ตอนแรกนึกว่าเป็นภาคต่อ แต่ไปๆ มาๆ มันคือฉบับรีบูทครับ
เรื่องเป็นแบบนี้ครับ พอ Doom ฉบับหนังปี 2005 เจ๊ง (ทำเงินไปประมาณ $58 ล้านจากทั่วโลก แต่ทุนอยู่ที่ $60 – $70 ล้านครับ) โครงการภาคต่อเลยถูกพับไป จนกระทั่งปี 2015 ก็มีนักทำหนังนามว่า Tony Giglio ที่เคยเขียนบท Death Race ภาค 2 กับ 3 มาเสนอโครงการกับทางค่าย Universal ว่าเขาอยากรีบูท Doom ขึ้นมาใหม่ แต่ตอนนี้ Universal ก็ยังไม่สนใจครับ เพราะความเจ๊งของฉบับปี 2005 ยังตราตรึง
ทีนี้พอถึงปี 2016 ด้วยพลังความฮิตของเกม Doom ฉบับใหม่ที่ออกจำหน่ายในปีนั้น เลยทำให้ Universal หันมาสนใจโครงการอีกครั้ง เลยให้ Giglio ทำสคริปขึ้นมาลองดู ซึ่ง Giglio ก็ออกความเห็นว่าฉบับหนังปี 2005 นั้นค่อนข้างขาดเรื่องเกี่ยวกับปีศาจและนรก เขาเลยกะจะเน้นตรงนี้ให้หนักๆ ขึ้น อีกทั้งยังเสนอให้ตัวเอกเป็นผู้หญิงเพื่อตามรอยความสำเร็จ Aliens โดยเธอมีชื่อว่า โจน (ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Joan of Arc อีกที) – แล้วก็หนังสำเร็จออกมาเป็น Doom: Annihilation
พล็อตก็ว่าด้วยหน่วยนาวิกฯ อวกาศที่ได้รับคำสั่งให้ไปยังศูนย์วิจัยบนโฟบอส ดาวบริวารของดาวอังคาร แล้วก็ตามสูตรครับว่าพวกเขาต้องไปเผชิญกับนรก เจอปีศาจไล่ล่า และต้องหาทางรอดออกมาให้ได้
ว่าตามจริงผมชอบฉบับปี 2005 มากกว่าครับ มันมันส์กว่า ตื่นเต้นกว่า ในแง่งานสร้างก็ดูเวิร์คกว่าซึ่งในเรื่องทุนสร้างนั้นก็เข้าใจได้ครับ มันเทียบกันไม่ได้หรอกเพราะเรื่องนั้นทุนหนากว่า ส่วนเรื่องนี้ทุนย่อมเยาว์กว่า แต่ในแง่ความมันส์นี่ ภาคนี้ค่อนข้างเรื่อยๆ และกว่าจะได้บู๊ได้ซัดกันจริงๆ นี่หนังก็ปาไปครึ่งเรื่องแล้ว และพอได้บู๊ภาพมันก็ออกมาธรรมดา มุมกล้องไม่ได้เร้าใจ เหมือนสู้กันไป หนีกันไป ยิงกันไปตามบท แต่จังหวะมันไม่เร้าเท่าไร
แต่ในแง่ไอเดียจริงๆ ก็ไม่เลวครับ ดู Giglio จะพยายามทำอย่างที่บอก คือพยายามใส่เรื่องของอสุรกาย เรื่องของมิตินรก แต่ด้วยทุนที่ไม่มากมันเลยเนรมิตตรงนี้ได้ไม่มาก หลายอย่างก็ทำได้แค่พูดผ่านตัวละครน่ะครับ ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาให้เห็นบนจอ
สำหรับผม ตัวละครที่น่าสนใจในเรื่องก็คือ ดร. บีทรูเกอร์ (Dominic Mafham) รายนี้ดูมีมิติและมีอะไรๆ อยู่ ผมมองว่าบทเขียนตัวละครนี้มาได้น่าสนใจครับ แต่นักแสดงอาจยังถ่ายทอดบทนี้ได้ไม่ถึงระดับ ก็เลยถือว่าพอดูเด่น แต่ยังไม่เด่นเท่าที่ควร – และจริงๆ ผมว่าตัวบทนั้นพยายามสร้างมิติให้ตัวละครนะครับ มันเลยมีฉากที่ตัวละครมาคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือตอนท้ายที่โจน (Amy Manson) คุยกับเบนเน็ต (Luke Allen-Gale) มันรู้สึกได้น่ะครับว่า Giglio พยายามใส่อะไรเหล่านี้ลงมา แต่อาจเพราะชั่วโมงบินที่ยังไม่มาก ฉากเหล่านี้เลยไม่ออกรสสักเท่าไร – ประมาณว่าความตั้งใจนั้นดี แต่กำลังภายในยังไม่ถึงนะครับ ประมาณนั้นๆ
ถ้าให้สรุปตามที่คิด จริงๆ มันก็เหมือนได้ดูฉบับแรกอีกรอบน่ะครับ เพียงแต่เวอร์ชั่นนี้จะมันส์น้อยกว่า ดูธรรมดากว่า ซึ่งถ้าให้แนะนำล่ะก็ คงต้องบอกว่าดูแค่ฉบับปี 2005 ก็พอครับ ยกเว้นว่าอยากตามมาดูให้ครบชุดแบบผม ก็ว่ากันไปครับ จะลองดูก็ได้ ขอเพียงลดความคาดหวังลงมาหน่อยก็แล้วกัน
ดาวครึ่งครับ
(5/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Horror, Monster Horror, Monster Movies, Movie Reviews, Sci-Fi, Thriller











