สารคดีนี้ผมเล็งมานานครับ มันน่าสนใจดี แต่ผมก็ไม่ได้ดูสักทีจนกระทั่งพอดีวันนั้นเน็ตล่ม ทำงานไม่ได้ เลยจัดซะแบบหัวโล่งๆ
สารคดีนี้จะพาเราไปดูบรรยากาศและวิถีของผู้โดยสารรถไฟทั้งบนดิน ลอยฟ้า และใต้ดินของ นิวยอร์ค, ลอสแองเจลิส, โตเกียว, ฮ่องกง, มอสโก และเวียนนา โดยการเล่าเรื่องก็จะเป็นการสัมภาษณ์ผู้โดยสารผสมกับภาพของรถไฟที่วิ่งไปตามราง บ้างก็เป็นภาพวิวที่เห็นจากหน้าต่างของรถไฟ โดยบางช่วงก็จะมีแต่ภาพครับ เป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของรถไฟผ่านมุมมองของผู้กำกับ อาจมีเทคนิคเรื่องภาพบ้าง หรือไม่บางอันก็เป็นภาพเปล่าๆ ที่ไร้การปรุงแต่ง ก็ถือว่าหลากหลายดีครับ
เป็นสารคดีที่เหมาะสำหรับตอนว่างๆ แล้วก็นั่งดูแบบไม่คิดมากครับ ดูมุมมองของผู้กำกับไป ฟังคำพูดของผู้โดยสารไป มันก็เพลินดี ซึ่งสิ่งที่พวกเขาพูดออกมานั้นก็มีหลายเรื่องเลยที่น่าสนใจ อย่างเรื่อง “Subway Face” ที่ผู้โดยสารคนหนึ่งพูดประมาณว่า มันคือสีหน้าของผู้คนยามอยู่ยนรถไฟ มันเหมือนเป็นแพ็คเกจที่แถมมาพร้อมกับการเดินทาง ซึ่งมันก็ทำให้เราอยากสังเกตเหมือนกันตอนขึ้นรถไฟครั้งต่อไป ว่าคนส่วนใหญ่มีสีหน้าแบบนี้จริงไหม
หรือมุมคิดแบบเท่ห์ๆ อย่าง “เราเดินทางด้วยการหยุดนิ่ง” เพราะตอนอยู่ยนรถไฟเราก็ต้องเข้าโหมดประจำที่อยู่ตรงไหนสักแห่ง จะนั่งเก้าอี้ สิงตามเสา หรือเข้ามุมก็ว่ากันไป แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นวาระที่เราหยุดนิ่ง อยู่เฉยๆ แต่มันคือการหยุดนิ่งที่ได้ระยะยทาง มันคือการเฉยที่มีความเคลื่อนไหว ซึ่งก็ชวนให้คิดเหมือนกันครับว่าบางช่วงบางตอนในชีวิตเรา เราอาจต้องเคลื่อนไหวไม่หยุด แต่เราก็อาจไม่ได้ไปถึงไหนเลย แบบนั้นมันก็มีเหมือนกัน – เป็นอะไรที่ย้อนแย้งดีนะถ้าจะว่าไป
หรือเรื่องเล่าอย่างผู้หญิงคนหนึ่งเห็นผู้ชายกำลังจะก้าวลงจากรถไฟ แต่เขาพบว่าถุงมือที่เขาใส่เหลืออยู่ที่มือแค่ข้างเดียว เขาพยายามรีบหาว่าถุงมืออีกข้างอยู่ไหน ซึ่งกลายเป็นว่ามันตกอยู่ในรถไฟ และสิ่งที่ชายผู้นั้นทำคือรีบถอดถุงมือข้างที่ใส่อยู่โยนเข้ารถไฟก่อนมันจะปิดประตู
ผู้หญิงที่เล่าเรื่องเสริมว่า เธอไม่รู้หรอกว่าเขาคิดยังไงถึงโยนถุงมือมเข้ามา มันอาจเพราะเขาตระหนักว่าถุงมือข้างเดียวจะไร้ประโยชน์ จะเข้ามาเอาก็ไม่ทันและอาจต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมา เขาเลยโยนถุงมืออีกข้างให้มันเป็นคู่ เผื่อคนที่เก็บได้จะได้เอามันไปใช่ต่อ

ยังมีเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้แฟนจากการนั่งรถไฟครับ ประมาณว่าเธอกับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีโอกาสได้คุยกัน ทีนี้คุยไปๆ เกิดถูกคอจนพวกเขาเลยสถานีที่จะลง แล้วก็ลงเอยด้วยการดินเนอร์กันก่อนจะกลายเป็นแฟนในที่สุด
บางคนก็เล่าว่าเขาใช้เวลาบนรถไฟเยอะมากจนสามารถได้ยินเสียงตอนนั่นบนรถไฟได้เป็นจังหวะ เป็นเหมือนเสียงเพลงไปเลย
ส่วนเรื่องที่ญี่ปุ่นก็มีเรื่องจริงอย่างพนักงานบริการผลักผู้คนให้เข้าไปในรถไฟจนหมดในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือเรื่องคนโรคจิตที่ลวนลามผู้หญิงบนรถไฟ ซึ่งพาร์ตญี่ปุ่นนี้ดูจะเน้นไปที่เรื่องด้านลบเสียเยอะ เช่นว่าญี่ปุ่นทุกวันนี้คุณภาพของคนอาจลดลง เมื่อก่อนไม่มีขโมย แต่ทุกวันนี้คนต้องระวังมากขึ้น
หรือเรื่องความกดดันของคนในเมืองมใหญ่ที่ต้องอยู่กันอย่างแออัด บางคนภายนอกดูปกติดี แต่ลึกๆ ภายในกลับโดดเดี่ยว แล้วเลยไปถึงเรื่องการฆ่าตัวตายที่บางคนก็จะโดดให้รถไฟชน ซึ่งผมพยายามไม่ลงรายละเอียดน่ะนะครับเพราะบางประเด็นก็เซ็นซิทีฟ ซึ่งผมไม่แปลกใจสำหรับด้านมืดของญี่ปุ่นเพราะทุกประเทศก็มีด้านมืดด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่แอบแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมพาร์ตแถบเอเชียดูจะดาร์คๆ แต่แถบชาติตะวันตกกลับดูเป็นอะไรในเชิงสร้างสรรค์มากกว่า
หรืออย่างในฮ่องกงก็มีเรื่องเล่าว่าถ้ามีสถานีรถไฟที่ไหน ด้านบนของสถานีก็จะมีห้างใหญ่ไปตั้ง ซึ่งบางคนก็มองว่ามันคร่าวิถีชีวิตเดิมของย่านนั้นไป แบบนี้เป็นต้น
ถือว่าเข้าท่าครับ เป็นสารคดีที่เข้าท่าทีเดียว ใครชอบสารคดีแนวสำรวจความคิด แนวเอาภาพจริงตามสถานที่ต่างวๆ มาร้อยเรียง ผมว่าเรื่องนี้นับว่าน่าสนใจทีเดียว
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Documentary, Movie Reviews












