
เมื่อวาน Netflix ล่มตอนเช้า ผมเลยต้องเปลี่ยนแผนไปดู Christmas…Again?! แทน ซึ่งหนังก็ Feel Good ไม่เลวครับ เป็นการเปิดวันที่สดใสได้แรงบวกพอสมควร แม้ตอนต้นของเรื่องจะดูแล้วชวนหงุดหงิดบ้างก็เถอะ
หนังมาแนว Groundhog Day ครับ เพียงแต่เหตุมาเกิดในวันคริสต์มาสแทน กับเรื่องของเด็กหญิงอายุ 12 โรวีนา (Scarlett Estevez) ที่รู้สึกว่าวันคริสต์มาสปีนี้ช่างย่ำแย่และห่วยแตกเอามากๆ พอหมดวันเธอก็ได้เจอกับชายปริศนาที่แต่งตัวเป็นซานตาคลอส (Gary Anthony Williams) เธอเลยพ่นความรู้สึกลบๆ ให้เขาฟัง และชายคนนั้นก็จัดแจงเสกให้โรวีน่าตื่นมาเจอกับวันคริสต์มาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนแรกโรวีนาก็สนุกกับการได้ใช้เวลาในวันเดียวกันซ้ำๆ โดยไม่ต้องคิดถึงผลที่ตามมาน่ะครับ แต่ท่านๆ ก็คงพอเดาได้ว่าพอถึงจุดหนึ่ง เธอก็จะเริ่มเรียนรู้ถึงคุณค่าที่แท้ของวันคริสต์มาส รวมถึงความสำคัญของครอบครัว อีกทั้งคนรอบตัวของเธอด้วย
ว่าตามตรงหนังยังไม่ลงตัวเต็มร้อยครับ ส่วนหนึ่งเพราะหนังค่อนข้างสุดไปนิดในการนำเสนอ เช่น ตอนต้นหนังนำเสนอให้เห็นว่าทำไมโรวีน่าถึงรู้สึกว่าวันคริสต์มาสช่างห่วยแตก ก็เพราะเรื่องบ้าบอสารพัดมันเทลงมาทับถมจนเธอแทบไม่ได้พัก คนในครอบครัวเธอก็ดูจะไม่น่ารักเท่าที่ควร ช่วงต้นนี่อย่าว่าแต่โรวีนาเลยครับ ผมเองยังหงุดหงิดเลย หลายสิ่งหลายอย่างมันดูน่ารำคาญแบบขั้นสุดจริงๆ
ทีนี้พอถึงช่วงท้าย พอถึงวาระที่โรวีนาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของวันคริสต์มาสแล้ว วันคริสต์มาสวันเดียวกันนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นวันที่แสนสุขและงดงาม ซึ่งจุดนี้ก็พอจะเข้าใจสิ่งที่หนังอยากจะบอกน่ะครับ ว่าถ้าโรวีนาเปลี่ยนมุมมอง ปรับมุมคิด ลดการคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลลง แล้วหันไปใส่ใจคนรอบตัวให้มากขึ้น อะไรๆ มันก็จะดีขึ้น ช่วงที่ว่านี่ก็ดูสุขแบบสุดเหมือนกันครับ

ที่ผมบอกว่ามันสุดไปนิดนั้นก็เพราะ ตอนต้นน่ะ สถานการณ์มันดูน่าหงุดหงิดจริงๆ นะ และคาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละคนก็ดูไม่น่ารักนัก แต่จู่ๆ พอครึ่งหลัง บทจะเปลี่ยนแต่ละคนก็เปลี่ยนแบบไม่มีเค้าลางมาก่อน อย่างตัวพี่สาวของโรวีนา (Ashlyn Jade Lopez) ตอนต้นก็ดูไม่ยี่หระและไม่สนน้องเลย แต่จู่ๆ บทจะเห็นใจน้องก็เห็นใจซะงั้น หันมาปลอบน้องแบบพี่ที่ใส่ใจแบบดื้อๆ คือถ้าหนังปูพื้นอะไรเหล่านี้มาก่อน หรือไม่ทำการเล่าให้ตัวละครมันดูสุดเกินไปในตอนต้น ก็คงจะดีน่ะครับ เรื่องมันคงจะดูกลมกลืน อารมณ์มันคงจะดูกลมกล่อมกว่าที่เป็น
แต่ก็นั่นล่ะครับ ดูด้วยความเข้าใจน่ะ เดาว่าผู้กำกับ Andy Fickman คงตั้งใจปรุงให้อะไรๆ มันดูสุด จะได้ดูง่าย เข้าใจง่าย คือถ้าดูแบบไม่คิดมากก็พอได้ล่ะครับ แต่ถ้าคิดเยอะหน่อยนี่ก็อดนึกถึง Groundhog Day ไม่ได้ เรื่องนี้กลมกล่อมพอดีกว่ากันเยอะ
สรุปว่าหนังก็โอเคครับ เป็นหนังคริสต์มาสดูสนุกที่สอดแทรกสาระสอนใจให้เรารู้จักคิดถึงคนรอบข้าง อย่ามองแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว – รวมถึงการรู้จักทำใจยอมรับสิ่งที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว หรือสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว บางอย่างก็ไม่อาจย้อนคืนได้ การยึดติดอยู่กับวันวานรังแต่จะทำให้เรารู้สึกแย่กับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ปัจจุบันมันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่เพราะการยึดติดของเรานี่เองที่บดบังจนเรามองไม่เห็นปัจจุบันอย่างที่มันเป็น
แม้จะไม่คล่องคอเต็มร้อย แต่ก็อิ่มเอมใช้ได้ – ที่ผมรู้สึกอิ่มเอมนี่ก็คงเพราะตอนท้ายหนังแลนดิ้งเรื่องราวแบบ Feel Good สุดๆ น่ะครับ ดังนั้นแม้มันจะไม่กลมกล่อมลงตัว แต่ด้วยความที่ตอนท้ายมันสุดในแง่ของพลังบวก เราก็เลยพลอยได้พลังบวกติดตัวกลับมา
บางทีหนังที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเต็มร้อย ก็ทำให้เรารู้สึกดีได้เหมือนกันนะครับ – เอาเป็นว่าใครอยากรู้สึกบวกๆ อยาก Feel Good ก็ลองดูเรื่องนี้ได้ครับ ขอเพียงแค่เตรียมใจตั้งรับตอนต้นที่อาจดูหงุดหงิดง้องแง้งอยู่บ้าง ก็ดูแบบผ่านๆ ไปครับ เดี๋ยวครึ่งหลัง Feel Good มันก็มาเองน่ะแหละ
สองดาวหน่อยๆ ครับ
![]()
(6/10)
หมวดหมู่:Christmas Movies, Comedy, Family, Fantasy, Feel-Good Movies, Movie Reviews










