ธีโอ ดาห์ล (Anders Matthesen) เชฟจากเดนมาร์กที่ทราบข่าวว่าพ่อของเขาเสียชีวิตและได้ทิ้งมรดกไว้เป็นปราสาทในทัสคานี ประเทศอิตาลี เขาจึงเดินทางไปที่นั่นด้วยความตั้งใจที่จะขาย แต่แล้วเขาก็ได้พบกับโซเฟีย (Cristiana Dell’Anna) สาวแกร่งที่ทำให้เขาต้องหันมาทบทวนชีวิตตน รวมทั้งหวนคิดถึงวันเก่าๆ ตอนที่เขาเคยอยู่ที่นี่
จริงๆ หนังมีวัตถุดิบที่ดีแบบอัดแน่นเลยนะครับ อย่างแรกเลยคือภาพทิวทัศน์งามๆ ที่สวยจริงและเปี่ยมเสน่ห์แบบสุดๆ ซึ่งคนชอบภาพวิวธรรมชาติอย่างผมก็ถูกใจสิ่งนี้ล่ะครับ และผู้กำกับภาพอย่าง Michael Sauer Christensen ที่โตมาทางสายมิวสิควีดีโอก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ สามารถจับภาพสวยๆ มาเสิร์ฟแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะภาพมุมสูงและช็อตมุมกว้างนี่คืองานดีจริงๆ เห็นแล้วอยากแพ็คกระเป๋าและไปเที่ยวมันเดี๋ยวนั้นเลย
ดนตรีก็ของดีครับ ฝีมือของ Thomas Volmer Schulz ที่ท่วงทำนองได้กลิ่นอายอิตาลีแบบกำลังเหมาะ ไพเราะแบบสวยๆ ถือเป็นอีกพลังหนึ่งที่ช่วยประคับประคองให้ผมดูหนังต่อไปได้ – บางคนอาจเริ่มเอะใจว่าผมกำลังจะบ่นหนังไหม 555 ยังครับ อีกแป๊บหนึ่ง
จริงๆ ผมชอบพล็อตนะครับ พล็อตน่ะถือว่าเข้าท่าเพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องความรักระหว่างพระเอกนางเอกเท่านั้น มันยังมีประเด็นเรื่องการค้นหาตัวตน การตั้งคำถามว่าตอนนี้ฉันกำลังอยู่จุดไหนของชีวิต, ฉันกำลังจะก้าวไปไหน, ปมในอดีตของฉันมันส่งผลต่อตัวฉันอย่างไร หรือสิ่งที่ฉันเคยคิดว่ามันถูกนั้น จริงๆ แล้วมันใช่หรือไม่ รวมถึงเรื่องความรักระหว่างพระ-นาง เอาเข้าจริงมันก็มีรายละเอียดครับ มันมีเรื่องในอดีตมาข้องเกี่ยว มันมีเรื่องตัวตนเข้ามาข้อง จริงๆ ผมว่ามันน่าสนใจ
และผมชอบบทสรุปของเรื่องที่มันไม่ได้จบแบบสูตรทั่วไป ที่พระ-นางรักกัน จูบกันอย่างดูดดื่ม แล้วก็ครองรักกันไป แต่มันจบแบบ “สายใยระหว่างพวกเขา เพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น”
อีกอย่างที่ผมชอบคือเสียงพากย์ไทยของตัวธีโอครับ ที่ให้คุณบุญชนะ โชควิชาโกศล มาพากย์ ผมถือว่าเหมาะมากๆ
แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ การเล่าเรื่องมันไม่ถึงครับ ดูแล้วมันไม่อิน เหมือนมันเล่าเรื่องเป็นฉากๆ และบางจังหวะก็เหมือนจะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมา แต่มันเป็นการถ่ายทอดที่ยังไม่ถึงเครื่อง เหมือนเราเห็นภาพ เห็นการกระทำ แต่มันไม่ซึมลึก มันไม่ทำให้เราอิน ไม่ทำให้เราดำดิ่งไปกับเรื่องราว – มันเสียดายครับ รู้สึกเสียดายจริงๆ เพราะหนังอัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบดีๆ หรือตัวเนื้อในของหนังเองจริงๆ ก็มีดีและผมถือว่าบทมันมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากหนังรอมคอมหรือหนังโรแมนติกดราม่าหลายๆ เรื่อง เพราะมันมาพร้อมมิติ และประเด็นที่นอกจากจะทำให้ตัวละครมีความลึกแล้ว ยังเป็นสาระชั้นดีที่ทำให้คนดูได้ย้อนกลับมาทบทวนตัวเองอีกด้วย
แต่พอหนังเล่าได้ไม่ถึง เรียบเรียงได้ไม่กลมกล่อม ผลก็เลยออกมากลางๆ อย่างน่าเสียดาย – และจริงๆ ผมว่าดาราก็ทำหน้าที่ได้ดีด้วยน่ะครับ แต่พอการถ่ายทอดเรื่องราวมันได้แค่นี้ เราก็เลยเห็นการแสดงของพวกเขาที่ “เท่านี้” ไม่ได้เห็นจนสุดอย่างที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ดี คนที่ชอบหนังแนวนี้ก็ลองกันได้ครับ เพราะอย่างน้อยภาพธรรมชาติก็สวย และประเด็นชวนคิดของหนังจริงๆ ก็ถือว่าดี และอาจทำให้ท่านย้อนมาทบทวนอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเองก็ได้ – นี่ถ้าหนังทำถึงซะหน่อยนะ ผมว่าเรื่องนี้จะติดทำเนียบหนังโปรดอีกเรื่องของผมเลยล่ะ
สำหรับดาวหรือคะแนนที่ผมให้นี่ ให้กับองค์ประกอบดีๆ ของหนังครับ แต่มันมาพลาดตรงการเดินเรื่องและเล่าเรื่องที่ยังไม่ถึงรส – พอดูจบนี่ผมคิดถึงคำนี้ขึ้นมาเลย คำว่า “เสียดายของ” ครับ
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Romance, Romance Romance, Slice of Life Movies












