เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมวิกฤติถึงขีดสุด สังคมเลยเต็มไปดวยความโกลาหล มีการแก่งแย่งอาหารและของใช้ต่างๆ ไม่นับการปล้นชิงและเข่นฆ่าอีก โดยหนังจะพาเราเดินทางร่วมไปกับตัวเอกสาว (Jodie Comer) ที่ต้องกระเตงลูกน้อยที่เพิ่งเกิด ระหกระเหินเดินทางไปทั่วเพื่อความอยู่รอด
เป็นหนังภัยพิบัติแบบไม่เน้น Effect ครับ ถือว่าไปคนละทางกับหนังสไตล์พี่ Roland Emmerich เอาจริงๆ ในหนังนี่เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพภันพิบัติมากมายนัก แต่เราจะได้เห็นอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนบนโลกที่ยังเหลือรอด ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติสิ่งแวดล้อมมากกว่า – ว่าง่ายๆ คือหนังเน้นดราม่าครับ ดังนั้นใครคาดหมายความมันส์หรือความลุ้นก็เชิญป้ายหน้าได้เลย เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นให้ครับ
ส่วนผมก็มองว่าหนังดูได้เรื่อยๆ ครับ การเดินเรื่องอาจจะช้าสักหน่อย แต่จุดเด่นของหนังต้องยกให้การแสดงของดารานำอย่าง Comer ที่เล่นได้หลายอารมณ์ และจุดที่ผมออกจะชอบก็คือหนังให้ตัวละครนี้ได้แสดงความเป็นมนุษย์ออกมาแบบครบมุม คือเธอไม่ได้เป็นนางเอกจ๋าที่ยึดมั่นในความดีเพียวๆ แต่เราจะได้เห็นเธอทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ส่วนใหญ่เธอก็อยู่ในโหมดดีนั่นแหละครับ แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นเธอก็พร้อมจะทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เธอและลูกอยู่รอด
ผมมองว่าหนังนำเสนอโลกหลังวิกฤติให้เราเห็นภาพได้พอสมควรครับ คือมันไม่ใช่หนังเชิดชูกำลังใจ และไม่ใช่หนังสายดาร์คที่สะท้อนแต่ด้านมืดของมนุษย์ แต่มันคือหนังที่บอกเล่าแบบเรียลๆ และง่ายๆ ว่าคนจะเป็นอย่างไรหากภัยธรรมชาติมันเริ่มคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ – สิ่งที่หนังนำเสนอก็คือ คนส่วนใหญ่ก็จะหาทางที่เหมาะๆ ในการใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งคำว่าเหมาะของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อได้แบบเดิมๆ เพียงแต่ชีวิตจะมีข้อจำกัดมากขึ้น ของกินน้อยลง ความสะดวกน้อยลง ซึ่งก็แค่ต้องปรับตัวอยู่ต่อกันไป หรือบางคนก็อาจจะเห็นแก่ตัวมากขึ้น ดุดันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะคลั่งเป็นซอมบี้ลุกขึ้นมาไล่ฆ่าคน
และอีกมุมที่หนังพาเราไปเห็นก็คือ พอถึงจุดหนึ่ง มนุษย์บางส่วนก็จะปรับตัวได้ พวกเขาจะอยู่กับโลกแบบที่มันเป็น แล้วโลกก็จะหมุนต่อไป สังคมมนุษย์ก็จะยังมีต่อไป เพียงแค่โฉมหน้ามันจะเปลี่ยนไปจากก่อนเกิดเหตุเท่านั้น

ยอมรับว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วแอบกลัวนะครับ คือพูดตรงๆ เลยว่าผมกลัวว่าโลกนี้จะเดินไปถึงจุดที่หนังเป็น คือมันจะไปถึงจุดที่ธรรมชาติมันวิกฤติขั้นสุด จนเกิดน้ำท่วมทะลัก แผ่นดินถล่ม หรือไม่ก็พวกสารเคมีทั้งหลาย ไมโครพลาสติกทั้งหลายจะส่งผลต่อมนุษย์จนถึงจุดที่สายเกินแก้
คำถามง่ายๆ ที่ผมถามตัวเองก็คือ ข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤติธรรมชาติก็แพร่กระจายไปทั่วขนาดนี้แล้ว คนเราทุกคนกำลังทำอย่างไรระหว่าง
A. ตื่นตัว ตระหนัก และทำทุกอย่างเพื่อเยียวยาโลก
หรือ B. ก็ใช้ชีวิตมันต่อไป ยังไงเรื่องมันก็คงไม่เกิดวันนี้พรุ่งนี้หรอก…
เผอิญชีวิตจริงไม่เหมือนหนัง Marvel ครับ ซูเปอร์ฮีโร่แค่สิบหรือร้อยคนน่ะเปลี่ยนโลกไม่ได้หรอก แต่มันต้องทุกคน (หรืออย่างน้อยก็เกินครึ่ง) ต้องมาช่วยกัน
ผลข้างเคียงของการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ “ทำใจ” ครับ ประมาณว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และสงสัยภัยพิบัติแบบที่เราเห็นในหนังหลายๆ เรื่อง ก็คงยากจะหนีพ้นแล้วล่ะ…
กลับมาที่หนังนะครับ ว่ากันตรงๆ หนังก็ไม่ถึงกับยอดมากจนต้องดูหรอกครับ เพราะโดยรวมหนังมันก็เนือยๆ เรื่อยๆ แต่สำหรับผมแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ดูนะ อย่างน้อย Comer ก็แสดงดี แล้วยังมีดาราหลายคนโผล่มาแบบประปราย – บางคนผมร้องเฮ้ยเลย ประมาณว่า “พี่มาด้วยเหรอนี่” – อีกอย่างคือหนังทำให้เราเห็นภาพความเป็นไปได้ ในวันที่โลกอยู่ได้ยากขึ้น ธรรมชาติเอาคืนเรามากขึ้น ซึ่งผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะหาทางช่วยโลกเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันก็ฝึกทำใจไปด้วยครับ เพราะถ้าดูจากโลกที่เป็นในปัจจุบัน ความหวังมันเลือนรางยังไงก็ไม่รู้
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Disaster Movies, Drama, Movie Reviews, Thriller












