รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hombre (1967) นักล่าหน้าหยก

Untitle03453

หนังคาวบอยตะวันตกระดับคลาสสิกอีกเรื่องที่หากมองด้วยสายตาคอหนังสมัยใหม่ที่ต้องการความหวือหวาฉับไวแล้วล่ะก็ หนังอาจไม่ตอบโจทย์นั้นน่ะนะครับ แต่หากดูกันที่โครงสร้างของเรื่อง การเดินเรื่อง และงานสร้างแล้ว ต้องถือว่าน่าจดจำอย่างยิ่งทีเดียว

เรื่องของ จอห์น รัสเซลล์ (Paul Newman) ชายผิวขาวผู้องอาจที่เติบโตมาได้ด้วยการเลี้ยงดูของชนเผ่าอินเดียนแดง และนั่นทำให้เขาถูกมองด้วยสายตาดูถูกจากคนขาวด้วยกัน

และบัดนี้เขาตัดสินใจเดินทางร่วมกับเหล่าคนขาว เพื่อจัดการเรื่องมรดกทรัพย์สินของเขา ระหว่างทางเขาก็ต้องนั่งรถม้าร่วมไปกับคนขาวกลุ่มใหญ่ที่ต่างก็ดูถูกและเดียดฉันท์เขาจนถึงขั้นว่าขอให้ไปนั่งนอกรถได้ไหม อย่ามานั่งในรถร่วมกับพวกเขาให้เสียบรรยากาศ

แล้วรถม้าคนนั้นก็โดนปล้นครับ กลุ่มโจรมากันพร้อมปืนและกวาดทรัพย์สินของทุกคนไปซึ่งผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ทำได้แค่ยอม มีเพียงจอห์นเท่านั้นที่พร้อมจะสู้เล่นงานพวกโจรกลับ ด้วยมาดนิ่ม องอาจ และทรนง

ในที่สุดชายที่โดนดูถูกคนนี้ก็กลายมาเป็นความหวังเดียวของผู้โดยสารทั้งคัน

หนังไม่ได้มาพร้อมฉากแอ็กชันแบบระเบิดระเบ้อครับ แต่จะเป็นคาวบอยที่เน้นการเดินเรื่องผ่านตัวละคร ให้เราเห็นมิติของคนที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โดยเฉพาะการได้เห็นด้านมืดของมนุษย์ที่บ้างก็หันมากินกันเอง (แบบเหล่าโจร) หรือหันมาดูถูกกันเอง (แบบที่ตัวละครส่วนใหญ่กระทำต่อจอห์น) มันคือความจริงของโลกที่ถูกนำมาสะท้อนในหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ

HOMBRE (1967)

ช่วงครึ่งแรกของหนังนั้นการเดินเรื่องอาจจะดูเรื่อยๆ อยู่บ้างครับ แต่มันก็ไม่ใช่ “เรื่อยๆ ที่ไร้แก่นสาร” เพราะหลักๆ แล้วหนังจะแนะนำให้เรารู้จักกับตัวละครหลักๆ ไม่ว่าจะจอห์นที่มีมาดแสนจะนิ่งและสุขุม หรือเหล่าตัวละครผู้โดยสารที่มีบุคลิกต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันส่วนใหญ่คือจะดูถูกจอห์นและคนอินเดียนแดง ซึ่งสำหรับผมแล้วแม้ช่วงต้นจะต้องใช้ความอดทนในการดูอยู่บ้าง แต่ด้วยมิติตัวละครนี่เองที่ทำให้หนังมีความน่าสนใจ และยังเป็นการปูเรื่องไปสู่เหตุการณ์ในครึ่งหลังด้วย

ส่วนครึ่งหลังหนังก็มาพร้อมแอ็กชันยิงปืนที่มีแบบเท่าที่จำเป็น หลายจังหวะหนังสามารถสร้างความลุ้นและกดดันอย่างได้ผล อย่างตอนที่จอห์นกับเฮนรี่ (Martin Balsam) ไปซุ่มเพื่อเตรียมรับมือกับหัวหน้าก๊กโจรที่ค่อยๆ คืนคลานขึ้นไปหาพวกเขาอย่างช้าๆ ซีนที่ว่านี่ทั้งมุมกล้องและจังหวะภาพถือว่ากดดันได้แบบพอเหมาะมากๆ ไหนจะตอนไคลแม็กซ์อีก ความลุ้นนี่ถือว่ากำลังเหมาะทีเดียว

จุดเด่นอีกอย่างที่ถือว่าเด่นมากในหนังคือการถ่ายภาพครับ มุมกล้องช็อตภาพกว้างนี่สามารถจับภาพดินแดนตะวันตกได้อย่างสวยงามและเปี่ยมพลัง ซึ่งความดีความชอบต้องยกให้กับ James Wong Howe ผู้กำกับภาพมือเยี่ยมที่เคยได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขากำกับภาพถึง 9 ครั้ง และได้รางวัลมา 2 ครั้งจากหนังเรื่อง The Rose Tattoo และ Hud ซึ่งถึงแม้หนังเรื่องนี้เขาจะไม่ได้เข้าชิงก็ตาม แต่ฝีมือและความเก๋ายังคงทำให้เราประจักษ์ได้ผ่านภาพในแต่ละฉากของหนังเรื่องนี้ครับ อันนี้ขอปรบมือให้เลยจริงๆ กำกับภาพออกมาได้ดีมากๆ

ในครึ่งหลังนี่นอกจากฉากยิงกัน (ที่มีไม่เยอะแต่ก็จัดว่าเข้ม) หนังก็ยังสานต่อเรื่องราวของตัวละครแต่ละคนที่มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหล่าคนขาวทั้งหลายจะมีทั้งโวยวาย เกรี้ยวกราด ตื่นกลัว หรือเพ่งโทษคนอื่น ในขณะที่จอห์นจะมาในมาดนิ่งจนบางทีก็โดนค่อนขอดว่า “นี่คุณไม่คิดจะทำอะไรเลยหรืออย่างไร” แต่หลายครั้งหลายคราครับที่จอห์นพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เขาจะไม่พูดพล่ามทำเพลงเหมือนคนขาวอื่นๆ แต่เขาก็พร้อมจะลงมือทำในจังหวะที่เหมาะ และพร้อมที่จะเด็ดเดี่ยวกว่าใครในเวลาที่จำเป็น โดยไม่ต้องเอ่ยปากใดๆ

จอห์น รัสเซลล์เป็นตัวละครที่เท่ห์มากๆ ครับ เขาเป็นคนพูดน้อย แต่เข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ และเข้าใจความเป็นไป ส่วนหนึ่งเพราะเขาโตมาท่ามกลางการสอนสั่งของชนเผ่าอินเดียนแดงที่มีแนวคิดเคารพธรรมชาติ อีกทั้งเข้าใจเหตุและผลตามความจริง อะไรดีเขาก็ว่าดี อะไรไม่ดีเขาก็ว่าไม่ดี ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ไม่สรรหาเหตุผลมาช่างเจรจา และไม่ชอบโต้เถียงกับใคร (ส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาคิดว่า จะเถียงไปทำไม ในเมื่ออะไรที่จริงมันก็ต้องจริง แต่อะไรที่ไม่จริงแม้จะเถียงแค่ไหน มันก็ไม่จริงอยู่ดี – สรรพสิ่งก็แค่เป็นอย่างที่มันเป็น ก็เท่านั้นเอง)

แต่ท่ามกลางการพล่ามของคนขาว เขานี่แหละครับเป็นคนลงมือทำมากที่สุด เมื่อถึงจังหวะ ไม่ต้องมีใครบอกเขาก็พร้อมยิง แต่ถ้าจังหวะไม่ได้แล้ว ต่อให้ใครมายุให้เขายิงเขาก็จะนิ่งดูท่าทีต่อไป

Untitle03455

ยิ่งฉากไคลแม็กซ์นี่ยิ่งสุดยอดครับ ก่อนที่ไคลแม็กซ์จะมาถึงก็มีตัวละครเอ่ยขึ้นมาว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่มีใครจะช่วยคนที่โดนจับไปเลยหรือ ฉากที่ว่านั้นเองจอห์นนั่งนิ่งๆ แล้วพูดจี้ใจแต่ละคนในห้องแบบไม่ได้จี้เพื่อหาเรื่อง แต่จี้เพื่อให้เห็นความจริงว่าที่จริงแล้วนั้นใจแต่ละคนกำลังคิดอะไร บางคนก็กลัวจับใจ (แต่เก๊กมาดไว้ไม่บอกใคร) – บางคนก็เห็นแก่ตัว ไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงตาย – บางคนอาจอยากทำอะไรสักอย่างก็จริง แต่ก็มือไม่ถึง ไม่เก่งพอ ดังนั้นถ้าหากทะเล่อทะล่าลงไปก็มีสิทธิ์ตายแบบเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ฉากที่ว่าสื่อให้เห็นเลยครับว่าจอห์นแม้จะพูดน้อย แต่เขาอ่านทุกคนออก และอ่านเกมของฝ่ายตรงข้ามออกหมด… “พูดน้อย แต่ไม่ใช่รู้น้อย” น่าจะเป็นคำนิยามที่เหมาะที่สุดสำหรับจอห์นในฉากนั้น และถ้าจะถามว่า เขา “รู้คนอื่น” แล้ว “รู้ตนเองหรือเปล่า?” ฉากไคลแม็กซ์ต่อมาจะมีคำตอบให้ครับว่าเขารู้เกี่ยวกับตนเองไหม

ฉากก่อนไคลแม็กซ์นี่จี้ใจตัวละครอื่นๆ ในขณะที่บทสรุปของฉากไคลแม็กซ์นั้น มันจี้ใจคนดูอย่างผมแบบจังๆ เรียกว่าฉากจบนี่ทำให้หนังประทับลงไปในใจผมได้อย่างมากเลยล่ะครับ

ผมยอมรับนะว่าช่วงแรกๆ ของหนังมันอาจจะดูเรื่อยๆ และแอบน่าเบื่อไปบ้างจนสมาธิในการดูของผมมันหลุดไปเป็นพักๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆ จนมาถึงฉากสรุปสุดท้าย มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้คุ้มค่ามากๆ ที่ได้ดูครับ และ จอห์น รัสเซลล์ คือ Hombre (ยอดชาย) ตัวจริง

เป็นหนังคาวบอยอีกเรื่องที่ผมแนะนำเลยครับ ตัวเอกองอาจ พูดน้อยแต่เท่ห์มาก และโดยส่วนตัวแล้วผมว่าหนังสามารถนำไปใช้เพื่อเปิดประสบการณ์ชีวิตให้กับคนได้อย่างดีครับ เพราะการจะมองโลกให้เหมาะสมนั้น ต้องรู้จักมองตามที่มันเป็น จะมองบวกเกินไปก็ไม่ดี แต่จะมองร้ายเกินไปก็ไม่ไหว เราจะต้องมองตามที่มันเป็น อ่านโลกอย่างที่มันเป็น แล้วนั่นล่ะครับที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม ไม่ติดหล่มอุปสรรคหรือปัญหานานจนเกินไป

อีกทั้งบุคลิกของจอห์นนี่ก็น่าศึกษาเพราะเขามีความเป็นผู้นำ เป็นผู้รู้จังหวะจะโคนในการทำสิ่งต่างๆ เรียกว่าหนังเรื่องนี้มีดีมากกว่าแค่การเป็นหนังแอ็กชันตะวันตกที่จัดว่าคลาสสิกครับ

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Untitle03456