Action

Terminator 3: Rise of the Machines (2003) ฅนเหล็ก 3 กำเนิดใหม่เครื่องจักรสังหาร

1385992787

หลังจาก Terminator 2: Judgment Day ประสบความสำเร็จ ทำกำไรให้บริษัทสร้างหนังเจ้าบุญทุ่มอย่าง Carolco ไปมหาศาล ก็มีข่าวออกมาบ่อยๆ ในช่วงยุค 90 ว่า James Cameron มีความคิดจะทำภาค 3 ต่อ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีความคืบหน้าเสียที (พอๆ กับข่าว Indiana Jones 4 น่ะครับ)

รอนานมากจนในที่สุดบริษัท Carolco ก็มีอันต้องล้มละลายไปในปี 1995 อันเนื่องมาจาก Cutthroat Island และ Showgirls 2 หนังทุนสูงต้องมาขาดทุนแบบหนักๆ (เรื่องแรกลงทุนไป $100 ล้าน ได้คืนมา $10 ล้านต้นๆ น่ะครับ) ส่งผลให้ลิขสิทธ์หนังทุกเรื่องในค่ายถูกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาใช้หนี้

ครั้นพอถึงปี 1997 Mario Kassar และ Andrew G. Vajna ผู้ก่อตั้ง Carolco ก็พยายามจะลืมตาอ้าปากด้วยการตั้งบริษัท C2 Pictures ขึ้นมา และโปรเจคท์สำคัญที่พวกเขาหมายมั่นว่ามันจะทำให้พวกเขากลับมาดังอีกครั้งก็คือ Terminator 3 นั่นเอง โดยพวกเขาลงทุนไปประมูลลิขสิทธิ์หนังกลับมาด้วยราคาสูงถึง $8 ล้าน และตามไปซื้อสิทธิ์อีกครึ่งหนึ่งที่ Gale Anne Hurd ผู้สร้างและผู้ร่วมให้กำเนิด Terminator ภาคแรก (อดีตภรรยา James Cameron) มาในราคา $7 ล้าน

คำถามแรกของการสร้าง T3 ก็คือ จะมี Arnold Schwarzenegger หวนกลับมารับบทที่สร้างชื่อให้กับเขาแบบสุดๆ หรือไม่ ซึ่งคำตอนของพี่บึ้ก Arnold ก็คือสนใจครับ แต่มีข้อแม้ประการเดียวคือต้องมีชายชื่อ James Cameron มากำกับให้ แต่ตอนนั้น Cameron ก็อิ่มตัวกับเรื่องคนเหล็กไปแล้วครับ (ตอนนั้นแกได้ออสการ์จาก Titanic ไปแล้วด้วย) โดยเขาคิดว่าเรื่องของคนเหล็กมันควรจบลงไปตั้งแต่ภาค 2

ทีนี้พี่บึ้ก Arnold ของเราเลยพยายามตื้อให้ Cameron มากำกับครับ และผลของการเจรจาก็คือ Cameron บอกให้พี่บึ้ก Arnold ไม่ต้องรอเขาหรอก ยังมีผู้กำกับดีๆ อีกหลายคนที่จะสามารถทำภาค 3 ของหนังชุดนี้ได้ นั่นจึงเป็นการกล่าวคำยืนกรานว่ายังไง Cameron ก็ไม่กลับมากำกับ T3 แน่นอน

จริงๆ การตามหาผู้กำกับเหมือนจะยากนะครับ แต่ไปๆ มาๆ กลับง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนแรกคนที่ได้รับการทาบทามคือ Ridley Scott แต่เขาก็ติดงานกำกับ Black Hawk Down เสียก่อน คนต่อมาก็คือ Ang Lee ที่เพิ่งดังจาก Crouching Tiger, Hidden Dragon แต่สุดท้ายเขาก็สนใจจะไปกำกับ Hulk มากกว่า

ถัดมาทีมงานก็หันไปสนใจ Jonathan Mostow ผู้กำกับเจ้าของผลงานแอ็กชัน+กดดันมันส์ๆ อย่าง Breakdown และ U-571 และประจวบเหมาะครับที่เขาคือสามีคนปัจจุบันของ Gale Anne Hurd ทำให้การเจรจาค่อนข้างง่ายทีเดียวครับ

สำหรับเรื่องในภาคนี้ก็ต่อจากภาคก่อนครับ โลกยังคงดูปกติ ซาร่าห์ คอนเนอร์จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนจอห์น คอนเนอร์ (Nick Stahl) ก็ใช้ชีวิตแบบร่อนเร่ไปเรื่อย ไม่มีจุดหมายในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็มีหุ่นยนต์ T-800 อีกตัว (Schwarzenegger) ถูกส่งมาเพื่อปกป้องเขา และปกป้องหญิงสาวนามว่าเคท บริวสเตอร์ (Claire Danes) ให้พ้นจากการตามล่าของ T-X (Kristanna Loken) หุ่นสังหารรุ่นล่าสุดที่มาเพื่อฆ่าจอห์น คอนเนอร์อีกครั้ง

ใช่ครับ กลายเป็นว่ายังไงในอนาคต สงครามระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง เหตุการณ์ในตอนจบภาค 2 นั้นแค่ยืดเวลาออกไป มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขประวัติศาสตร์ได้แบบถาวร ซึ่งในวันที่ T-X มาตามล่าพวกจอห์น คอนเนอร์ ก็คือวันที่ระบบสมองกล Skynet จะเข้าครอบครองโลกทั้งใบพอดี ทำให้จอห์นต้องแข่งกับเวลา รีบไปหาทางระงับภัยครั้งนี้ ก่อนที่มหาสงครามจักรกลจะอุบัติขึ้นมาจริงๆ

รอบแรกที่ผมดูก็ว่ามันสนุกดีล่ะครับ ดูเพลิน มีแอ็กชันมันส์ดี ครั้นมาดูรอบหลังโดยดูต่อกันกับภาค 2 ความรู้สึกระหว่างดูภาค 3 คือ… นี่มันคนเหล็ก 2 ภาครีเมคนี่หน่า

โครงสร้างมาแบบภาค 2 เลยครับ เปิดมามีหุ่นแก้ผ้า 2 ตัวโผล่ขึ้นมา ตัวหนึ่งร้ายไล่ฆ่าคน อีกตัวหนึ่งดีหาเสื้อผ้าใส่โดยไม่ฆ่าใคร จากนั้นพวกมันก็จะไปถึงตัวเป้าหมายแบบเฉียดฉิว แต่ยังไงหุ่นฝ่ายดีก็จะช่วยพระเอกได้ทันเสมอ โดยจะมีการไล่ล่าทางรถเล็กน้อยพอให้ตื่นเต้นตูมตาม

ถัดมาพวกพระเอกก็จะหนีมาได้ หุ่นฝ่ายดีก็จะเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น ก่อนที่พระเอกจะเดินทางไปทำอะไรสักอย่างเพื่อขัดขวางแผนร้าย และป้องกันไม่ให้ฝ่ายจักรกลได้ถือกำเนิดขึ้นมา เพราะถ้ามันกำเนิดเป็นตัวเป็นตนแน่นอนเมื่อไร โลกทั้งใบโดนมันครองแน่

เมื่อเป็นแบบนี้หนังก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยครับ ถ้าว่ากันถึงข้อดีก็คือหนังเดินตามสูตรที่ค่อนข้างปลอดภัย ยังไงหนังก็ยังดูสนุกเพราะลงสูตรตามมาตรฐาน แต่ข้อด้อยก็คือคอหนังที่เคยผ่าน T2 มาก่อนย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกเปรียบเทียบ ซึ่งถ้าให้เปรียบจริงๆ T2 มันส์กว่าครับ ไม่ว่าจะฉากแอ็กชันที่ดูตื่นเต้น เร้าใจ อย่างตอน T-1000 ขับรถไล่บี้จอห์น คอนเนอร์ในคูเล็กๆ หรือตอนคนเหล็กบุกโรงพยาบาลบ้า การวางช็อต ถ่ายภาพ ลำดับเรื่องมันออกมาได้ใจครับ แต่กับภาคนี้แม้จะมีการไล่ล่า มี Effect ที่ดูสมจริง ทว่าหากเทียบกับภาค 2 แล้วยังถือว่าห่างกันอยู่พอตัว

ผมว่าภาค 2 นี้ฉากบู๊มันอาร์ทนะครับ มันดูเหมาะเจาะลงตัว ดูสวยและดูตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน ส่วนภาค 3 นี่ตื่นเต้น แต่ยังไม่ติดตาเท่าไร

ด้านเนื้อเรื่องนี่ยิ่งต่างครับ ภาค 2 มันมีปมความผูกพัน (ทั้งแม่กับจอห์น และจอห์นกับคนเหล็ก) มีอารมณ์ขัน มีดราม่าแทรก แต่ภาค 3 นี่เน้นไล่ ล่า ลุย ไม่ค่อยมีวาระให้ดราม่าเท่าไร ซึ่งหากไม่คิดอะไรมาก็ไม่มีปัญหาครับ แต่เพราะดราม่า ความผูกพัน และอารมณ์ขันที่มาถูกที่ถูกเวลานี่แหละ ที่ทำให้ T2 ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมมาจนทุกวันนี้

ตัวละครภาคนี้ถือว่าโอเคครับ Stahl ก็พอไปได้กับบทจอห์น คอนเนอร์, Danes ก็ไม่เลวสำหรับบทเคท ส่วนพี่บึ้ก Arnold ก็ไร้กังวลสำหรับบทคนเหล็กครับ มันบทของพี่เขาอยู่แล้ว ในขณะที่ T-X นั้นจริงๆ ดูมีพิษสงเยอะนะครับ แต่ไหงกลับยังให้ความสาใจได้ไม่มากเท่าสมัย T-1000

ว่ากันว่าในตอนแรกนั้นบท T-X จะให้ Vin Diesel แต่ต่อมาก็มีการปรับให้บทนี้เป็นหุ่นผู้หญิง รายชื่อดาราในโผเลยเปลี่ยนเป็น Famke Janssen, Carrie-Anne Moss, Peta Wilson, Jeri Ryan และ Lucia Rijker แต่สุดท้าย Loken ก็แซงโค้งมา ซึ่งเธอก็โอเคครับ เพียงแต่ในด้านรายละเอียดของบท ยังไม่สามารถดัน T-X ให้เตะตาสักเท่าไร

ส่วนดาราสมทบอีกคนที่หากไม่กล่าวถึงคงกระไรอยู่ นั่นคือ Earl Boen ในบท ดร.ปีเตอร์ ซิลเบอร์แมน ที่แสดงบทเดียวกันในหนังคนเหล็กทั้ง 3 ภาค ในแง่หนึ่งจะว่าเขาซวยก็ได้ครับ ต้องมาเจอหุ่นเหล็กระเบิดตูมตามตรงหน้าถึง 3 ครั้ง แต่ก็นับเป็นโชคดีสุดๆ ที่เขาก็ยังรอดมาได้ตลอด

โดยรวมหนังก็ดูเอาสนุกครับ พอมันส์ พอเพลิน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตรึงตาตรึงใจเท่าที่ James Cameron เคยทำไว้ใน 2 ภาคแรก

ว่ากันว่าจริงๆ แล้ว Kassar และ Vajna ได้วางบทสำหรับภาคต่อเอาไว้แล้วนะครับ กะว่าหลังภาค 3 ฉายก็เตรียมทำภาคต่อเลย แต่ด้วยความที่รายได้รวมของหนังมันยังไม่มากจนถึงระดับน่าพอใจ (ลงทุน $200 ล้าน ได้คืนมา $433 ล้าน ก็เรียกว่าพอได้ทุนคืน แต่กำไรยังไม่ค่อยได้) แล้วพี่บึ้ก Arnold ก็ยังต้องไปเป็นผู้ว่าอีก โปรเจคท์เลยต้องพักไป

และในเวลาต่อมา ในปี 2006 พวกเขาทั้งสองคนก็ตัดสินใจเลิกทำธุรกิจบนเส้นทางบันเทิง หลังความล้มเหลวอีกครั้งใน Basic Instinct 2 (เรื่องนั้นทุนอยู่ที่ $70 ล้าน แต่ได้มา $38 ล้านจากทั่วโลกครับ ดับสนิท) พอเรื่องเป็นเช่นนั้น บทสำหรับภาคต่อของคนเหล็กที่พวกเขาเคยวางไว้ เลยไม่ได้ถูกหยิบมาใช้ด้วยประการละฉะนี้

ดูได้ไม่ผิดหวังในฐานะหนังคนเหล็ก

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)