนจะเข้าประเด็น แต่กับเรื่องนี้หนังเทคออฟเร็ว แป๊บเดียวเข้าเรื่อง แป๊บเดียวอารมณ์มา ทำให้หนังน่าติดตามและไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย

แต่ผมก็ไม่เถียงน่ะนะครับ ว่าหลายอย่างมันอาจดูประดิษฐ์ มันดูบิ้วอะไรบ้าง แต่ส่วนตัวมองว่ามันคือการบิ้วที่ใช่ มันคือการปรุงที่เหมาะ – ไม่รู้สิครับ บางทีเวลาดูหนังผมก็ต้องการอะไรแบบนี้นะ คืออยากดูหนังที่มันถึงอารมณ์ ที่มันได้ฟีล จะชงจะปรุงบ้างก็เอาเถอะ ไม่ต้องเน้นธรรมชาติมากก็ได้ เสริมๆ ใส่ๆ ลงไปบ้างก็ได้ ให้มันออกรสนิดจัดจ้านหน่อย และที่สำคัญคือถ้าปรุงแล้วอร่อย ใส่แล้วเพลินล่ะก็ เอาเลยครับ ผมพร้อมจะบันเทิงตามที่คนทำนำพาไปอยู่แล้วล่ะ
และผมขอทำนายทายทักตั้งแต่วันนี้เลย ว่ามันต้องมีซักวันที่ Deutch ได้ออสการ์หรืออย่างน้อยๆ ต้องมีลูกโลกทองคำ ในเรื่องนี้เธอเล่นเหมือนสั่งได้ แล้วสั่งให้ตัวเองเล่นได้ไม่พอ ยังสั่งให้คนดูรู้สึกตามได้อีก เออ เอากะเจ๊เขาสิ แล้วเรื่องนี้เจ๊เล่นฮาแบบไม่ห่วงสวย (แต่ก็ยังสวยอยู่นะผมว่า) มาเป็นสาวโก๊ะที่ออกอารมณ์แบบเต็มร้อย ไม่ปิดไม่ยั้ง คาแรคเตอร์ของเธอก็เป็นส่วนหนึ่งครับที่ทำให้เอนเนอจี้ของหนังมันสูงแบบนี้
ส่วน Robinson ก็ถือว่าไม่เลวครับ ต้องยอมรับว่า Deutch เธอจะดูเด่นกว่า แต่อย่างน้อยพ่อหนุ่มคนนี้ก็รับส่งอารมณ์โรแมนซ์ได้อยู่ แล้วที่ลืมไม่ได้สำหรับหนังแนวนี้ก็คือบทสมทบครับ บางทีความสนุกจะเยอะจะน้อยนี่ก็ขึ้นอยู่กับบทพวกเขานี่แหละ ต่ละคนก็ถือว่าช่วยเสริมหนังได้ไม่เลว กระนั้นก็ยังรู้สึกน่ะครับ ว่าถ้าเพิ่มพื้นที่ให้บทสมทบได้ทำอะไรมากกว่านี้อีกนิด อีกสัก 10% ได้จะเป็นอะไรที่แจ๋วเลย
หนังถือว่าทำออกมาคารวะหนังรอมคอมยุค 90 อย่างแท้จริงครับ หลายมุกนี่ก็ชงให้ระลึกถึงหนังเหล่านั้นอย่างได้ผล คนชอบหนังรอมคอมอย่างผมก็เปรมเลยล่ะ โดยคนที่ทำหน้าที่กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ก็คือ Leah McKendrick ซึ่งก็คือคนที่แสดงเป็นบรีด้า แฟนของแอนดี้ (Harry Shum Jr.) ที่สนิทกับเวสนั่นแหละ อันนี้ก็ต้องชมเธอเลยครับ ถือว่าคุมหนังได้อยู่ ดูสนุกทั้งเรื่อง เพลงที่เลือกมาใส่ก็เพราะอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องภาพนี่ส่วนใหญ่ก็ดูสวยครับ แต่ละฉากก็จัดได้ดี ช่วยเสริมอารมณ์ให้หนังได้ไม่เลว แต่บางซีนก็ดูออกว่า CG ครับ ใจจริงก็อยากได้วิวจริงๆ มากกว่า แต่ผมก็พอเข้าใจน่ะครับ คือหนังเนี่ยเหตุไปเกิดที่ซานฟรานซิสโกใช่ไหมครับ แต่เอาเข้าจริงหนังได้ถ่ายในซานฟรานแค่ประมาณ 3 วัน ส่วนที่เหลือก็ต้องยกกองไปถ่ายที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาแทน (เดาว่าคงเกี่ยวกับเรื่องงบน่ะครับ)
เกร็ดเล็กๆ ที่ขอคาบมาบอกก็คือ ตอนแรกตามบทน่ะหนังจะไปเกิดเหตุที่นิวยอร์คและลอสแองเจลิสครับ แต่ทางทีมของ Netflix เล็งเห็นว่าหนังของ NF เนี่ยใช้ 2 เมืองนั้นเป็นฉากหลังเยอะแล้ว เลยโยกให้เรื่องไปเกิดที่ซานฟรานแทน ซึ่งสำหรับผู้กำกับ McKendrick แล้วถือว่าไม่มีปัญหาครับ เพราะเธอน่ะเกิดและโตในซานฟรานอยู่แล้ว แล้วก็ถือโอกาสพาสมาชิกในครอบครัวที่ยังอยู่ที่นั่นมาเข้าฉากรถบัสที่พาทัวร์ซานฟรานซะเลย
ส่วนแง่คิดสำคัญที่ได้จากหนังก็คือ เราควรมีชีวิตอยู่แบบยืนด้วยสองขาของตนเอง อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องแขวนอยู่กับคนอื่น หรือต้องพึ่งพาคนอื่นจนเกินไปนัก – เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หากขาดคนอื่นไปเมื่อไหร่ มันก็จะส่งผลต่อความสุขและความมั่นใจของเราในทันที – ดังนั้นเราควรฝึกที่จะอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ครับ
ผมดูหนังเรื่องนี้ยามบ่ายวันอาทิตย์ แล้วมันก็ทำให้ผมมีความสุขมากๆ – แฮปปี้ครับ บอกได้เลยว่าแฮปปี้จริงๆ
นี่จึงเป็นหนังรอมคอมอีกเรื่องที่ผมอยากแนะนำด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งครับ ดูแล้วมีความสุข และรู้สึกว่าได้พลังบวกมาอีกพอสมควรเลย – จากที่ผมเขียนมานี่ ผมก็น่าจะชอบเรื่องนี้มากๆ น่ะนะครับ แต่ก็ยอมรับว่าใจก็แอบเรื่องมาก แอบคิดว่าถ้าหนังเสริมพื้นที่ให้บทสมทบขโมยซีนได้มากกว่านี้อีกนิด และตอนท้ายน่ะครับ ตอนที่พระนางต้องง้องอนคืนดีกันในตอนท้าย ผมรู้สึกว่าอยากให้มีอะไรมากกว่านั้นอีกนิด มีอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้อีกหน่อย – ก็ติดอยู่แค่นี้แหละครับ แต่นอกนั้นก็เอาใจผมไปได้เลย
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)












