Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies

ประกาศิตฮ่องเต้ (1977) The Adventures of Emperor Chien Lung

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเฉียนหลงฮ่องเต้ (หลิวหย่ง, Tony Liu) โดยย้อนไปเล่าถึงเรื่องกำเนิดของพระองค์ในรัชสมัยคังซีฮ่องเต้ (หยางฉีอิง, Yang Chih Ching) แล้วก็ตัดมาในยุคที่เฉียนหลงฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้จัดทำมหาสารานุกรมซื่อคู่เฉวียนซู ตามด้วยการที่พระองค์มักจะทรงประลองปัญญากับบัณฑิตหลิวหยง (หลี่คุน, Li Kun) ก่อนจะไปเล่าเรื่องตอนปลอมพระองค์เสด็จประพาสหยางโจวอันนำมาสู่การเปิดโปงกรณีเก็บภาษีโดยมิชอบ

สมทบด้วย เยี่ยหัว (Yueh Hua) เป็นองค์ชายสี่ หย่งชิงอ๋อง อิงเจิ้ง หรือก็คือหย่งเจิ้งฮ่องเต้ในเวลาต่อมา, เฉินผิง (Chen Ping) เป็นนางกำนัลหลี่เจียซื่อ, จิงเหมี่ยว (Ching Miao) เป็นหัวหน้าบรรณาธิการจี้เสี่ยวหลัน หัวหน้าคณะผู้จัดทำมหาสารานุกรม, เจียงหนาน (Chiang Nan) เป็นเสนาเอ้อหรงอัน, หวังยี่ (Wong Yue) เป็นโจวยื่อชิง, หวังฮั่นเฉิน (Wang Han Chen) เป็นโจวเจี้ยนเฟิง ลุงของโจวยื่อชิง

เจียนเซิน (Chan Shen) เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยภาษี, หวังซา (Wang Sha) เป็นเสี้ยวเอ้อร้านน้ำชาในหยางโจวที่สนทนาเป็นคุ้งเป็นแควกับฮ่องเต้เฉียนหลง, เสิ่นเหลา (Shen Lao) เป็นผู้เฒ่าที่เสนอจะจ่ายภาษีแทนโจวยื่อชิง, อ้ายตงกัว (Ai Tung Kua) เป็นพ่อค้าร้านขายหมู, หวังชิงเหอ (Wong Ching Ho) เป็นขุนนางเมืองหยางโจวที่จะพระพักตร์เฉียนหลงฮ่องเต้ได้ และกำกับโดย หลี่ฮั่นเซียง (Li Han Hsiang) ครับ

สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือหนังดูมีความยิ่งใหญ่พอสมควร อาจไม่ถึงขั้นอลังการแต่ก็ดูมีฟอร์ม การเล่าเรื่องก็ออกแนวร้อยเรียงหลายเหตุการณ์มารวมไว้ด้วยกัน ซึ่งในแง่ประวัติศาสตร์นั้นจะตรงจะแต่งยังไงก็คงต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณากันเองนะครับ เพราะส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับว่าท่านยึดตำราเล่มไหน ยุคไหน สมัยไหน หรือข้อมูลชุดไหน เอาแค่เรื่องมหาสารานุกรมนี่ก็มีเรื่องราวหลายมุมแล้ว ยิ่งเรื่องที่ว่ายุคฮ่องเต้เฉียนหลงเป็นยุครุ่งเรืองนี่ก็แล้วแต่คนจะมองไปกันอีก

ส่วนผมนั้นตอนดูก็ตั้งใจแค่เสพหนังครับ ดูด้วยความบันเทิงเป็นหลัก ส่วนเรื่องข้อมูลต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ก็ค่อยๆ เก็บมาชั่งตวงวัดอีกที ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าตอนดูหนังด้วยสมองที่ติดอยู่กับการพิจารณาประวัติศาสตร์ว่าอันไหนใช่ไม่ใช่ มันก็มีผลต่อการชมหนังอยู่ไม่น้อย พอคิดได้ดังนั้นก็เลยขอเสพแบบเบาๆ ดูเอาสนุกตามประสา ก็พบว่าการมองแบบนั้นก็ทำให้ดูหนังเพลินขึ้นพอตัวครับ

หลิวหย่งนี่เหมาะกับบทนี้มากๆ ครับ ดูสง่า ดูเปี่ยมไหวพริบ ส่วนดาราเจ้าอื่นที่จัดว่าเด่นก็ต้องยกให้หลี่คุนที่เป็นหลิวหยงได้อย่างน่าจดจำ และอีกคนที่เด่นเอาเรื่องก็คือหวังซาครับ พี่ท่านมาเป็นเสี่ยวเอ้อที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและตรงไปตรงมาจนสามารถครองพื้นที่ในหนังได้ช่วงหนุ่งเลนล่ะ ในขณะที่หวังยี่คราวนี้ออกแนวสมทบ บุคลิกลักษณะถือว่าไม่เด่นเท่าตอนเล่นในอภินิหารฮ่องเต้

ประเด็นที่ว่าขุนนางท้องถิ่นอ้างพระราชโองการเพื่อเก็บภาษีนี่ก็น่าสนใจดีครับ มันคือภาพสะท้อนการปกครองในยุคนั้นที่ทางการยังดูแลไม่ทั่วถึง การสื่อสารอะไรก็ทำได้ยากยิ่ง จนไม่แปลกใจหากจะมีคนใช้ข้อจำกัดทั้งหลายมาบวกกับอิทธิพลของตน แล้วตั้งหน้าตั้งตากอบโกยกันเข้าไป – จริงๆ อย่าว่าแต่สมัยนั้นเลยครับ เอาแค่สมัยนี้เทคโนโลยีไปไกลถึงไหนๆ แต่การจะร้องเรียนอะไรต่างๆ ก็หาใช่ของง่าย ซึ่งที่เป็นแบบนั้นมันเพราะเหตุใดบ้างก็สุดแท้แต่ครับ บางครั้งก็เป็นเพราะข้อจำกัด เพราะระบบ หรือเพราะบุคคล นี่ก็ว่ากันไป

แต่สิ่งหนึ่งที่หนังบอกกับเราตรงๆ ก็คือ การจะเป็นนักปกครองนั้น ต้องรอบรู้ หมั่นลงพื้นที่ไปสัมผัสกับประสบการณ์จริงของเรื่องต่างๆ อีกทั้งต้องเข้าใจปัญหา เข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ต้องรู้จักมองให้รอบด้าน และที่ลืมไม่ได้คือเข้าถึงใจคน

รวมแล้วผมเพลินกับหนังดีครับ ตอนประลองปัญญากับบัณฑิตหลิวหยงก็ถือว่าสนุกดี ดูแล้วนึกถึงศรีธนญชัยผสมกับอิคคิวซัง แต่ตอนที่ชอบสุดก็คงเป็นครึ่งหลังตอนฮ่องเต้ปลอมพระองค์ไปหยางโจวน่ะครับ ผมว่าจังหวะการเล่าเรื่องมันสนุกดี ทั้งเปี่ยมอารมณ์ขัน ทั้งแสดงให้เห็นถึงความสนใจใคร่รู้ของฮ่องเต้เฉียนหลง การสนทนาต่อปากต่อคำระหว่างฮ่องเต้กับเสี่ยวเอ้อถือว่าทำได้ดีเลยครับ มันน่าสนใจ มันชวนให้เราอยากตามดูต่อว่าเรื่องมันจะลงไปตรงไหน สนุกดี

ส่วนตัวผมว่าสนุกขึ้นกว่า อภินิหารฮ่องเต้ ครับ เอาเป็นว่าใครชอบแนวนี้ก็จัดได้เลยครับ

สองดาวครึ่งครับ

(7/10)